เมื่อ “ผักจีน” กำลังเปลี่ยนตลาดผักไทย
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าจากโซเชียล
และไม่ใช่เรื่องที่เกษตรกรคิดกันไปเอง
Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569
ถึงสถานการณ์ผัก ผลไม้ และอาหารจากจีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยมีข้อได้เปรียบสำคัญคือเรื่อง “ราคา”
.
ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจตลาดบางกะปิ ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งและค้าปลีกที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
สิ่งที่พบคือ...
ผักนำเข้าจากจีนหลายชนิด ขายถูกกว่าผักที่ผลิตในประเทศไทย
.
ขณะที่ผู้ค้าบางรายให้ข้อมูลว่า
หากไม่รับสินค้าจากจีนมาขาย ก็อาจแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยเฉพาะพวกผักที่ราคาแพงและเน่าเสียง่าย
แต่คุณเคยสงสัยไหมครับ ผักชนิดเดียวกัน พันธุ์เดียวกัน เมื่อเอามาวางเทียบกัน ผักไทยจะเหี่ยวเฉาไวกว่าผักจีน ที่บางทีอยู่ได้เป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องแช่เย็น ทั้งที่ผักไทยอยู่ได้ไม่กี่วัน นั้นเป็นเพราะผักจีนแช่สารบางอย่างมานั้นไงครับ (จากข่าวที่เกี่ยวข้องที่กำลังไวรัลในจีน รัฐบาลจีนยืนยันเป็นเรื่องจีน ผักกาดขาวจุมสารฟอร์มาลดีไฮด์ เพื่อหวังให้ผักสดนานขึ้นก่อนส่งขายในจีน แล้วประเทศไทยล่ะใช้เวลาขนส่งนานกว่าจะถึงตลาด จะเหลืออะไร)
.
อ่านมาถึงตรงนี้...
ลองคิดในมุมของ “เกษตรกรไทย” ดูบ้าง
คนหนึ่งต้องซื้อเมล็ดพันธุ์
ซื้อปุ๋ย
จ่ายค่าแรง
จ่ายค่าน้ำ
จ่ายค่าน้ำมัน
แบกต้นทุนมาตั้งแต่วันปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยว
พอถึงวันที่ผลผลิตออก...
กลับต้องมาเจอสินค้านำเข้าที่สามารถวางขายในตลาดได้ในราคาที่ต่ำกว่า
แล้วเกษตรกรไทยจะเอาอะไรไปสู้?...
ลดต้นทุนอีกหรือ?
ถ้าลดไม่ได้แล้วล่ะ?
ลดราคาผลผลิตอีกหรือ?
แล้วรายได้ครอบครัวเขาจะเหลือเท่าไร?
.
ที่สำคัญ ข่าวเดียวกันยังพูดถึงอีกประเด็นที่ประชาชนควรสนใจ
นั่นคือ ความกังวลเรื่องสารตกค้างในสินค้านำเข้าบางส่วน
จนมีข้อเสนอว่า
ควรมีการติดป้ายบอก “แหล่งที่มาของผัก” ให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า
“เราควรห้ามคนไทยกินผักจีนหรือไม่?”
เพราะผู้บริโภคมีสิทธิเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับกำลังเงินของตัวเอง
แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ...
ประเทศไทยมีกติกาที่ทำให้เกษตรกรไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง?...
ของนำเข้าตรวจอะไรบ้าง?
ตรวจสารตกค้างมากน้อยแค่ไหน?
สุ่มตรวจกี่เปอร์เซ็นต์?
ถ้าพบสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ใครรับผิดชอบ?
.
ผู้บริโภคสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า
ผักที่กำลังหยิบใส่ถุงนั้น ปลูกในไทย หรือนำเข้าจากต่างประเทศ?
และถ้าราคาสินค้านำเข้าต่ำลงเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่งเกษตรกรไทยปลูกแล้วขาดทุน...
รัฐมีแผนอะไร?
หรือคำตอบสุดท้ายจะเป็นคำเดิม ๆ ว่า
“เกษตรกรต้องปรับตัว”
.
น่าสนใจนะครับ...
เราให้เกษตรกรไทยปรับตัวมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ทั้ง
ปลูกให้ดีขึ้น
ลดต้นทุน
ทำ GAP
ลดสารเคมี
ทำมาตรฐาน
เพิ่มผลผลิต
ทำตลาดออนไลน์
แปรรูป
สร้างแบรนด์
แต่ก็แพ้เพราะโดนกติกาที่ไม่เป็นธรรมเอาเปรียบตลอด
.
แต่บางที...
คนที่ควรถูกถามให้ “ปรับตัว” บ้าง
อาจไม่ใช่เกษตรกร
แต่อาจเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการนำเข้า
หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสารตกค้าง
หน่วยงานที่ดูแลการแข่งขันทางการค้า
รวมถึงนักการเมืองที่พูดทุกยุคว่า
.
“เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ”
เพราะถ้ากระดูกสันหลังของชาติ
ต้องแข่งขันอยู่ในสนามที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
อีกฝั่งถูกตรวจด้วยกติกาเดียวกันหรือไม่
.
เราก็ควรถามได้ว่า...
นี่คือ “การค้าเสรี”
หรือเรากำลังปล่อยให้เกษตรกรไทย “สู้ตามยถากรรม”?
เราไม่ได้เรียกร้องให้ปิดประเทศ
ไม่ได้เรียกร้องให้ห้ามนำเข้าสินค้าจากจีน
สิ่งที่เกษตรกรควรได้รับ
อาจเป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่สุดเท่านั้น
กติกาเดียวกัน
มาตรฐานเดียวกัน
ตรวจสอบจริง
เปิดเผยจริง
และแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
เพราะอาหารราคาถูกวันนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
.
แต่ถ้าวันหนึ่ง...
ราคาที่เราต้องจ่าย คือการที่คนไทยเลิกทำเกษตร
วันนั้น “ของถูก”
อาจไม่ได้ถูกอย่างที่เราคิด
.
แหล่งข่าว : Thai PBS
รายการ วันใหม่ ไทยพีบีเอส
หัวข้อ “ผัก-ผลไม้-อาหารจีน ทะลักเข้าไทย กังวลสารพิษตกค้าง”
เผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2569
.
โพสต์นี้เป็นการนำข้อมูลจากข่าวมาสะท้อนและตั้งคำถามต่อระบบกำกับดูแล ไม่ได้มีเจตนาเหมารวมว่าสินค้านำเข้าจากจีนทุกชนิดมีปัญหาหรือไม่ปลอดภัย
เพจ : เกษตร นานา
เมื่อ “ผักจีน” กำลังเปลี่ยนตลาดผักไทย
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าจากโซเชียล
และไม่ใช่เรื่องที่เกษตรกรคิดกันไปเอง
Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569
ถึงสถานการณ์ผัก ผลไม้ และอาหารจากจีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยมีข้อได้เปรียบสำคัญคือเรื่อง “ราคา”
.
ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจตลาดบางกะปิ ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งและค้าปลีกที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
สิ่งที่พบคือ...
ผักนำเข้าจากจีนหลายชนิด ขายถูกกว่าผักที่ผลิตในประเทศไทย
.
ขณะที่ผู้ค้าบางรายให้ข้อมูลว่า
หากไม่รับสินค้าจากจีนมาขาย ก็อาจแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยเฉพาะพวกผักที่ราคาแพงและเน่าเสียง่าย
แต่คุณเคยสงสัยไหมครับ ผักชนิดเดียวกัน พันธุ์เดียวกัน เมื่อเอามาวางเทียบกัน ผักไทยจะเหี่ยวเฉาไวกว่าผักจีน ที่บางทีอยู่ได้เป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องแช่เย็น ทั้งที่ผักไทยอยู่ได้ไม่กี่วัน นั้นเป็นเพราะผักจีนแช่สารบางอย่างมานั้นไงครับ (จากข่าวที่เกี่ยวข้องที่กำลังไวรัลในจีน รัฐบาลจีนยืนยันเป็นเรื่องจีน ผักกาดขาวจุมสารฟอร์มาลดีไฮด์ เพื่อหวังให้ผักสดนานขึ้นก่อนส่งขายในจีน แล้วประเทศไทยล่ะใช้เวลาขนส่งนานกว่าจะถึงตลาด จะเหลืออะไร)
.
อ่านมาถึงตรงนี้...
ลองคิดในมุมของ “เกษตรกรไทย” ดูบ้าง
คนหนึ่งต้องซื้อเมล็ดพันธุ์
ซื้อปุ๋ย
จ่ายค่าแรง
จ่ายค่าน้ำ
จ่ายค่าน้ำมัน
แบกต้นทุนมาตั้งแต่วันปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยว
พอถึงวันที่ผลผลิตออก...
กลับต้องมาเจอสินค้านำเข้าที่สามารถวางขายในตลาดได้ในราคาที่ต่ำกว่า
แล้วเกษตรกรไทยจะเอาอะไรไปสู้?...
ลดต้นทุนอีกหรือ?
ถ้าลดไม่ได้แล้วล่ะ?
ลดราคาผลผลิตอีกหรือ?
แล้วรายได้ครอบครัวเขาจะเหลือเท่าไร?
.
ที่สำคัญ ข่าวเดียวกันยังพูดถึงอีกประเด็นที่ประชาชนควรสนใจ
นั่นคือ ความกังวลเรื่องสารตกค้างในสินค้านำเข้าบางส่วน
จนมีข้อเสนอว่า
ควรมีการติดป้ายบอก “แหล่งที่มาของผัก” ให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า
“เราควรห้ามคนไทยกินผักจีนหรือไม่?”
เพราะผู้บริโภคมีสิทธิเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับกำลังเงินของตัวเอง
แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ...
ประเทศไทยมีกติกาที่ทำให้เกษตรกรไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง?...
ของนำเข้าตรวจอะไรบ้าง?
ตรวจสารตกค้างมากน้อยแค่ไหน?
สุ่มตรวจกี่เปอร์เซ็นต์?
ถ้าพบสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ใครรับผิดชอบ?
.
ผู้บริโภคสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า
ผักที่กำลังหยิบใส่ถุงนั้น ปลูกในไทย หรือนำเข้าจากต่างประเทศ?
และถ้าราคาสินค้านำเข้าต่ำลงเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่งเกษตรกรไทยปลูกแล้วขาดทุน...
รัฐมีแผนอะไร?
หรือคำตอบสุดท้ายจะเป็นคำเดิม ๆ ว่า
“เกษตรกรต้องปรับตัว”
.
น่าสนใจนะครับ...
เราให้เกษตรกรไทยปรับตัวมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ทั้ง
ปลูกให้ดีขึ้น
ลดต้นทุน
ทำ GAP
ลดสารเคมี
ทำมาตรฐาน
เพิ่มผลผลิต
ทำตลาดออนไลน์
แปรรูป
สร้างแบรนด์
แต่ก็แพ้เพราะโดนกติกาที่ไม่เป็นธรรมเอาเปรียบตลอด
.
แต่บางที...
คนที่ควรถูกถามให้ “ปรับตัว” บ้าง
อาจไม่ใช่เกษตรกร
แต่อาจเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการนำเข้า
หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสารตกค้าง
หน่วยงานที่ดูแลการแข่งขันทางการค้า
รวมถึงนักการเมืองที่พูดทุกยุคว่า
.
“เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ”
เพราะถ้ากระดูกสันหลังของชาติ
ต้องแข่งขันอยู่ในสนามที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
อีกฝั่งถูกตรวจด้วยกติกาเดียวกันหรือไม่
.
เราก็ควรถามได้ว่า...
นี่คือ “การค้าเสรี”
หรือเรากำลังปล่อยให้เกษตรกรไทย “สู้ตามยถากรรม”?
เราไม่ได้เรียกร้องให้ปิดประเทศ
ไม่ได้เรียกร้องให้ห้ามนำเข้าสินค้าจากจีน
สิ่งที่เกษตรกรควรได้รับ
อาจเป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่สุดเท่านั้น
กติกาเดียวกัน
มาตรฐานเดียวกัน
ตรวจสอบจริง
เปิดเผยจริง
และแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
เพราะอาหารราคาถูกวันนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
.
แต่ถ้าวันหนึ่ง...
ราคาที่เราต้องจ่าย คือการที่คนไทยเลิกทำเกษตร
วันนั้น “ของถูก”
อาจไม่ได้ถูกอย่างที่เราคิด
.
แหล่งข่าว : Thai PBS
รายการ วันใหม่ ไทยพีบีเอส
หัวข้อ “ผัก-ผลไม้-อาหารจีน ทะลักเข้าไทย กังวลสารพิษตกค้าง”
เผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2569
.
โพสต์นี้เป็นการนำข้อมูลจากข่าวมาสะท้อนและตั้งคำถามต่อระบบกำกับดูแล ไม่ได้มีเจตนาเหมารวมว่าสินค้านำเข้าจากจีนทุกชนิดมีปัญหาหรือไม่ปลอดภัย
เพจ : เกษตร นานา