ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งแรงในหลายประเทศ แต่สวิตเซอร์แลนด์ยังตามหลัง


ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งแรงในหลายประเทศ แต่สวิตเซอร์แลนด์ยังตามหลัง
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ โดยเฉพาะนอร์เวย์และเดนมาร์ก ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของยุโรปด้านรถยนต์ไฟฟ้า กลับมีสัดส่วนรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นค่อนข้างช้า

ประเทศไหนกำลังเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว?
ข้อมูลที่ watson นำเสนอระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม 2026 รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV คิดเป็นเกือบ 53% ของรถใหม่ที่จดทะเบียนในอุรุกวัย 64.6% ในสิงคโปร์ และ 77.4% ในฮ่องกง
จีนก็ทำสถิติใหม่ในเดือนเดียวกัน โดยมีรถ BEV จดทะเบียนใหม่ประมาณ 647,000 คัน คิดเป็น 44.3% ของรถใหม่ทั้งหมด และหากรวมปลั๊กอินไฮบริดอีก 20.8% รถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะคิดเป็นประมาณสองในสามของยอดจดทะเบียนรถใหม่ในจีน
แต่ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดในยุโรปคือ เดนมาร์กและนอร์เวย์ โดยเดนมาร์กมีสัดส่วน BEV ในตลาดรถใหม่เพิ่มจากไม่ถึง 20% ในปี 2022 เป็นประมาณ 80% ในปี 2026 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เพิ่มจากประมาณ 20% เป็นเพียงราว 25% เท่านั้น

ทำไมเดนมาร์กและนอร์เวย์จึงเปลี่ยนเร็ว?
ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องความนิยมของผู้บริโภค แต่เกี่ยวข้องกับ ราคาซื้อรถและนโยบายภาษี ด้วย
สำนักงานพลังงานแห่งสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า นอร์เวย์และเดนมาร์กทำให้รถเครื่องยนต์สันดาปมีต้นทุนในการซื้อสูงกว่ารถไฟฟ้าอย่างชัดเจน ผ่านระบบภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ในนอร์เวย์ รถ BEV ได้รับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีจดทะเบียนบางส่วน ส่วนเดนมาร์กมีภาษีจดทะเบียนรถยนต์ที่ทำให้รถเครื่องยนต์สันดาปมีราคาสูงกว่ารถไฟฟ้าที่เทียบเคียงกันได้อย่างมาก
ประเทศอย่างฟินแลนด์ สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ก็ใช้มาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์สำหรับรถไฟฟ้าเช่นกัน แม้หลายประเทศกำลังทยอยลดมาตรการสนับสนุนลง แต่ยอดขาย BEV ในประเทศชั้นนำยังคงอยู่ในระดับสูง

แล้วทำไมสวิตเซอร์แลนด์จึงโตช้ากว่า?
บทความได้สอบถามความคิดเห็นจาก 4 ฝ่าย ได้แก่ สมาคมส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า Swiss eMobility สมาคมผู้นำเข้ารถยนต์ Auto-Schweiz สำนักงานพลังงานแห่งสหพันธรัฐ และนักวิจัยจาก ETH Zürich ซึ่งแต่ละฝ่ายมีมุมมองแตกต่างกัน
Swiss eMobility มองว่าสวิตเซอร์แลนด์จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีผลผูกพันทางกฎหมาย รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ โดยเฉพาะจุดชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน และพื้นที่จอดรถระยะยาว นอกจากนี้ยังเสนอให้เตรียมระบบชาร์จอัจฉริยะและการชาร์จแบบสองทิศทาง เพื่อให้แบตเตอรี่รถยนต์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าได้ในอนาคต
ขณะที่ Auto-Schweiz ซึ่งเป็นตัวแทนผู้นำเข้ารถยนต์ มองว่าปัญหาหลักคือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและนโยบายที่ยังไม่เอื้อต่อรถไฟฟ้ามากพอ ทั้งเรื่องราคาพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และความไม่แน่นอนด้านภาษีและค่าธรรมเนียม โดยสมาคมไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินอุดหนุนหรือมาตรการบังคับแบบเข้มข้น

ปัญหาใหญ่คือ “ชาร์จที่บ้าน”
นักวิจัยจาก ETH Zürich ชี้ว่า สวิตเซอร์แลนด์มีสถานีชาร์จระหว่างเดินทางค่อนข้างดี โดยเฉพาะตามทางหลวง แต่การติดตั้งจุดชาร์จที่บ้านกลับเป็นอุปสรรคสำคัญ
ปัญหานี้กระทบคนที่เช่าบ้านหรืออาศัยอยู่ในอาคารชุด เพราะการติดตั้งเครื่องชาร์จอาจติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและค่าใช้จ่าย ต่างจากนอร์เวย์และเดนมาร์กที่มีสัดส่วนบ้านเดี่ยวและผู้ถือครองบ้านสูงกว่า ทำให้การชาร์จที่บ้านทำได้ง่ายกว่า
รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์จึงเสนอร่างกฎหมายในเดือนมิถุนายน 2026 เพื่อช่วยให้ผู้เช่าและเจ้าของห้องชุดเข้าถึงสถานีชาร์จที่บ้านได้ง่ายขึ้น

ราคาซื้อรถก็มีผลมาก
นักวิจัย ETH Zürich อธิบายว่า แม้รถไฟฟ้าในสวิตเซอร์แลนด์อาจมีต้นทุนตลอดอายุการใช้งานใกล้เคียงหรือถูกกว่ารถน้ำมัน เพราะค่าไฟฟ้าถูกกว่าเชื้อเพลิง แต่ผู้ซื้อยังต้องจ่ายเงินก้อนแรกสูงกว่าในหลายกรณี
ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นตั้งแต่วันซื้อ ขณะที่ประโยชน์จากค่าเชื้อเพลิงและค่าดำเนินงานที่ลดลงจะค่อย ๆ เกิดขึ้นในระยะยาว
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่นอร์เวย์และเดนมาร์กสามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านได้ เพราะมาตรการทางภาษีช่วยทำให้ราคาซื้อรถไฟฟ้าแข่งขันกับรถเครื่องยนต์สันดาปได้ตั้งแต่ต้น

สวิตเซอร์แลนด์ตั้งเป้าไว้สูง แต่เป้าหมายยังไม่บังคับ
นักวิจัยยังชี้ว่าอีกปัจจัยหนึ่งคือ ความชัดเจนของเป้าหมายรัฐบาล
นอร์เวย์มีเป้าหมายการใช้รถไฟฟ้าที่ชัดเจนและสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนเดนมาร์กมีเป้าหมายยุติการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ใช้แนวทางที่สมัครใจมากกว่า
รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ตั้งเป้าในยุทธศาสตร์สภาพภูมิอากาศระยะยาวว่า ภายในปี 2050 รถยนต์ใหม่และรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเบา 90% ควรเป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่แผนงานส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าที่ใช้อยู่ยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายเช่นเดียวกับมาตรการของบางประเทศ

บทเรียนสำคัญจากประเทศที่ขายรถไฟฟ้าได้มาก
จากข้อมูลในข่าว ปัจจัยที่ทำให้รถไฟฟ้าเติบโตเร็วไม่ได้มีเพียงข้อเดียว แต่เป็นการทำให้ รถไฟฟ้ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและใช้งานได้สะดวกกว่าหรืออย่างน้อยไม่เสียเปรียบรถน้ำมัน
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ

ราคาซื้อมีความสำคัญ   หากรถไฟฟ้ามีราคาซื้อแข่งขันกับรถน้ำมันได้ ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น
ภาษีสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้   นอร์เวย์และเดนมาร์กใช้ระบบภาษีทำให้รถสันดาปเสียเปรียบด้านราคา
ต้องชาร์จได้สะดวก   โดยเฉพาะที่บ้านและที่ทำงาน
นโยบายต้องมีความชัดเจน   เป้าหมายที่ไม่มีผลผูกพันอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันตลาด
ต้นทุนการใช้งานระยะยาวก็สำคัญ   ค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าสามารถทำให้รถไฟฟ้าคุ้มค่าเมื่อใช้งานเป็นเวลาหลายปี

บริบทเพิ่มเติม ข่าวนี้เน้นการเปรียบเทียบ สวิตเซอร์แลนด์กับประเทศที่มีสัดส่วน BEV สูง จึงไม่ควรตีความว่าทุกประเทศที่ยอดขายรถไฟฟ้าโตเร็วใช้มาตรการเหมือนกันทั้งหมด นโยบายภาษี โครงสร้างตลาดรถยนต์ สัดส่วนบ้านเดี่ยว และรูปแบบการอยู่อาศัยล้วนมีผลต่อความเร็วของการเปลี่ยนผ่าน

สรุป
สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ไม่มีรถไฟฟ้าหรือสถานีชาร์จ แต่กำลังเผชิญปัญหาว่า รถไฟฟ้ายังไม่ได้เปรียบด้านราคาซื้อและความสะดวกในการชาร์จมากพอ ขณะที่ประเทศอย่างเดนมาร์กและนอร์เวย์ใช้ทั้งนโยบายภาษี เป้าหมายที่ชัดเจน และโครงสร้างพื้นฐาน จนรถไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับผู้ซื้อจำนวนมาก
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ เดนมาร์กเพิ่มสัดส่วน BEV จากไม่ถึง 20% ในปี 2022 มาอยู่ที่ราว 80% ในปี 2026 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ยังอยู่เพียงประมาณ 25% สะท้อนว่า นโยบายและต้นทุนสามารถเร่งหรือชะลอการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถยนต์ได้อย่างมาก

#หลายประเทศกำลังเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มีเพียงราว 25% เพราะรถไฟฟ้ายังเสียเปรียบด้านราคาซื้อ การชาร์จที่บ้าน และนโยบายรัฐที่ไม่เข้มข้นพออ่ะนะ
##หลังจากกระทู้นี้ ผมจะตั้งกระทู้น้อยลงและเปลี่ยนไปเขียนบล็อกแทนนะครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ข่าวต้นทาง(เอไอสรุป) watson.ch

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่