
KEY POINTS
อาเซียนเตรียมจัดตั้ง "ASEAN Battery Block" เพื่อตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบและอุปกรณ์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงของจีน
การรวมกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงและเอกราชด้านพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก
พันธมิตรจะใช้จุดแข็งและทรัพยากรของแต่ละประเทศ เช่น แหล่งแร่นิกเกิลของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งของไทย
เมื่อมหาอำนาจเริ่มขยับเบรกส่งออกวัตถุดิบและอุปกรณ์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงตั้งแต่ปลายปี 2025 อาเซียนจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ประวัติศาสตร์เพื่อสร้าง "ASEAN Battery Block" หวังสร้างอธิปไตยทางพลังงานอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่โซลิดสเตตไร้ของเหลว 100% ที่จะเปลี่ยนผ่านโลกยุคดิจิทัลและ AI
ชนวนเหตุ "สงครามแบตเตอรี่" จีนสั่งคุมเข้มส่งออกวัตถุดิบล้ำยุค
สมรภูมิเทคโนโลยีโลกกำลังทวีความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่อประเทศจีนเริ่มมาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ เช่น แกรไฟต์ อุปกรณ์การผลิต ตลอดจนเซลล์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่มีความหนาแน่นพลังงานเกินกว่า 300 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะกันใน "สงครามชิป" ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดทั่วโลก และเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางพึ่งพาตนเองและสร้างฐานการผลิตเป็นของตนเองเพื่อความมั่นคงในชาติ
ผนึกกำลัง "ASEAN Battery Block" ทางรอดและอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม
ดร. เรซาล ไครี อาหมัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ NanoMalaysia Berhad (NMB) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุกิจ' ในงาน 4th ASEAN Battery Technology Conference ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนไม่อาจต่างคนต่างอยู่ได้อีกต่อไปในการเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย จำเป็นต้องรวมตัวกันเป็น "บล็อกแบตเตอรี่อาเซียน" (ASEAN Battery Block) เพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองที่ทัดเทียมในเวทีโลก

การผนึกกำลังนี้จะดึงเอาความโดดเด่นและทรัพยากรเฉพาะตัวของแต่ละประเทศมาผสานกันอย่างลงตัว
ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย: ครอบครองแหล่งแร่นิกเกิลเกรดดีที่สุดในโลก ซึ่งนิกเกิลเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟตที่ไม่มีนิกเกิลของจีน
ไทยและอินโดนีเซีย: มีตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และจักรยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อที่เติบโตและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
มาเลเซีย: กำลังขับเคลื่อนการผลิตแบตเตอรี่ของตัวเองภายใต้โครงการ Gigafactory Malaysia โดยใช้ห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีโครงการผลิตแบตเตอรี่ เช่น โครงการ Uvolt ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่สามารถผลิตแบตเตอรี่ได้ในระดับ 2 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) แล้ว
"พันธมิตรที่มั่นคงและยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ค้าอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่า" ดร. เรซาล กล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพึ่งพาตนเองและร่วมมือกัน
เมื่อมหาอำนาจเริ่มขยับเบรกส่งออกวัตถุดิบและอุปกรณ์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงตั้งแต่ปลายปี 2025 อาเซียนจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ประวัติศาสตร์เพื่อสร้าง "ASEAN Battery Block" หวังสร้างอธิปไตยทางพลังงานอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่โซลิดสเตตไร้ของเหลว 100% ที่จะเปลี่ยนผ่านโลกยุคดิจิทัลและ AI
ชนวนเหตุ "สงครามแบตเตอรี่" จีนสั่งคุมเข้มส่งออกวัตถุดิบล้ำยุค
สมรภูมิเทคโนโลยีโลกกำลังทวีความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่อประเทศจีนเริ่มมาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ เช่น แกรไฟต์ อุปกรณ์การผลิต ตลอดจนเซลล์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่มีความหนาแน่นพลังงานเกินกว่า 300 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะกันใน "สงครามชิป" ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดทั่วโลก และเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางพึ่งพาตนเองและสร้างฐานการผลิตเป็นของตนเองเพื่อความมั่นคงในชาติ
ผนึกกำลัง "ASEAN Battery Block" ทางรอดและอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม
ดร. เรซาล ไครี อาหมัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ NanoMalaysia Berhad (NMB) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุกิจ' ในงาน 4th ASEAN Battery Technology Conference ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนไม่อาจต่างคนต่างอยู่ได้อีกต่อไปในการเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย จำเป็นต้องรวมตัวกันเป็น "บล็อกแบตเตอรี่อาเซียน" (ASEAN Battery Block) เพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองที่ทัดเทียมในเวทีโลก
แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery) จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงาน
ศาสตราจารย์ เชอร์ลีย์ เม็ง มหาวิทยาลัยชิคาโก/ห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอน สหรัฐอเมริกา ได้เล่าถึง นวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่าง "แบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบไร้ของเหลว 100%" (All Solid-State Battery) ซึ่งถือเป็น "Game-changer" หรือผู้เปลี่ยนกติกาที่แท้จริง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถทะลุขีดจำกัดความหนาแน่นของพลังงานได้สูงกว่า 500 ไปจนถึงเกือบ 700 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในปัจจุบันที่ทำได้เพียง 260-280 Wh/kg เท่านั้น
ความหนาแน่นของพลังงานที่สูงขึ้นนี้หมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ แบตเตอรี่โซลิดสเตตยังมีจุดเด่นและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่ง ได้แก่
หมดปัญหาเรื่องขั้วแบตเตอรี่โพลาไรเซชันและการเสื่อมสภาพ: เนื่องจากไม่มีของเหลวไหลเวียน จึงไม่มีการเดินทางข้ามช่องของสารเคมีที่เป็นผลพลอยได้ (no cross talk) ส่งผลให้การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เกิดขึ้นน้อยมาก
อายุการใช้งานยาวนานนับทศวรรษ: ในอนาคต แบตเตอรี่โซลิดสเตตจะสามารถรับประกันอายุการใช้งานได้ยาวนานเคียงคู่ไปกับแผงโซลาร์เซลล์ที่รับประกัน 25 ปีได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้บริษัทประกันภัยยินดีที่จะรับประกันแบตเตอรี่เหล่านี้
การออกแบบไร้แอโนด (Anode-free design) และการใช้แคโทดซัลเฟอร์: นักวิจัยร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยชั้นนำอย่าง LG Energy Solution ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแคโทดแบบซัลเฟอร์ที่ไม่มีปัญหาสารโพลีซัลไฟด์ตกค้างในรูปแบบของแข็ง ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าด้านราคาจากการที่วัตถุดิบอย่าง Li2S (Lithium Sulfide) มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องจากกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมในปี 2021 เหลือไม่ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน
จากโดรนความมั่นคง ยัน Data Center สำหรับ AI
"ดร. เรซาล" ยังเล่าอีกว่า นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ตลาดแบตเตอรี่ยังมีกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีมูลค่าสูงแต่ใช้ปริมาณน้อย (low-volume high-value) เช่น โดรนเพื่อความมั่นคงและการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติในโรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid/Nanogrid) ที่ช่วยส่งมอบพลังงานสะอาดให้กับหมู่บ้านห่างไกลในอาเซียน ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณในการลากสายส่งไฟฟ้าที่สูงถึง 140,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลเมตร
ที่สำคัญที่สุด แบตเตอรี่คือกระดูกสันหลังของ "Data Center" ที่รองรับยุคทองของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจาก AI มีกระบวนการคำนวณที่ซับซ้อนและต้องใช้พลังงานอย่างหนักหน่วง แบตเตอรี่จึงทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองไฟฟ้าที่ไม่มีวันดับ (Uninterrupted Power Supply) เพื่อรักษาระบบให้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยจัดเก็บพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวันมาใช้ในเวลากลางคืน ลดภาระของโครงข่ายไฟฟ้าหลักโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาถ่านหินหรือฟอสซิลเพิ่มขึ้น
"กรีนตั้งแต่ต้นน้ำ" มุ่งสู่ Net Zero ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน
ความท้าทายที่น่าสนใจคือ กระบวนการขุดเจาะแร่ธาตุเพื่อทำแบตเตอรี่มักปล่อยก๊าซคาร์บอน จำนวนมาก ซึ่งอาจย้อนแย้งกับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อาเซียนจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ (เช่น แผนพัฒนามาเลเซียฉบับที่ 13) โดยเน้นย้ำเรื่อง
การรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่า จากโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อปเพื่อนำลิเทียมและโคบอลต์กลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
การเปลี่ยนมาใช้แกรไฟต์จากชีวมวล (Biomass) การเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบแกรไฟต์มาเป็นชีวมวลแทนการทำเหมืองแบบเดิม สามารถลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ลงได้สูงถึง 30% ทำให้แบตเตอรี่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้น
การเดินหน้าของอาเซียนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางสงครามการค้า แต่คือการประกาศศักดาในฐานะบล็อกเทคโนโลยีใหม่ที่จะร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดและความปลอดภัยไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
อาเซียนตั้ง 'Battery Block' ดัดหลังจีนจำกัดส่งออก-ชูแบตโซลิดสเตตล้ำ วิ่งไกลทะลุ 1,000 กม.
KEY POINTS
อาเซียนเตรียมจัดตั้ง "ASEAN Battery Block" เพื่อตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบและอุปกรณ์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงของจีน
การรวมกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงและเอกราชด้านพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก
พันธมิตรจะใช้จุดแข็งและทรัพยากรของแต่ละประเทศ เช่น แหล่งแร่นิกเกิลของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งของไทย
เมื่อมหาอำนาจเริ่มขยับเบรกส่งออกวัตถุดิบและอุปกรณ์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงตั้งแต่ปลายปี 2025 อาเซียนจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ประวัติศาสตร์เพื่อสร้าง "ASEAN Battery Block" หวังสร้างอธิปไตยทางพลังงานอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่โซลิดสเตตไร้ของเหลว 100% ที่จะเปลี่ยนผ่านโลกยุคดิจิทัลและ AI
ชนวนเหตุ "สงครามแบตเตอรี่" จีนสั่งคุมเข้มส่งออกวัตถุดิบล้ำยุค
สมรภูมิเทคโนโลยีโลกกำลังทวีความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่อประเทศจีนเริ่มมาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ เช่น แกรไฟต์ อุปกรณ์การผลิต ตลอดจนเซลล์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่มีความหนาแน่นพลังงานเกินกว่า 300 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะกันใน "สงครามชิป" ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดทั่วโลก และเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางพึ่งพาตนเองและสร้างฐานการผลิตเป็นของตนเองเพื่อความมั่นคงในชาติ
ผนึกกำลัง "ASEAN Battery Block" ทางรอดและอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม
ดร. เรซาล ไครี อาหมัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ NanoMalaysia Berhad (NMB) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุกิจ' ในงาน 4th ASEAN Battery Technology Conference ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนไม่อาจต่างคนต่างอยู่ได้อีกต่อไปในการเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย จำเป็นต้องรวมตัวกันเป็น "บล็อกแบตเตอรี่อาเซียน" (ASEAN Battery Block) เพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองที่ทัดเทียมในเวทีโลก
การผนึกกำลังนี้จะดึงเอาความโดดเด่นและทรัพยากรเฉพาะตัวของแต่ละประเทศมาผสานกันอย่างลงตัว
ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย: ครอบครองแหล่งแร่นิกเกิลเกรดดีที่สุดในโลก ซึ่งนิกเกิลเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟตที่ไม่มีนิกเกิลของจีน
ไทยและอินโดนีเซีย: มีตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และจักรยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อที่เติบโตและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
มาเลเซีย: กำลังขับเคลื่อนการผลิตแบตเตอรี่ของตัวเองภายใต้โครงการ Gigafactory Malaysia โดยใช้ห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีโครงการผลิตแบตเตอรี่ เช่น โครงการ Uvolt ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่สามารถผลิตแบตเตอรี่ได้ในระดับ 2 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) แล้ว
"พันธมิตรที่มั่นคงและยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ค้าอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่า" ดร. เรซาล กล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพึ่งพาตนเองและร่วมมือกัน
เมื่อมหาอำนาจเริ่มขยับเบรกส่งออกวัตถุดิบและอุปกรณ์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงตั้งแต่ปลายปี 2025 อาเซียนจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ประวัติศาสตร์เพื่อสร้าง "ASEAN Battery Block" หวังสร้างอธิปไตยทางพลังงานอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่โซลิดสเตตไร้ของเหลว 100% ที่จะเปลี่ยนผ่านโลกยุคดิจิทัลและ AI
ชนวนเหตุ "สงครามแบตเตอรี่" จีนสั่งคุมเข้มส่งออกวัตถุดิบล้ำยุค
สมรภูมิเทคโนโลยีโลกกำลังทวีความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่อประเทศจีนเริ่มมาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ เช่น แกรไฟต์ อุปกรณ์การผลิต ตลอดจนเซลล์แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่มีความหนาแน่นพลังงานเกินกว่า 300 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะกันใน "สงครามชิป" ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดทั่วโลก และเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางพึ่งพาตนเองและสร้างฐานการผลิตเป็นของตนเองเพื่อความมั่นคงในชาติ
ผนึกกำลัง "ASEAN Battery Block" ทางรอดและอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม
ดร. เรซาล ไครี อาหมัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ NanoMalaysia Berhad (NMB) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุกิจ' ในงาน 4th ASEAN Battery Technology Conference ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนไม่อาจต่างคนต่างอยู่ได้อีกต่อไปในการเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย จำเป็นต้องรวมตัวกันเป็น "บล็อกแบตเตอรี่อาเซียน" (ASEAN Battery Block) เพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองที่ทัดเทียมในเวทีโลก
แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery) จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงาน
ศาสตราจารย์ เชอร์ลีย์ เม็ง มหาวิทยาลัยชิคาโก/ห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอน สหรัฐอเมริกา ได้เล่าถึง นวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่าง "แบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบไร้ของเหลว 100%" (All Solid-State Battery) ซึ่งถือเป็น "Game-changer" หรือผู้เปลี่ยนกติกาที่แท้จริง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถทะลุขีดจำกัดความหนาแน่นของพลังงานได้สูงกว่า 500 ไปจนถึงเกือบ 700 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในปัจจุบันที่ทำได้เพียง 260-280 Wh/kg เท่านั้น
ความหนาแน่นของพลังงานที่สูงขึ้นนี้หมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ แบตเตอรี่โซลิดสเตตยังมีจุดเด่นและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่ง ได้แก่
หมดปัญหาเรื่องขั้วแบตเตอรี่โพลาไรเซชันและการเสื่อมสภาพ: เนื่องจากไม่มีของเหลวไหลเวียน จึงไม่มีการเดินทางข้ามช่องของสารเคมีที่เป็นผลพลอยได้ (no cross talk) ส่งผลให้การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เกิดขึ้นน้อยมาก
อายุการใช้งานยาวนานนับทศวรรษ: ในอนาคต แบตเตอรี่โซลิดสเตตจะสามารถรับประกันอายุการใช้งานได้ยาวนานเคียงคู่ไปกับแผงโซลาร์เซลล์ที่รับประกัน 25 ปีได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้บริษัทประกันภัยยินดีที่จะรับประกันแบตเตอรี่เหล่านี้
การออกแบบไร้แอโนด (Anode-free design) และการใช้แคโทดซัลเฟอร์: นักวิจัยร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยชั้นนำอย่าง LG Energy Solution ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแคโทดแบบซัลเฟอร์ที่ไม่มีปัญหาสารโพลีซัลไฟด์ตกค้างในรูปแบบของแข็ง ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าด้านราคาจากการที่วัตถุดิบอย่าง Li2S (Lithium Sulfide) มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องจากกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมในปี 2021 เหลือไม่ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน
จากโดรนความมั่นคง ยัน Data Center สำหรับ AI
"ดร. เรซาล" ยังเล่าอีกว่า นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ตลาดแบตเตอรี่ยังมีกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีมูลค่าสูงแต่ใช้ปริมาณน้อย (low-volume high-value) เช่น โดรนเพื่อความมั่นคงและการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติในโรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid/Nanogrid) ที่ช่วยส่งมอบพลังงานสะอาดให้กับหมู่บ้านห่างไกลในอาเซียน ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณในการลากสายส่งไฟฟ้าที่สูงถึง 140,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลเมตร
ที่สำคัญที่สุด แบตเตอรี่คือกระดูกสันหลังของ "Data Center" ที่รองรับยุคทองของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจาก AI มีกระบวนการคำนวณที่ซับซ้อนและต้องใช้พลังงานอย่างหนักหน่วง แบตเตอรี่จึงทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองไฟฟ้าที่ไม่มีวันดับ (Uninterrupted Power Supply) เพื่อรักษาระบบให้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยจัดเก็บพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวันมาใช้ในเวลากลางคืน ลดภาระของโครงข่ายไฟฟ้าหลักโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาถ่านหินหรือฟอสซิลเพิ่มขึ้น
"กรีนตั้งแต่ต้นน้ำ" มุ่งสู่ Net Zero ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน
ความท้าทายที่น่าสนใจคือ กระบวนการขุดเจาะแร่ธาตุเพื่อทำแบตเตอรี่มักปล่อยก๊าซคาร์บอน จำนวนมาก ซึ่งอาจย้อนแย้งกับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อาเซียนจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ (เช่น แผนพัฒนามาเลเซียฉบับที่ 13) โดยเน้นย้ำเรื่อง
การรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่า จากโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อปเพื่อนำลิเทียมและโคบอลต์กลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
การเปลี่ยนมาใช้แกรไฟต์จากชีวมวล (Biomass) การเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบแกรไฟต์มาเป็นชีวมวลแทนการทำเหมืองแบบเดิม สามารถลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ลงได้สูงถึง 30% ทำให้แบตเตอรี่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้น
การเดินหน้าของอาเซียนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางสงครามการค้า แต่คือการประกาศศักดาในฐานะบล็อกเทคโนโลยีใหม่ที่จะร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดและความปลอดภัยไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน