ถึงเวลาคัมแบ็ค...กลับมาช่วยชาติ !!
ต้องยอมรับความจริง ว่า ณ เวลานี้ ขุนพล “ดาวทอง” ทีมชาติเวียดนาม มือจับหูถ้วยแชมป์ “อาเซียนคัพ 2026” ไว้แล้วข้างนึง
หลังพวกเค้าบุกมาเอาชนะทีมชาติไทย ถึงราชมังคลากีฬาสถาน 2-0 เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา
จริงอยู่ในทางทฤษฎี เรายังมีโอกาสพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นแชมป์ได้เหมือนกัน ในเกมชิงดำแมตช์ที่ 2 พุธนี้
แต่มันยาก (มากๆ) ในทางปฏิบัติ ด้วยสกอร์ที่ห่างถึง 2 ลูก
ขณะที่เราต้องไปเล่นเกมเยือน ท่ามกลางความกดดันมหาศาลจากกองเชียร์เหงียนกว่า 4 หมื่นชีวิต ในสนามมีดิ่ง สเตเดี้ยม
ซึ่งเป็น “จุดแข็ง” ของแข้งญวนที่มักจะงัดฟอร์มแกร่งออกมาโชว์แฟนบอลของตัวเองแทบทุกนัดที่ลงเล่นเกมเหย้าที่สังเวียนแห่งนี้
ต่างจากทีมช้างศึกของแอนโธนี่ ฮัดสัน ที่เล่นในบ้านตัวเองทั้งหมด 4 แมตช์ในทัวร์นาเมนต์นี้
มีฟอร์มเข้าท่าเข้าทางที่สุด ก็คือเกมครึ่งแรกกับเวียดนามเท่านั้น ที่มีโอกาสจะยิงประตูขึ้นนำ 2-3 หน
ส่วนที่เหลืออีก 3 เกมครึ่ง บอกเลยว่า “สอบตก” ไม่มีนัดไหนเลยที่เข้าตากรรมการ
ยิ่งครึ่งหลังที่แพ้ญวนแมตช์ล่าสุด ต้องบอกเลยว่าน่าหงุดหงิดชะมัด กับการเคาะบอลไปมา แล้วก็ส่งคืนหลัง ไม่มีอะไรดีขึ้น
ขณะที่ เวียดนาม ฉวยจังหวะสวนกลับอย่างเด็ดขาด
แปรเปลี่ยนโอกาสทั้ง 2 ครั้ง เป็น 2 ประตู ที่ชิงความได้เปรียบ ไปได้ก่อนตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ
ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงกลยุทธของคนเป็นกุนซือ อย่าง “คิม ซัง ซิก” ที่เหนือกว่ากึ๋นของโค้ชฮัดสัน อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม บทสรุปสุดท้ายของศึกอาเซียนคัพครั้งนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ไม่รู้?
แต่ผลงานของทีมช้างศึกชุดผสม ที่ดันดาวรุ่งจากทีมชาติยู23 ขึ้นมาเป็นแกนหลัก ร่วมกับตัวเก๋าที่สโมสรต่างๆไฟเขียวให้มารับใช้ชาติในศึกนี้
ก็ถือว่าเป็นไปตามเป้าน่าพอใจแล้วล่ะ กับการทะลุเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ อย่างที่เห็นกัน
โจทย์ของสมาคมลูกหนังไทยหลังจากนี้ ก็อยู่ที่ทิศทางในการสร้างทีมชาติ ว่าเราจะยึดแนวไหนมากกว่า
ถ้าต้องการให้มีผลงานที่จับต้องได้ในอนาคต
เรื่องของโค้ชเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้ายังไว้ใจให้ แอนโธนี่ ฮัดสัน เป็นกุนซือต่อไป ก็ต้องเรียกมาคุยกัน
เพื่อกำหนดแนวทาง และนโยบายต่างๆให้ชัดเจน
รวมถึงสไตล์การเล่นที่ต้องให้ดูดีมีอนาคต สอดคล้องกับศักยภาพของขุมกำลังที่เรามีอยู่
สำคัญที่สุดคือตำแหน่ง “ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค”ทีมชาติ ที่กำลังคัดสรรกันอยู่
แต่ยังหาคนที่เหมาะสม โดนใจไม่ได้สักกะที
ถ้าหาใครไม่ได้ แนะนำไม่ต้องมองคนอื่นคนไกล มาจากดาวดวงไหน หรอกครับ
“โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกุนซือช้างศึกขวัญใจมหาชนคนไทยทั้งประเทศ
ที่เข้ามานั่งชมและเชียร์นักเตะรุ่นน้องที่ขอบสนาม แทบทุกนัด นี่แหละ น่าจะเหมาะที่สุด!
หลังมีเสียงเรียกร้องหนาหูจากแฟนฟุตบอลชาวไทย ให้โค้ชจอมตีลังกา คัมแบ็คกลับมาเป็นกุนซือใหญ่ทีมชาติอีกครั้ง
เพื่อปลุกกระแสศรัทธา “ฟุตบอลทีมชาติไทย” ให้คืนกลับมา เหมือนอย่างที่เจ้าตัวเคยทำได้อย่างงดงามมาแล้วในอดีต
ซึ่งผมเองก็เป็นคนนึงที่เห็นด้วยเลยนะครับ
ถ้า “นายกแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ จะตัดสินใจเรียกโค้ชซิโก้ มาทำงานให้สมาคมฯจริงๆ
เพียงแต่ว่าสถานะของคนชื่อ “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” ในปัจจุบัน มันก้าวข้ามเก้าอี้ผู้ฝึกสอน หรือเฮดโค้ชทีมชาติไปแล้ว
ด้วยบารมี ประสบการณ์ และคอนเนคชั่นต่างๆ ที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ในวัย 50 บวกอย่างนี้
ตำแหน่งที่น่าจะเหมาะสมและคู่ควรกับเจ้าตัวมากที่สุด ก็คือ ผอ.ฝ่ายเทคนิค
ที่มีบทบาทเป็นผู้วางแผนและกำหนดนโยบายให้ทีมชาติไทยทุกชุด ตั้งแต่เยาวชนจนถึงทีมชาติชุดใหญ่
อันนี้ไม่เกี่ยวกับงานเชิงบริหาร ของอุปนายกสมาคมฯ “อาจารย์หรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน กับ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน สภากรรมการ
ซึ่งที่ผ่านมาต้องคอยรับบท “หนังหน้าไฟ” ให้กับสมาคมฯ ยามที่ทีมชาติผลงานไม่ดี หรือไม่เป็นที่สบอารมณ์ของแฟนๆ มาโดยตลอด
เชื่อว่าถ้าได้ “โค้ชซิโก้” เข้ามารับผิดชอบงานใหญ่ตรงจุดนี้
กระแสกดดันต่างๆที่เคยถาโถม พุ่งเป้าเข้าใส่คนเป็นนายกสมาคมฯ จะเบาลงไปเยอะ
ด้วยความ “เชื่อมั่น” ในฝีไม้ลายมือ และการทำงานที่สำเร็จเป็นรูปธรรม
ซึ่งแฟนบอลเคยสัมผัสได้มาแล้วในวันวาน เป็นเครื่องหมายการันตี
ฟุตบอลไทยยุคนี้ ต่างจากยุคที่ซิโก้เคยคุมทีมโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นเขาจึงไม่เหมาะกับบทบาทเฮดโค้ชอีกต่อไป
แต่ถ้าสวมหมวก “ผู้นำเทคนิค” คอยกำหนดทิศทางให้ทีมชาติไทย ล่ะก็
น่าจะเวิร์ก เห็นอะไร ที่เป็นเนื้อเป็นหนัง กว่าที่ผ่านๆมา อย่างแน่นอน !!!
- บี บางปะกง -
ที่มา
ถึงเวลาคัมแบ็ค...กลับมาช่วยชาติ !!
ถึงเวลาคัมแบ็ค...กลับมาช่วยชาติ !!
ต้องยอมรับความจริง ว่า ณ เวลานี้ ขุนพล “ดาวทอง” ทีมชาติเวียดนาม มือจับหูถ้วยแชมป์ “อาเซียนคัพ 2026” ไว้แล้วข้างนึง
หลังพวกเค้าบุกมาเอาชนะทีมชาติไทย ถึงราชมังคลากีฬาสถาน 2-0 เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา
จริงอยู่ในทางทฤษฎี เรายังมีโอกาสพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นแชมป์ได้เหมือนกัน ในเกมชิงดำแมตช์ที่ 2 พุธนี้
แต่มันยาก (มากๆ) ในทางปฏิบัติ ด้วยสกอร์ที่ห่างถึง 2 ลูก
ขณะที่เราต้องไปเล่นเกมเยือน ท่ามกลางความกดดันมหาศาลจากกองเชียร์เหงียนกว่า 4 หมื่นชีวิต ในสนามมีดิ่ง สเตเดี้ยม
ซึ่งเป็น “จุดแข็ง” ของแข้งญวนที่มักจะงัดฟอร์มแกร่งออกมาโชว์แฟนบอลของตัวเองแทบทุกนัดที่ลงเล่นเกมเหย้าที่สังเวียนแห่งนี้
ต่างจากทีมช้างศึกของแอนโธนี่ ฮัดสัน ที่เล่นในบ้านตัวเองทั้งหมด 4 แมตช์ในทัวร์นาเมนต์นี้
มีฟอร์มเข้าท่าเข้าทางที่สุด ก็คือเกมครึ่งแรกกับเวียดนามเท่านั้น ที่มีโอกาสจะยิงประตูขึ้นนำ 2-3 หน
ส่วนที่เหลืออีก 3 เกมครึ่ง บอกเลยว่า “สอบตก” ไม่มีนัดไหนเลยที่เข้าตากรรมการ
ยิ่งครึ่งหลังที่แพ้ญวนแมตช์ล่าสุด ต้องบอกเลยว่าน่าหงุดหงิดชะมัด กับการเคาะบอลไปมา แล้วก็ส่งคืนหลัง ไม่มีอะไรดีขึ้น
ขณะที่ เวียดนาม ฉวยจังหวะสวนกลับอย่างเด็ดขาด
แปรเปลี่ยนโอกาสทั้ง 2 ครั้ง เป็น 2 ประตู ที่ชิงความได้เปรียบ ไปได้ก่อนตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ
ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงกลยุทธของคนเป็นกุนซือ อย่าง “คิม ซัง ซิก” ที่เหนือกว่ากึ๋นของโค้ชฮัดสัน อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม บทสรุปสุดท้ายของศึกอาเซียนคัพครั้งนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ไม่รู้?
แต่ผลงานของทีมช้างศึกชุดผสม ที่ดันดาวรุ่งจากทีมชาติยู23 ขึ้นมาเป็นแกนหลัก ร่วมกับตัวเก๋าที่สโมสรต่างๆไฟเขียวให้มารับใช้ชาติในศึกนี้
ก็ถือว่าเป็นไปตามเป้าน่าพอใจแล้วล่ะ กับการทะลุเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ อย่างที่เห็นกัน
โจทย์ของสมาคมลูกหนังไทยหลังจากนี้ ก็อยู่ที่ทิศทางในการสร้างทีมชาติ ว่าเราจะยึดแนวไหนมากกว่า
ถ้าต้องการให้มีผลงานที่จับต้องได้ในอนาคต
เรื่องของโค้ชเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้ายังไว้ใจให้ แอนโธนี่ ฮัดสัน เป็นกุนซือต่อไป ก็ต้องเรียกมาคุยกัน
เพื่อกำหนดแนวทาง และนโยบายต่างๆให้ชัดเจน
รวมถึงสไตล์การเล่นที่ต้องให้ดูดีมีอนาคต สอดคล้องกับศักยภาพของขุมกำลังที่เรามีอยู่
สำคัญที่สุดคือตำแหน่ง “ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค”ทีมชาติ ที่กำลังคัดสรรกันอยู่
แต่ยังหาคนที่เหมาะสม โดนใจไม่ได้สักกะที
ถ้าหาใครไม่ได้ แนะนำไม่ต้องมองคนอื่นคนไกล มาจากดาวดวงไหน หรอกครับ
“โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกุนซือช้างศึกขวัญใจมหาชนคนไทยทั้งประเทศ
ที่เข้ามานั่งชมและเชียร์นักเตะรุ่นน้องที่ขอบสนาม แทบทุกนัด นี่แหละ น่าจะเหมาะที่สุด!
หลังมีเสียงเรียกร้องหนาหูจากแฟนฟุตบอลชาวไทย ให้โค้ชจอมตีลังกา คัมแบ็คกลับมาเป็นกุนซือใหญ่ทีมชาติอีกครั้ง
เพื่อปลุกกระแสศรัทธา “ฟุตบอลทีมชาติไทย” ให้คืนกลับมา เหมือนอย่างที่เจ้าตัวเคยทำได้อย่างงดงามมาแล้วในอดีต
ซึ่งผมเองก็เป็นคนนึงที่เห็นด้วยเลยนะครับ
ถ้า “นายกแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ จะตัดสินใจเรียกโค้ชซิโก้ มาทำงานให้สมาคมฯจริงๆ
เพียงแต่ว่าสถานะของคนชื่อ “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” ในปัจจุบัน มันก้าวข้ามเก้าอี้ผู้ฝึกสอน หรือเฮดโค้ชทีมชาติไปแล้ว
ด้วยบารมี ประสบการณ์ และคอนเนคชั่นต่างๆ ที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ในวัย 50 บวกอย่างนี้
ตำแหน่งที่น่าจะเหมาะสมและคู่ควรกับเจ้าตัวมากที่สุด ก็คือ ผอ.ฝ่ายเทคนิค
ที่มีบทบาทเป็นผู้วางแผนและกำหนดนโยบายให้ทีมชาติไทยทุกชุด ตั้งแต่เยาวชนจนถึงทีมชาติชุดใหญ่
อันนี้ไม่เกี่ยวกับงานเชิงบริหาร ของอุปนายกสมาคมฯ “อาจารย์หรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน กับ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน สภากรรมการ
ซึ่งที่ผ่านมาต้องคอยรับบท “หนังหน้าไฟ” ให้กับสมาคมฯ ยามที่ทีมชาติผลงานไม่ดี หรือไม่เป็นที่สบอารมณ์ของแฟนๆ มาโดยตลอด
เชื่อว่าถ้าได้ “โค้ชซิโก้” เข้ามารับผิดชอบงานใหญ่ตรงจุดนี้
กระแสกดดันต่างๆที่เคยถาโถม พุ่งเป้าเข้าใส่คนเป็นนายกสมาคมฯ จะเบาลงไปเยอะ
ด้วยความ “เชื่อมั่น” ในฝีไม้ลายมือ และการทำงานที่สำเร็จเป็นรูปธรรม
ซึ่งแฟนบอลเคยสัมผัสได้มาแล้วในวันวาน เป็นเครื่องหมายการันตี
ฟุตบอลไทยยุคนี้ ต่างจากยุคที่ซิโก้เคยคุมทีมโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นเขาจึงไม่เหมาะกับบทบาทเฮดโค้ชอีกต่อไป
แต่ถ้าสวมหมวก “ผู้นำเทคนิค” คอยกำหนดทิศทางให้ทีมชาติไทย ล่ะก็
น่าจะเวิร์ก เห็นอะไร ที่เป็นเนื้อเป็นหนัง กว่าที่ผ่านๆมา อย่างแน่นอน !!!
- บี บางปะกง -
ที่มา