🔥
Gaslighting คืออะไร?
- พูดง่าย ๆ คือ
การบงการทางอารมณ์หรือจิตใจ จนทำให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัยความคิด ความทรงจำ การรับรู้ หรือการตัดสินใจของตัวเอง
สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) อธิบายว่า
gaslight คือการทำให้อีกคนสงสัยในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ ประสบการณ์ หรือความเข้าใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ
เช่น...
เรา: “เมื่อวานเธอพูดแบบนี้กับเรา เราเสียใจนะ”
อีกฝ่าย: “ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นเลย”
เรา: “แต่เราจำได้นะ”
อีกฝ่าย: “เธอคิดไปเองหรือเปล่า? ช่วงนี้เป็นอะไร ทำไมคิดมากตลอด”
สุดท้ายจากที่เราตั้งใจจะคุยเรื่อง
สิ่งที่เขาทำ
กลายเป็นว่า...
เรากลับมานั่งสงสัยตัวเองว่า “หรือเราจะคิดมากเกินไปจริง ๆ?”
นี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้ Gaslighting น่ากลัว
👀
แล้วคนที่มีพฤติกรรม Gaslighting มักทำอะไร?
- ไม่ได้หมายความว่าคนที่พูดประโยคเหล่านี้เพียงครั้งเดียวจะเป็น Gaslighter
- สิ่งสำคัญคือ
ต้องดูเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ ๆ และหลายพฤติกรรมประกอบกัน
1. ปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเคยทำ
- “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น” “เธอจำผิดแล้ว”
2. ทำให้เราดูเป็นคนคิดมาก
- “เรื่องแค่นี้เอง” “เธอ Sensitive เกินไป” “ทำไมต้องดราม่าขนาดนี้?”
3. เปลี่ยนประเด็นเวลาถูกถาม
- เราถามเรื่องหนึ่ง แต่เขากลับลากไปอีกเรื่อง เช่น “แล้วเธอล่ะ ครั้งก่อนเธอก็ทำแบบนี้เหมือนกัน”
จากคนที่กำลังถาม กลายเป็นเราต้องมานั่งแก้ตัวแทน
4. โยนความผิดกลับมาให้เรา
- “ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะเธอนั่นแหละ” ทำให้เรารู้สึกว่า
พฤติกรรมของเขาเกิดขึ้นเพราะเรา
5. ใช้เรื่องในอดีตมาโจมตี
- เวลามีปัญหาในปัจจุบัน ก็หยิบความผิดพลาดเก่า ๆ ของเรามาพูดซ้ำ จนสุดท้ายประเด็นที่เราต้องการคุยก็หายไป
6. ทำให้เราเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง
- อันนี้อาจเป็นสัญญาณที่น่าสังเกตมากที่สุด เมื่อคุยกับคนคนนี้บ่อย ๆ เราเริ่มคิดว่า
“เราจำผิดหรือเปล่า?”
“เราคิดมากไปเองไหม?”
“เราผิดจริง ๆ หรือเปล่า?”
“หรือจริง ๆ แล้วเราเป็นคนมีปัญหา?”
- ถ้าเกิดความรู้สึกแบบนี้ซ้ำ ๆ จนเริ่มไม่เชื่อการรับรู้และการตัดสินใจของตัวเอง อาจเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์นั้นกำลังส่งผลต่อความมั่นใจและความรู้สึกต่อตัวเอง
🚨
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “กำลังถูก Gaslighting”?
ลองสังเกตตัวเองหลังจากพูดคุยกับคนคนหนึ่งว่า...
- เราต้องขอโทษทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร?
- เราเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำของตัวเอง?
- ทุกครั้งที่มีปัญหา สุดท้ายกลายเป็นความผิดของเรา?
- เรารู้สึกสับสนมากกว่าก่อนเริ่มคุย?
- เราเริ่มกลัวที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง?
- เราต้องคอยพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เกิดขึ้นจริง”?
- เราเริ่มคิดว่าตัวเอง “คิดมากเกินไป” อยู่ตลอด?
ถ้าเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจเป็นเพียงความขัดแย้งหรือการสื่อสารที่ไม่ดี แต่ถ้าเกิดขึ้น
ซ้ำ ๆ เป็นรูปแบบ และส่งผลให้เราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ก็ควรให้ความสำคัญกับมัน
❤️ สุดท้าย...
- Gaslighting ไม่ได้แปลว่า
“ใครเถียงเก่งกว่า = Gaslighter” และไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ที่มีปัญหาจะเป็น Gaslighting
- สิ่งสำคัญคือการดูว่า
เรากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่สามารถพูดคุยกันอย่างเคารพ รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และยอมรับมุมมองที่แตกต่างกันได้หรือไม่
- เพราะความสัมพันธ์ที่ดีอาจมีการทะเลาะกันได้
- แต่หลังจากทะเลาะกันแล้ว เราควร
เข้าใจกันมากขึ้น
- ไม่ใช่กลับมานั่งถามตัวเองว่า...
“ตกลงสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เรารู้สึก และสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ มันเคยเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
- คำถามนี้อาจเป็นสิ่งที่น่าคิดที่สุดของเรื่อง Gaslighting
อ้างอิง
dictionary clevelandclinic
Gaslighting คืออะไร? ทำไมบางคนคุยกับเราแล้วทำให้เรารู้สึกว่า “หรือเราผิดจริง ๆ?”
- พูดง่าย ๆ คือ การบงการทางอารมณ์หรือจิตใจ จนทำให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัยความคิด ความทรงจำ การรับรู้ หรือการตัดสินใจของตัวเอง
สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) อธิบายว่า gaslight คือการทำให้อีกคนสงสัยในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ ประสบการณ์ หรือความเข้าใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ
เช่น...
เรา: “เมื่อวานเธอพูดแบบนี้กับเรา เราเสียใจนะ”
อีกฝ่าย: “ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นเลย”
เรา: “แต่เราจำได้นะ”
อีกฝ่าย: “เธอคิดไปเองหรือเปล่า? ช่วงนี้เป็นอะไร ทำไมคิดมากตลอด”
สุดท้ายจากที่เราตั้งใจจะคุยเรื่อง สิ่งที่เขาทำ
กลายเป็นว่า... เรากลับมานั่งสงสัยตัวเองว่า “หรือเราจะคิดมากเกินไปจริง ๆ?”
นี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้ Gaslighting น่ากลัว
👀 แล้วคนที่มีพฤติกรรม Gaslighting มักทำอะไร?
- ไม่ได้หมายความว่าคนที่พูดประโยคเหล่านี้เพียงครั้งเดียวจะเป็น Gaslighter
- สิ่งสำคัญคือ ต้องดูเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ ๆ และหลายพฤติกรรมประกอบกัน
1. ปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเคยทำ
- “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น” “เธอจำผิดแล้ว”
2. ทำให้เราดูเป็นคนคิดมาก
- “เรื่องแค่นี้เอง” “เธอ Sensitive เกินไป” “ทำไมต้องดราม่าขนาดนี้?”
3. เปลี่ยนประเด็นเวลาถูกถาม
- เราถามเรื่องหนึ่ง แต่เขากลับลากไปอีกเรื่อง เช่น “แล้วเธอล่ะ ครั้งก่อนเธอก็ทำแบบนี้เหมือนกัน”
จากคนที่กำลังถาม กลายเป็นเราต้องมานั่งแก้ตัวแทน
4. โยนความผิดกลับมาให้เรา
- “ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะเธอนั่นแหละ” ทำให้เรารู้สึกว่า พฤติกรรมของเขาเกิดขึ้นเพราะเรา
5. ใช้เรื่องในอดีตมาโจมตี
- เวลามีปัญหาในปัจจุบัน ก็หยิบความผิดพลาดเก่า ๆ ของเรามาพูดซ้ำ จนสุดท้ายประเด็นที่เราต้องการคุยก็หายไป
6. ทำให้เราเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง
- อันนี้อาจเป็นสัญญาณที่น่าสังเกตมากที่สุด เมื่อคุยกับคนคนนี้บ่อย ๆ เราเริ่มคิดว่า
“เราจำผิดหรือเปล่า?”
“เราคิดมากไปเองไหม?”
“เราผิดจริง ๆ หรือเปล่า?”
“หรือจริง ๆ แล้วเราเป็นคนมีปัญหา?”
- ถ้าเกิดความรู้สึกแบบนี้ซ้ำ ๆ จนเริ่มไม่เชื่อการรับรู้และการตัดสินใจของตัวเอง อาจเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์นั้นกำลังส่งผลต่อความมั่นใจและความรู้สึกต่อตัวเอง
🚨 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “กำลังถูก Gaslighting”?
ลองสังเกตตัวเองหลังจากพูดคุยกับคนคนหนึ่งว่า...
- เราต้องขอโทษทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร?
- เราเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำของตัวเอง?
- ทุกครั้งที่มีปัญหา สุดท้ายกลายเป็นความผิดของเรา?
- เรารู้สึกสับสนมากกว่าก่อนเริ่มคุย?
- เราเริ่มกลัวที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง?
- เราต้องคอยพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เกิดขึ้นจริง”?
- เราเริ่มคิดว่าตัวเอง “คิดมากเกินไป” อยู่ตลอด?
ถ้าเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจเป็นเพียงความขัดแย้งหรือการสื่อสารที่ไม่ดี แต่ถ้าเกิดขึ้น ซ้ำ ๆ เป็นรูปแบบ และส่งผลให้เราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ก็ควรให้ความสำคัญกับมัน
❤️ สุดท้าย...
- Gaslighting ไม่ได้แปลว่า “ใครเถียงเก่งกว่า = Gaslighter” และไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ที่มีปัญหาจะเป็น Gaslighting
- สิ่งสำคัญคือการดูว่า เรากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่สามารถพูดคุยกันอย่างเคารพ รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และยอมรับมุมมองที่แตกต่างกันได้หรือไม่
- เพราะความสัมพันธ์ที่ดีอาจมีการทะเลาะกันได้
- แต่หลังจากทะเลาะกันแล้ว เราควร เข้าใจกันมากขึ้น
- ไม่ใช่กลับมานั่งถามตัวเองว่า... “ตกลงสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เรารู้สึก และสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ มันเคยเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
- คำถามนี้อาจเป็นสิ่งที่น่าคิดที่สุดของเรื่อง Gaslighting
อ้างอิง dictionary clevelandclinic