เรื่องเล่าลึกลับสยองขวัญเหนือธรรมชาติ

บึงเก่า

ปืนลูกซองเก่าๆ ที่ผมสะพายมาคืนนี้ ไม่ใช่เพราะชอบล่าสัตว์ หรือชอบความโหด... แต่มันคือสิ่งสุดท้ายที่พ่อผมส่งมอบให้ผม ก่อนที่เขาจะจากไปตลอดกาล

เมื่อสิบปีก่อน พ่อผมเองก็เคยขับรถออกมาที่บึงเก่าแห่งนี้ กับเพื่อนอีกสี่คน เหมือนพวกเราวันนี้เป๊ะๆ เขาไม่เคยกลับบ้าน... ตำรวจค้นหาหลายเดือน ไม่เจอร่าง ไม่เจอเสื้อผ้า ไม่เจอร่องรอยอะไรเลย เหมือนเขาไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย ก่อนออกมาเขาบอกแม่ผมแค่คำเดียวว่า "ถ้าผมไม่กลับมา อย่าให้ลูกผมไปที่นั่นเด็ดขาด" และในคืนที่เขาหายไป เขาเอาปืนลูกซองติดตัวไปด้วย... แต่ปืนกลับปรากฏอยู่ที่หน้าบ้านเช้าวันรุ่งขึ้น วางนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ไม่มีรอยเปื้อนเลือด ไม่มีรอยขีดข่วน เหมือนมีคนเอามาคืน... แต่เจ้าของไม่กลับมา

นอกจากปืนแล้ว แม่ยังมอบสิ่งหนึ่งให้ผม — ห่อกระสุนอาคมห่อเล็กๆ ห่อเดียว ผูกผ้าขาวม้าเก่าไว้ แม่บอกว่าพ่อเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง "ถ้าเจออะไรที่กระสุนธรรมดาทำไม่ได้ ใช้อันนี้... มีแค่ห่อเดียว ใช้แต่จำเป็นที่สุดเท่านั้น" ผมเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อใน แนบกับอกตลอดเวลา รู้ว่านี่คือสิ่งเดียวที่อาจจะหยุดสิ่งที่อยู่ในบึงนี้ได้

ผมโตมาพร้อมกับความฝันร้ายทุกคืน ฝันเห็นพ่อยืนอยู่ริมน้ำสีดำ มือยื่นเรียกผม แต่ปากไม่ขยับ มีแค่เสียงกระซิบดังในหัวว่า "อย่ามา... อย่ามา..." ผมเก็บปืนนี้ไว้ตลอด เวลาเอามือจับไม้ปืนแกะสลักลายมือพ่อ ผมรู้สึกเหมือนเขากำลังจับมือผมอยู่... เหมือนเขาเตือนผมตลอดเวลาว่า ที่แห่งนี้มันไม่ใช่ที่ของคนมีชีวิต

และวันนี้... ผมกลับมาที่นี่ ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร กลับมาพร้อมกับเพื่อนสี่คน — เต้ย, แก้ม, น้ำฝน และเอก ไม่ใช่อยากแก้แค้น ไม่ใช่อยากพิสูจน์อะไร... แค่อยากรู้ว่าพ่อตายไปทำไม และสิ่งที่เขาเจอคืออะไร

ตอนขับรถเข้ามา ทุกอย่างดูสงบดี ต้นไม้เขียวขจี น้ำเงียบใส เหมือนบึงธรรมดาทั่วไป พวกเราหัวเราะคุยกัน เล่นเพลง เปิดหน้าต่างรับลมเย็น เหมือนคนออกมาพักผ่อนธรรมดาๆ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าถนนลูกรังสุดท้าย... อากาศก็เปลี่ยนไปทันที เหมือนอุณหภูมิหายไปหลายองศา เสียงนกเสียงแมลงเงียบหายไปหมด เหลือเพียงความเงียบที่กดทับจนหูอื้อ

ผมหยุดรถลงมา มองไปรอบๆ ป่าไม้ที่เริ่มมืดครึ้มขึ้นเรื่อยๆ แม้แดดยังไม่ตกดี มือผมจับแน่นที่ปลอกปืนลูกซองสะพายไว้ข้างหลัง รู้สึกหนาวสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ

"เดี๋ยวก่อน... หยุดก่อน" ผมพูดเสียงตึงเครียดขณะที่ทุกคนกำลังจะลงจากรถ "ใครมีอาวุธติดตัว เอาออกมาเตรียมไว้ให้พร้อมเลย"

"ทำไมอะบอม? มาพักผ่อนมาปิกนิกกันเอง จะเอาอาวุธมาทำไม?" เต้ยหัวเราะเบาๆ แต่เห็นหน้าผมจริงจังเกินไป ก็หยุดยิ้มทันที "หน้าตาเป็นอะไรของวะ"

"กูไม่รู้จะอธิบายยังไง... แต่กูรู้สึกไม่ดีตั้งแต่รถเข้าป่านี้แล้ว" ผมมองไปรอบๆ ป่าที่ดูเหมือนกำลังมองกลับมาที่เรา "บึงนี้... มันไม่ใช่แค่น้ำธรรมดา พ่อกูเคยมาที่นี่สิบปีก่อน... เขาไม่เคยกลับไปเลย ปืนนี้ที่กูถืออยู่... มันคือปืนของพ่อที่หายไปกับเขา แล้วมันก็กลับมาวางที่หน้าบ้านเองโดยไม่มีใครเอามา... กูรู้สึกเหมือนมีอะไรจ้องกูอยู่ตลอดเวลา เหมือนพ่อกำลังมองกูจากใต้น้ำ... หรือไม่ใช่พ่อ... แต่เป็นสิ่งที่เอาพ่อไปแล้ว กำลังรอกูอยู่"

พวกเขาเงียบลงทันที ไม่มีใครหัวเราะอีกแล้ว สองคนในกลุ่มมีปืนพกติดตัว ก็หยิบออกมาเช็คกระสุน ถือไว้ในมืออย่างระแวดระวัง ส่วนผมจับแน่นที่ปืนลูกซองเก่า... รู้ว่ากระสุนธรรมดาอาจจะไม่ช่วยอะไร แต่อย่างน้อยก็ยังมีกระสุนอาคมห่อเดียวที่พ่อทิ้งไว้ให้ผม

ตอนบ่ายทุกอย่างดูเหมือนปกติ น้ำใส แดดส่อง เสียงหัวเราะดังก้อง แต่ผมไม่เคยปล่อยมือจากปืนเลย ตาแวววาวมองไปรอบๆ ป่าและผิวน้ำตลอดเวลา รู้สึกเหมือนทุกเสียงใบไม้ขยับ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน คือเสียงของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาหาเรา... เหมือนพวกมันรู้ว่าลูกของคนที่หายไปเมื่อสิบปีก่อน กลับมาส่งตัวแทนแล้ว

จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า... ท้องฟ้าสีดำปกคลุมเร็วผิดปกติ ลมเย็นจัดพัดกระหน่ำ น้ำในบึงเปลี่ยนจากใสใสกลายเป็นสีดำขุ่นมัวทันที เหมือนมีอะไรกวนน้ำจากก้นบึง กลิ่นเหม็นเน่าคละเค็มลอยขึ้นมาจนแสบจมูก — กลิ่นนี้ผมคุ้นเคย... กลิ่นเหมือนเสื้อผ้าพ่อที่หายไป ตอนที่ตำรวจเจอผืนผ้าชิ้นเล็กๆ ติดอยู่กับกิ่งไม้ริมบึงเมื่อสิบปีก่อน

"รีบเก็บของ! เราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!" ผมตะโกนสั่ง รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ปืนลูกซองในมือหนักอึ้งเหมือนมีแรงดึงลงไปทางน้ำ "มันรู้แล้วว่ากูมา... มันรออยู่แล้ว... รีบไป!"

แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้น... ไม่ใช่เสียงเดียว เป็นเสียงกระซิบหลายร้อยเสียง เรียกชื่อเราแต่ละคน ซ้ำๆ ซ้ำๆ จากใต้น้ำลึก แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นชัดเจนที่สุด... เสียงพ่อ... เสียงที่ผมจำได้ดีที่สุด เรียกชื่อผมอย่างอ่อนโยน เหมือนตอนที่เขายังอยู่กับผม

"ลูก... มาถึงแล้วเหรอ... มาหาพ่อเหรอ... ลงมาหาพ่อสิ... รอลูกมาตั้งนานแล้ว..."

หัวใจผมเต้นแรงจนเจ็บ... แต่ทันใดนั้น ผมก็รู้... นี่มันไม่ใช่เสียงพ่อ จังหวะมันผิด น้ำเสียงมันอ่อนหวานเกินไป ตอนที่พ่อพูดกับผมเสียงเข้มแข็งและลึกกว่านี้... นี่มันพยายามเลียนแบบ... มันหลอกผม!

"โกหก!!" ผมตะโกนลั่นเสียงดังก้องไปทั่วริมบึง "นั่นไม่ใช่พ่อกู!! พ่อกูไม่เคยพูดแบบนี้!! ไม่ใช่เขา!!"

ผมไม่รีรอเลย รีบจับห่อกระสุนอาคมออกมาจากอก ฉีกผ้าออก รีบใส่ลงในลำกล้องปืน มือสั่นเล็กน้อยแต่ใจแน่วแน่ — นี่คือสิ่งที่พ่อเตรียมไว้ เผื่อวันหนึ่งผมจะเจอกับมัน ยกปืนขึ้นชี้ตรงกลางผิวน้ำสีดำ มือไม่ลังเลอีกต่อไป
"คิดว่ากูจะเชื่อเหรอ!! นี่คือสิ่งที่พ่อกูเตรียมไว้สำหรับพวก!!" ผมเหนี่ยวไกยิงทันที "ไปตายซะ!!"

บัง!!!

เสียงปืนลั่นไกดังสนั่นกว่าปกติ แสงสีขาวจ้าวพุ่งออกจากลำกล้อง กระทบผิวน้ำทันที ไม่ใช่แค่แตกกระจาย แต่เกิดเสียงคำรามดังลั่นราวกับภูเขาไฟระเบิด น้ำพุ่งกระฉูดสูงเป็นเมตร กลิ่นไหม้เน่าคละเค็มลอยมาแรงขึ้นเป็นสิบเท่า เสียงเสียดแทรกกรีดร้องจากใต้น้ำดังแหลมคมจนหูอื้อ — มันเจ็บ มันโกรธ มันไม่คิดว่าผมจะมีทางหยุดมันได้

เสียงพ่อที่เพิ่งดังอยู่ก็หายไปทันที แทนที่ด้วยเสียงคำรามอันดำมืดที่ไม่ใช่เสียงมนุษย์ ดังก้องจากใต้น้ำราวกับว่ามันโกรธที่แผนลวงไม่สำเร็จ ผมรู้ว่ากระสุนอาคมทำได้แค่ทำให้มันเจ็บและชะลอมันไว้เท่านั้น มันไม่ได้ตาย... มันแค่โกรธมากขึ้น

"วิ่ง! ไปเดี๋ยวนี้! มันโกรธแล้ว!" ผมตะโกน กระชากมือแก้มและน้ำฝน วิ่งหนีไปทางรถ เต้ยและเอกรีบตามมาทันที

แต่เพิ่งจะก้าวไม่กี่ก้าว เสียงร้องลั่นดังขึ้นเบื้องหลัง — มือดำเน่าเปื่อยหลายสิบมือพุ่งขึ้นจากใต้โคลนริมฝั่ง จับข้อเท้าเต้ยและเอกแน่นหนาเหมือนหนีบเหล็ก มันดึงแรงมาก จนพื้นดินริมฝั่งเริ่มยุบตามลงไปด้วย พวกเขาตะโกนลั่น มือยื่นเอื้อมออกมาหาเรา แต่แรงดึงจากใต้น้ำมหาศาลกว่าพันเท่า... ในพริบตาเดียว ร่างทั้งสองก็จมหายไปใต้น้ำดำสนิท ไม่มีเสียงร้องต่อ ไม่มีคลื่นซัด... ทุกอย่างเงียบลง เหมือนพวกเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นเลย

เต้ยกับเอกตายแล้ว... ไม่มีทางช่วยกลับมาได้อีกแล้ว

ผมกลั้นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดและความโกรธ เกร็งมือแน่นที่ด้ามปืน รู้ว่าถ้าพยายามเข้าไปช่วย ตัวเองกับแก้ม น้ำฝน จะต้องลงไปเป็นอาหารของมันด้วยแน่

"วิ่ง! อย่าหันกลับ! ไปตอนนี้เลย!" ผมตะโกนลั่น เสียงสั่นพร่า แต่ก็ยังดึงพวกเขาสองคนวิ่งต่อจนถึงรถ

พวกเราตะกายขึ้นไปบนรถ ผมกระแทกประตูเสียงดังสนั่น เหยียบคันเร่งจนเครื่องยนต์โหยคราง รถพุ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง แต่เพิ่งจะขับได้ไม่กี่เมตร เสียงนั้นก็ดังขึ้นชัดเจนข้างๆ รถ ไม่ใช่เสียงพ่ออีกต่อไปแล้ว เป็นเสียงแหบห้าวราวกับเหล็กเสียดสีกัน เยือกเย็นจนเลือดเย็นตัว

"จะหนีไปไหน... กูจะเอาชีวิตไปด้วย..."

ผมมองกระจกหลังด้วยมือสั่นเทา เห็นร่างเน่าเปื่อยยืนอยู่ริมฝั่ง ตาโบ๋เป็นหลุมดำ ปากแยกยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ มือดำเน่าเปื่อยยื่นชี้ตรงมาที่ผม... ยืนนิ่งเฉย มองตามรถพวกเราไปตลอดทาง

ผมเหยียบคันเร่งจนมิด รถพุ่งผ่านป่าออกไป เสียงนั้นยังดังก้องในหูไม่หายไป

"จะหนีไปไหน... กูจะเอาชีวิตไปด้วย..."

พอขับออกมาจากเขตป่าได้ไกลพอสมควร ผมค่อยๆ ผ่อนคันเร่งลง มือยังสั่นไม่หาย มองกลับไปทางบึงที่อยู่ไกลลิบๆ แล้ว กัดฟันแน่นพูดเสียงหนักแน่นออกมา

"เราจะไม่กลับมาที่นั่นอีก... ไม่เคย... ไม่เลย..."

ตำรวจค้นหาหลายวัน ไม่เจอร่าง ไม่เจอเสื้อผ้า ไม่เจอร่องรอยอะไรเลย เต้ยกับเอกเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย ผมพยายามบอกความจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ พวกเขาคิดว่าผมเสียสติไปแล้ว

ตอนนี้เหลือแค่ผม, แก้ม และน้ำฝนสามคนที่รอดกลับมา... แต่ผมรู้ดีที่สุด บึงเก่าไม่เคยปล่อยใครไปจริงๆ มันแค่ปล่อยให้เราไปเตือนคนอื่น — อย่ากลับมาที่นี่อีกเด็ดขาด เพราะถ้ามา มันจะเอาชีวิตไปด้วย... และไม่ว่ามันจะเรียกผมด้วยเสียงใดก็ตาม ผมสาบานว่า เราจะไม่กลับมาที่นั่นอีกเด็ดขาด #เหนือธรรมชาติ #ตำนานท้องถิ่น
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่