รู้จัก KKV จากจีนสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์รีเทล
KKV ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ภายใต้การพัฒนาและบริหารของ KK Group โดยมีเป้าหมายสร้างรูปแบบร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากร้านค้าทั่วไปในตลาดจีน แนวคิดหลักของแบรนด์ คือ การรวบรวมสินค้าที่หลากหลายหมวดหมู่ไว้ในพื้นที่เดียว
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง Wu Yuening ซึ่งเกิดในยุค 1980s ซึ่งเขามีพื้นฐานการศึกษาและการทำงานในสาย IT แม้เส้นทางเริ่มต้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์โดยตรง
แต่ด้วยความตั้งใจอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำหลังทำงานได้เพียงหนึ่งปี และเริ่มทดลองทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบ
จนกระทั่งในปี 2015 เขาเปิดร้านสะดวกซื้อชื่อ KK ในมณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทขายสินค้าออนไลน์ในชื่อ Guangdong KK E.commerce Co., Ltd. ก่อนจะขยับขยายมาเปิดร้านค้าจริงในหลายแบรนด์ ที่มีรูปแบบและแนวทางแตกต่างกันออกไป
ไล่ไปตั้งแต่การเปิดตัวร้านแรกในปีเดียวกันอย่าง KK guan ร้านมินิมาร์ทที่จำหน่ายสินค้าแนวไลฟ์สไตล์ เช่น ขนมขบเคี้ยวนำเข้า สินค้าความสวยความงาม และสินค้าดูแลร่างกายส่วนบุคคล เน้นนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านผ่านสีขาวที่เรียบง่าย และแสงสว่างที่โอบล้อมทุกพื้นที่ให้ดูอบอุ่นและนวลตา ไม่เป็นแสงแข็งทื่อแบบหลอดไฟนีออนทั่วไป
ถัดมาในปี 2019 ทางบริษัทได้เปิดแบรนด์ร้านค้าปลีกใหม่ในรูปแบบใกล้เคียงกัน แต่ใหญ่กว่าเดิมประมาณ 2-3 เท่า
ในชื่อ KKV ร้านค้าปลีกที่เน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ทั้งของกิน ของใช้ ของเล่น เครื่องสำอาง และสินค้ากิฟต์ช็อป ที่เน้นนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านสีเหลืองสด รูปแบบการตกแต่งร้านเหมือนขนส่งสินค้าผ่านตู้คอนเทนเนอร์บนเรือ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องปรับโมเดลและทดลองนำสินค้าหลากหลายประเภทเข้ามาวางจำหน่ายเพิ่มเติม
จุดเด่นของร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ KKV คือ ร้านมีขนาดใหญ่ที่มีสินค้าตามเทรนด์มากกว่า 20,000 SKUs ครอบคลุมตั้งแต่หมวดความงาม สกินแคร์ ขนมและอาหารนำเข้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ตามเทรนด์ใหม่ๆ การจัดวางสินค้าใช้สีสันและการแบ่งโซนที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
ควบคู่กับการออกแบบมุมถ่ายภาพและพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่ตอบรับพฤติกรรมการแชร์บนโซเชียลมีเดียของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่
ในเชิงกลยุทธ์ของ KKV ชูแนวคิด “Affordable Lifestyle” หรือไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาจับต้องได้ ผสมผสานกับแนวคิด “New Retail” ที่ใช้เทคโนโลยี และ Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเพิ่มหรือลดจำนวนสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
โมเดลธุรกิจ ทำไมถูกเรียกว่า “ค้าปลีกพันล้าน”
โมเดลธุรกิจของ KKV ถูกขนานนามว่าเป็นค้าปลีกพันล้าน เนื่องจากสามารถสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่จำนวนสาขาและมูลค่าทางธุรกิจ โครงสร้างรายได้ของแบรนด์มาจากการผสมผสานสินค้าหลากหลายประเภท
โดยเฉพาะสินค้า Private Label ที่ให้มาร์จิ้นสูง ควบคู่กับสินค้านำเข้าและแบรนด์ยอดนิยมที่ช่วยดึงทราฟฟิกลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้าน
กลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถบริหารอัตราการทำกำไรได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมกับสร้างความแตกต่างไปจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมทั่วไปที่พึ่งพาสินค้าแบรนด์ภายนอกเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน การบริหาร SKU ซึ่งในแต่ละสาขามีสินค้าหลายหมื่นรายการ ครอบคลุมหลายหมวดหมู่ ช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อแบบไม่ตั้งใจ และกระตุ้นให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
อีกทั้งความหลากหลายของสินค้าและการอัปเดตสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ยังช่วยสร้างความรู้สึกมาแล้วต้องได้ของใหม่กลับไป ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ
ในด้านประสบการณ์ผู้บริโภค KKV ออกแบบตกแต่งร้านให้มีลักษณะคล้าย Destination Store มากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป มีพื้นที่ขนาดใหญ่ การจัดวางสินค้าแบบแบ่งโซนสีสันชัดเจน และจัดมุมถ่ายภาพไว้ภายในร้าน ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่นิยมถ่ายรูปและแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย
แนวคิดดังกล่าวทำให้ร้าน KKV ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่เชิงกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ไปในตัว
การควบคุมซัพพลายเชนจากประเทศจีนซึ่งเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ ช่วยให้ KKV บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการกระจายสินค้า โมเดลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ MINISO ที่เน้นสินค้าดีไซน์ทันสมัยในราคาจับต้องได้
อย่างไรก็ตาม KKV มีความแตกต่างด้วยขนาดร้านใหญ่กว่า จำนวน SKU มากกว่า และการวางตำแหน่งให้เป็นไลฟ์สไตล์รีเทลเต็มรูปแบบ เป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดค้าปลีกยุคใหม่จากจีน
.
.
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์
StartUp พันล้านจีน KKV บุกไทย เปิดเกมใหญ่ เขย่าค้าปลีก [ThaiFranchise Today]
รู้จัก KKV จากจีนสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์รีเทล
KKV ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ภายใต้การพัฒนาและบริหารของ KK Group โดยมีเป้าหมายสร้างรูปแบบร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากร้านค้าทั่วไปในตลาดจีน แนวคิดหลักของแบรนด์ คือ การรวบรวมสินค้าที่หลากหลายหมวดหมู่ไว้ในพื้นที่เดียว
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง Wu Yuening ซึ่งเกิดในยุค 1980s ซึ่งเขามีพื้นฐานการศึกษาและการทำงานในสาย IT แม้เส้นทางเริ่มต้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์โดยตรง
แต่ด้วยความตั้งใจอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำหลังทำงานได้เพียงหนึ่งปี และเริ่มทดลองทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบ
จนกระทั่งในปี 2015 เขาเปิดร้านสะดวกซื้อชื่อ KK ในมณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทขายสินค้าออนไลน์ในชื่อ Guangdong KK E.commerce Co., Ltd. ก่อนจะขยับขยายมาเปิดร้านค้าจริงในหลายแบรนด์ ที่มีรูปแบบและแนวทางแตกต่างกันออกไป
ไล่ไปตั้งแต่การเปิดตัวร้านแรกในปีเดียวกันอย่าง KK guan ร้านมินิมาร์ทที่จำหน่ายสินค้าแนวไลฟ์สไตล์ เช่น ขนมขบเคี้ยวนำเข้า สินค้าความสวยความงาม และสินค้าดูแลร่างกายส่วนบุคคล เน้นนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านผ่านสีขาวที่เรียบง่าย และแสงสว่างที่โอบล้อมทุกพื้นที่ให้ดูอบอุ่นและนวลตา ไม่เป็นแสงแข็งทื่อแบบหลอดไฟนีออนทั่วไป
ถัดมาในปี 2019 ทางบริษัทได้เปิดแบรนด์ร้านค้าปลีกใหม่ในรูปแบบใกล้เคียงกัน แต่ใหญ่กว่าเดิมประมาณ 2-3 เท่า
ในชื่อ KKV ร้านค้าปลีกที่เน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ทั้งของกิน ของใช้ ของเล่น เครื่องสำอาง และสินค้ากิฟต์ช็อป ที่เน้นนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านสีเหลืองสด รูปแบบการตกแต่งร้านเหมือนขนส่งสินค้าผ่านตู้คอนเทนเนอร์บนเรือ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องปรับโมเดลและทดลองนำสินค้าหลากหลายประเภทเข้ามาวางจำหน่ายเพิ่มเติม
จุดเด่นของร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ KKV คือ ร้านมีขนาดใหญ่ที่มีสินค้าตามเทรนด์มากกว่า 20,000 SKUs ครอบคลุมตั้งแต่หมวดความงาม สกินแคร์ ขนมและอาหารนำเข้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ตามเทรนด์ใหม่ๆ การจัดวางสินค้าใช้สีสันและการแบ่งโซนที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
ควบคู่กับการออกแบบมุมถ่ายภาพและพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่ตอบรับพฤติกรรมการแชร์บนโซเชียลมีเดียของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่
ในเชิงกลยุทธ์ของ KKV ชูแนวคิด “Affordable Lifestyle” หรือไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาจับต้องได้ ผสมผสานกับแนวคิด “New Retail” ที่ใช้เทคโนโลยี และ Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเพิ่มหรือลดจำนวนสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
โมเดลธุรกิจ ทำไมถูกเรียกว่า “ค้าปลีกพันล้าน”
โมเดลธุรกิจของ KKV ถูกขนานนามว่าเป็นค้าปลีกพันล้าน เนื่องจากสามารถสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่จำนวนสาขาและมูลค่าทางธุรกิจ โครงสร้างรายได้ของแบรนด์มาจากการผสมผสานสินค้าหลากหลายประเภท
โดยเฉพาะสินค้า Private Label ที่ให้มาร์จิ้นสูง ควบคู่กับสินค้านำเข้าและแบรนด์ยอดนิยมที่ช่วยดึงทราฟฟิกลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้าน
กลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถบริหารอัตราการทำกำไรได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมกับสร้างความแตกต่างไปจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมทั่วไปที่พึ่งพาสินค้าแบรนด์ภายนอกเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน การบริหาร SKU ซึ่งในแต่ละสาขามีสินค้าหลายหมื่นรายการ ครอบคลุมหลายหมวดหมู่ ช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อแบบไม่ตั้งใจ และกระตุ้นให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
อีกทั้งความหลากหลายของสินค้าและการอัปเดตสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ยังช่วยสร้างความรู้สึกมาแล้วต้องได้ของใหม่กลับไป ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ
ในด้านประสบการณ์ผู้บริโภค KKV ออกแบบตกแต่งร้านให้มีลักษณะคล้าย Destination Store มากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป มีพื้นที่ขนาดใหญ่ การจัดวางสินค้าแบบแบ่งโซนสีสันชัดเจน และจัดมุมถ่ายภาพไว้ภายในร้าน ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่นิยมถ่ายรูปและแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย
แนวคิดดังกล่าวทำให้ร้าน KKV ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่เชิงกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ไปในตัว
การควบคุมซัพพลายเชนจากประเทศจีนซึ่งเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ ช่วยให้ KKV บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการกระจายสินค้า โมเดลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ MINISO ที่เน้นสินค้าดีไซน์ทันสมัยในราคาจับต้องได้
อย่างไรก็ตาม KKV มีความแตกต่างด้วยขนาดร้านใหญ่กว่า จำนวน SKU มากกว่า และการวางตำแหน่งให้เป็นไลฟ์สไตล์รีเทลเต็มรูปแบบ เป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดค้าปลีกยุคใหม่จากจีน
.
.