JJNY : ภัณฑิลชวนดูภาคต่อคดีฮั้วสว.│อ.รัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานีชี้มุมมองไฟใต้│ไชยยงค์สะท้อนป้องกันล้มเหลว│ญี่ปุ่นเจอแผ่นดินไหว

ภัณฑิล ชวนดูภาคต่อคดีฮั้ว สว. ชี้ มีหลักฐานเด็ดกว่าไอลอว์ หวั่น กกต. ตัดตอนสั่งฟันแค่ 8 คน https://www.matichon.co.th/politics/news_5859662
.

.
29 ส.ค.นี้ ‘ภัณฑิล’ ชวนดูภาคต่อคดีโกง สว. หวั่น กกต.ฟันแค่ 8 คน จี้ขยายผลถึงคนสั่งการ ชี้เส้นเงิน-โพย-อำนาจการเมืองเชื่อมกัน ด้าน ‘อนุสรณ์’ ทวง ‘แสวง’ แจง กมธ.พัฒนาการเมืองด้วยตัวเอง
.
เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 24 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน แถลงถึงคดีโกง ส.ว. ว่า วันที่ 29 สิงหาคมนี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะมีการจัดเสวนารอบสุดท้ายที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ ซึ่งอาจจะมีการเปิดหลักฐานเด็ดกว่าไอลอว์ และในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ก็จะมีการจัดเสวนา โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายวิชา มาหาคุณ อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมเสวนาด้วย
.
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นมาต่อเนื่องนี้ ทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่าปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้ ส.ว. ที่ถูกเอ่ยชื่อทั้งประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่ง และยังตั้งคำถามกลับ ให้ไปถามคนที่มาฟ้อง รวมถึง ส.ว. ที่อยู่ในสำนวน ก็อยู่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ยังมี 13 รัฐมนตรี และ 17 ส.ส. พรรคภูมิใจไทยรวมทั้งหมด 229 คน
..
นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ดังนั้น หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ริอาจหมกเม็ด ตัดตอนเฉพาะ 8 คน ตามสำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ใช่ทั้งขบวนการ แล้วใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง เส้นทางการเงินสุดท้ายเงินมาจากไหน ซึ่งต้องเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจ
.
ไม่ได้บอกนะว่าเป็นคุณเนวิน ชิดชอบ เพราะระบอบสีน้ำเงิน เราไม่รู้ว่ามีใครอยู่ข้างหลังคุณเนวินหรือไม่ ต้องมีคนวางแผนวางระบบ คนจะมาเป็น ส.ว. โหวตเตอร์พลีชีพ คนจัดทำโพย นายหน้าโอนตังค์ จัดหาผู้สมัคร ผู้ที่ได้รับเลือก 8 คนนี้ เป็นเพียงแค่จุดเดียว ที่เห็นเส้นเงินที่คนออกมาแฉกัน แล้วใครมีอำนาจตัดสินใจ” นายภัณฑิล กล่าว
.
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า คลิปเสียงที่ออกมามักมีคำว่าพรรคเรา เขาเคาะมาแล้ว ข้างบนเขาจัดการกันหมดแล้ว ซึ่งอันตรายมากสำหรับระบบการเมืองไทย เพราะมันคือการกินรวบ เข้าถึงอำนาจของการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย
.
ผมอยากให้องค์กรอิสระกลายเป็นลูกทรพี ทรยศคนที่คลอดออกมา ออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง มโนสำนึกของท่าน ท่านคงไม่อยากติดคุก อย่างที่หลายคนออกมาขู่ เงิน โพย คน อำนาจทางการเมือง มันเป็นเนื้อเดียวกัน อัยการเองก็บอกว่าอย่าตัดตอนเฉพาะ 8 คน ให้สอบไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ จึงฝากไปถึง กกต. ว่าให้ส่งสำนวนของทุกคนไปยังศาลฎีกา เพราะกกต. มีอำนาจตัดสินใจ และไม่มีความน่าเชื่อถือหลงเหลืออยู่แล้ว” นายภัณฑิล กล่าว
.
ด้านนายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชาชนและสื่อมวลชนจะเห็นนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงข่าว และชี้แจงคดีเกี่ยวกับการเลือก ส.ว. แทน กกต.มาโดยตลอด ซึ่งอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่านายแสวงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงเลขาธิการ กกต. เท่านั้น ไม่ได้มีฐานะเป็น กกต. แต่อย่างใด แม้จะมีกระแสข่าวลือว่าในอนาคตอาจได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็ตาม แต่วันนี้บทบาทหน้าที่ยังคงเป็นเพียงเลขาธิการฯ
.
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงอยากเห็น กกต. ซึ่งเป็นตัวจริง หรืออย่างน้อยหนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวอธิบายความคืบหน้าและกระบวนการไต่สวนด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกรณีที่ กกต. เคยระบุไว้เองว่าจะทราบผลภายในสิ้นเดือนสิงหาคม แต่ล่าสุดกลับพบว่าเลขาธิการ กกต. ออกมาพูดในลักษณะโยนหินถามทางถึงองค์ประกอบความผิด 3 ข้อตามกฎหมาย จึงเกิดคำถามว่าเป็นการตั้งคำถามในนามใคร และตกลงแล้วใช้หมวกใบใดในการแถลงข่าวกันแน่
.
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ขอฝากถึงนายแสวง ให้เข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ด้วยตนเอง เพราะก่อนหน้านี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ เคยส่งหนังสือเชิญไปแล้วหลายครั้ง แต่นายแสวงมักส่งเพียงตัวแทนหรือลูกน้องมาร่วมประชุม ซึ่งบางครั้งก็ไม่สามารถตอบคำถามชัดเจนได้
.
นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ในการพิจารณาของชุดไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีข้อสรุปให้ส่งเรื่องผู้สมัคร ส.ว. จำนวน 229 คน ให้ศาลฎีกาพิจารณานั้น นายแสวงเคยให้ข้อมูลต่อ กมธ. ว่าตนเองไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจากได้มอบหมายให้รองเลขาธิการ กกต. เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เช่นเดียวกับชุดไต่สวนชุดที่ 36 ที่นายแสวงก็ระบุว่าไม่ทราบเรื่อง เนื่องจากเป็นเรื่องของคณะกรรมการฯ
.
แต่วันนี้นายแสวงกลับออกมาแถลงข่าวด้วยความเชี่ยวชาญ รู้ทุกเรื่อง รู้ข้อกฎหมาย และพฤติการณ์ในคดีอย่างชัดถ้อยชัดคำ จึงอยากขอความร่วมมือให้นายแสวงเดินทางมาชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อกมธ.พัฒนาการเมืองฯ” ด้วยตนเอง นายอนุสรณ์ กล่าว
.

.
อ.รัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี ชี้มุมมองไฟใต้ เปิด 3 ชุดคำอธิบาย และ 3 สิ่งที่ควรเลิกคิด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5859711
.
อ.รัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี ชี้มุมมองไฟใต้ เปิด 3 ชุดคำอธิบาย และ 3 สิ่งที่ควรเลิกคิด
.
วันที่ 24 สิงหาคม นายเอกรินทร์ ต่วนศริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า
.
ผู้ที่ติดตามและห่วงใยสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมมีคำอธิบาย ความเชื่อ ความเข้าใจต่อความรุนแรงแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ข้อมูล และฐานคิดของแต่ละคน แต่หากลองรวบยอดคำอธิบายที่ใช้กันมาตลอดกว่าสองทศวรรษ จะเห็นว่ามีกรอบสำคัญอยู่ไม่กี่ชุด และหลายกรอบก็ซ้อนทับกันอยู่
.
ปัญหาของชายแดนใต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรา “ไม่มีความรู้” ตรงกันข้าม ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เรามีทั้งงานวิจัย งานวิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนมากจนแทบจะเรียกได้ว่า เรารู้จักปัญหานี้ในรายละเอียดแทบเกือบทุกมุม
.
คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่ว่าเรารู้อะไร แต่คือ ความรู้แบบใดมีอำนาจมากพอที่จะกำหนดนโยบาย ใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือคำอธิบายที่รัฐยอมรับ และความรู้แบบใดถูกกันออกจากวงการตัดสินใจ หรือถูกทำให้พูดได้ยากในพื้นที่สาธารณะ และมีความปลอดภัยต่อมีแสดงความเห็น
.
ผมคิดว่าหากจะทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างเป็นระบบ อย่างน้อยมีสามชุดคำอธิบายสำคัญ และมีสามอย่างที่ควรเลิกคิดไปได้แล้ว
.
1. ความขัดแย้งทางการเมืองและ BRN
.
กรอบแรกมองว่า BRN เป็นตัวแสดงสำคัญของความรุนแรง มีทั้งโครงสร้าง เครือข่าย และเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง การอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดว่าเป็นเพียงอาชญากรรม ยาเสพติด หรือปัญหาความสงบเรียบร้อย จึงไม่เพียงพอ ความรู้ด้านความมั่นคงจำนวนมากพยายามอธิบายโครงสร้างของขบวนการ สมาชิก เครือข่ายปฏิบัติการ และแหล่งเงิน ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะรัฐจำเป็นต้องรู้จักคู่ขัดแย้งของตนเอง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อมูลข่าวกรอง ข้อกล่าวอ้างของรัฐ และข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้
.
เช่น หากรัฐระบุว่า BRN มีเงินปีละ 2,000 ล้านบาท คำถามก็ต้องตามมาว่า เงินมาจากไหน ผ่านช่องทางใด ใครเป็นผู้รับ มีเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบได้หรือไม่ และมีหลักฐานทางกฎหมายรองรับเพียงใด ยิ่งรัฐบอกว่ารู้จักโครงสร้างของขบวนการมากเท่าไร สังคมก็ยิ่งมีสิทธิถามว่า ความรู้นั้นถูกนำไปใช้ป้องกันเหตุ ดำเนินคดี หรือจำกัดศักยภาพของขบวนการได้จริงเพียงใด
.
เมื่อความขัดแย้งมีมิติทางการเมือง มาตรการความมั่นคงก็มีขอบเขตของมันเอง อาจใช้ควบคุมสถานการณ์หรือป้องกันเหตุได้ในบางช่วง แต่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความยุติธรรม การใช้อำนาจ การกระจายอำนาจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้ทั้งหมด การพูดคุยทางการเมือง เจรจาเพื่อสันติภาพจึงยังมีความจำเป็น
.
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของแนวทางนี้คือ การเมืองของการรับรู้ในสังคมไทย การเสนอเรื่องการพูดคุยยังถูกมองจากคนจำนวนไม่น้อยว่าเป็นการ “ไปคุยกับโจร” หรือเป็นการให้ความชอบธรรมกับผู้ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้น กระแสเรียกร้องให้ใช้มาตรการเด็ดขาดมักมีน้ำหนักมากกว่าการพูดถึงทางออกทางการเมือง
.
ขณะเดียวกัน หน่วยงานความมั่นคงยังคงเป็น “เจ้าเรือน” ของปัญหานี้มานาน ทั้งในด้านข้อมูล งบประมาณ บุคลากร และอำนาจในการนิยามสถานการณ์ เมื่อปัญหาถูกวางไว้ในกรอบความมั่นคงเป็นหลัก การพูดถึงข้อเรียกร้องทางการเมืองหรือการเจรจากับคู่ขัดแย้งจึงมักติดข้อจำกัดทางสถาบันอยู่เสมอ
.
2. มองกลับมาที่โครงสร้างความมั่นคงของรัฐเอง
.
ฐานคิดที่สองคือ การไม่มองเฉพาะผู้ก่อเหตุ แต่ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของรัฐด้วย ตลอดกว่า 22 ปีที่ผ่านมา จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ หน่วยงานพิเศษ งบประมาณพิเศษ และโครงสร้างการบริหารด้านความมั่นคงที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง
.
คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า BRN ยังมีศักยภาพเพียงใด แต่ควรถามด้วยว่า หลังจากรัฐใช้ทรัพยากรจำนวนมากและมีอำนาจพิเศษมายาวนาน ระบบความมั่นคงมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด มาตรการใดได้ผล มาตรการใดไม่ได้ผล และเมื่อเกิดความผิดพลาด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ?
.
ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างทางการเมืองของไทยยังเปิดพื้นที่ให้การตรวจสอบหน่วยงานความมั่นคงจากภายนอกค่อนข้างจำกัดหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงยังได้รับความนิยม กระแสสูงและความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังมีสถานะพิเศษในระบบการเมือง การตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของกองทัพจึงมักถูกมองว่าเป็นการลดทอนบทบาทหรือความน่าเชื่อถือของสถาบัน มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นกลไกปกติของการพัฒนาองค์กร หน่วยงานของรัฐ
.
แนวคิดเรื่องกลไกตรวจสอบจากภายนอก เช่น ผู้ตรวจการกองทัพ หรือองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบงบประมาณ การใช้อำนาจ และผลของนโยบาย จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ในหลักการ กลไกเช่นนี้มีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของกองทัพต่อสาธารณะ
ตราบใดที่หน่วยงานเดียวกันมีบทบาททั้งในการกำหนดนโยบาย ปฏิบัตินโยบาย และประเมินผลของตนเอง การรู้ว่ามาตรการใดประสบความสำเร็จจริงก็ย่อมทำได้ยาก และการเพิ่มงบประมาณในแต่ละปีจะไม่สามารถใช้แทนคำตอบเรื่องประสิทธิภาพได้
.
3. ผลประโยชน์จากความขัดแย้ง
.
กรอบที่สามพูดยากที่สุด เพราะตรวจสอบยากและเสี่ยงต่อการกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธเสียทั้งหมด
.
ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่นานกว่าสองทศวรรษย่อมสร้างหน่วยงาน ตำแหน่ง งบประมาณ โครงการ อำนาจ และเครือข่ายผลประโยชน์ขึ้นมารอบตัวมัน การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ามีบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั่งกำกับเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง ข้อสรุปแบบนั้นต้องการหลักฐานมากกว่าความสงสัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกล่าวว่าไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการดำรงอยู่ของสถานการณ์พิเศษเลย ก็คงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบราชการและการเมือง
.
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง” แต่ควรถามว่า ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ใครมีอำนาจเพิ่มขึ้น หน่วยงานใดมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ใครมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย และหากวันหนึ่งพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ใครจะสูญเสียบทบาทหรือทรัพยากร ประโยชน์โพดผลที่เคยได้รับมาโดยตลอดกว่าสองทศวรรษ
.
เรื่องนี้พิสูจน์ยาก แต่ความยากในการพิสูจน์ไม่ควรทำให้เราเลิกตั้งคำถาม เพียงแต่ต้องตั้งคำถามด้วยความระมัดระวังและยึดหลักฐานให้มากที่สุด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่