JJNY : ลูกหนี้ธ.ก.ส. นับล้านรายระส่ำ│ทีดีอาร์ไอแนะบาลานซ์ 2 ด้าน│กัมพูชาหั่นเป้าจีดีพีปี'69 เหลือ 4.1%│30 จว.เตือนฝนหนัก

ลูกหนี้ ธ.ก.ส. นับล้านรายระส่ำ จ่อสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ 9 ปี ห่วงหนี้เสีย ผ่อนไม่ไหว
https://www.dailynews.co.th/news/6128679/
.

.
ลูกหนี้ ธ.ก.ส. นับล้านรายระส่ำ จ่อสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ 9 ปี ครบกำหนดสิ้นเดือน ก.ย. นี้ รัฐบาลยังไร้ท่าทีต่ออายุ
.
เกษตรกรไทยรายย่อยมากกว่า 1 ล้านราย กำลังเผชิญกับความเสี่ยงในการชำระหนี้ครั้งใหญ่ เนื่องจากนโยบายพักชำระหนี้ระยะยาวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 9 ปี กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในนโยบายจากรัฐบาลว่าจะมีมาตรการต่ออายุหรือไม่ ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป ลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการราว 1.2 ล้านราย ต้องเตรียมตัวกลับมาชำระหนี้ตามปกติ
.
ความตึงเครียดนี้สร้างความกังวลใจทั้งต่อตัวเกษตรกรและธนาคาร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลายฝ่ายกังวลว่าลูกหนี้ที่คุ้นชินกับระบบพักชำระหนี้ต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2561 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ตามปกติจนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ของธนาคารในที่สุด
.
สำหรับโครงการพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อยล่าสุด (เงินต้นไม่เกิน 300,000 บาท) ที่ ครม. อนุมัติไว้แบบแบ่งการประเมินรายปีเป็นเวลา 3 ปี (ปี 2566–2569) เดิมทีมีผู้เข้าร่วมกว่า 1.4 ล้านราย วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท แม้จะมีลูกหนี้ฟื้นฟูศักยภาพจนขอออกจากโครงการก่อนกำหนดไปได้กว่า 1 แสนราย แต่ปัจจุบันยังคงเหลือยอดลูกหนี้ในระบบประมาณ 1.28 ล้านราย คิดเป็นวงเงินหนี้รวมราว 180,000 ล้านบาท ที่กำลังจะหมดสัญญารักษาการพักหนี้ในสิ้นเดือน ก.ย. นี้
.
เส้นทางมาตรการพักหนี้เกษตรกร 9 ปี (2561–2569)
.
• ปี 2561–2564: รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เริ่มพักชำระเงินต้น 3 ปี ให้เกษตรกรกว่า 3.8 ล้านครัวเรือน พร้อมลดดอกเบี้ย 3% สำหรับวงเงินต้น 300,000 บาทแรก
• ปี 2563–2565: รัฐบาลออกมาตรการพักชำระหนี้ฉุกเฉินรับมือวิกฤตโควิด-19 ทั้งการพักหนี้อัตโนมัติช่วงล็อกดาวน์ และการขยายเวลาตามความสมัครใจเป็นระยะ
• ปี 2566–2569: รัฐบาลเพื่อไทยสานต่อนโยบายพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อยต่อเนื่อง 3 ระยะ (ระยะที่ 1 สิ้นสุด ก.ย. 67, ระยะที่ 2 สิ้นสุด ก.ย. 68 และระยะที่ 3 สิ้นสุด 30 ก.ย. 69) โดยรัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยแทน
.
ขณะนี้บรรดาเกษตรกรต่างกำลังจับตาดูท่าทีของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือระลอกใหม่หรือแนวทางปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านหลังจบมาตรการหรือไม่
.

.
ทีดีอาร์ไอ ชี้ถึงเวลาอุตฯยานยนต์ต้องเปลี่ยนผ่าน แนะบาลานซ์ 2 ด้าน หนุนผลิตทั้งสันดาป-อีวี
https://www.matichon.co.th/economy/news_5859325
.
‘ทีดีอาร์ไอ’ ชี้ถึงเวลาอุตฯยานยนต์ต้องเปลี่ยนผ่าน แนะบาลานซ์ 2 ด้าน หนุนผลิตทั้งสันดาป-อีวี
.
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า โจทย์ใหญ่ของยานยนต์ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รัฐต้องบาลานซ์ 2 ขา เดินหน้าหนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ห้ามทอดทิ้งฐานผลิตเดิมสร้างการจ้างงานและซัพพลายเชนขนาดใหญ่ แนะรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตมาถูกทาง แต่ต้องยึดหลักแฟร์เพลย์ โดยดูทั้งความสะอาดของรถและประโยชน์จากการลงทุน จ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ปัญหาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยขณะนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างรถยนต์สันดาปกับอีวี แต่เป็นโจทย์การเปลี่ยนผ่านของทั้งอุตสาหกรรม จากเดิมไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตรถสันดาปและมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ ไปสู่รถยนต์ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นตามเทรนด์โลก รถสันดาปเดิมมีคุณูปการสูงต่อเศรษฐกิจ ทั้งการใช้ชิ้นส่วนจำนวนมาก การจ้างงาน และธุรกิจต่อเนื่อง ขณะที่อีวีใช้ชิ้นส่วนและแรงงานบางส่วนแตกต่างจากระบบเดิม ทำให้ผู้ประกอบการและแรงงานต้องเร่งปรับตัว ดังนั้นไทยต้องมีสองธงคือ พัฒนาเป็นฐานยานยนต์สมัยใหม่ ควบคู่กับการรักษาฐานรถสันดาปให้เป็นตลาดรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป
.
นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนกรณีรัฐบาลโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เตรียมรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบนั้นมองว่า รัฐมาถูกทางเพราะที่ผ่านมารัฐให้น้ำหนักกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอีวีมากกว่า ขณะที่ฐานผลิตเดิมยังต้องได้รับการดูแล การปรับสมดุลจึงจะช่วยรักษาการจ้างงานและซัพพลายเชนได้ อย่างไรก็ตาม หลักการภาษีเป็นธรรมต้องพิจารณา 2 ด้านพร้อมกันคือ รถหรือเทคโนโลยีสะอาดกว่า ควรเสียภาษีน้อยกว่า หรือได้รับการสนับสนุนมากกว่า และผู้ประกอบการลงทุนจริง จ้างงาน ใช้ซัพพลายเชน สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมาก ควรได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าเช่นกัน สำหรับข้อเรียกร้องของโตโยต้าและฮอนด้าสะท้อนว่าอีวีนำเข้าบางส่วน โดยเฉพาะจากจีน ได้เปรียบด้านภาษีมากกว่ารถผลิตในไทย รัฐต้องแก้ไขเรื่องความเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีโครงสร้างภาษีอาจเกิดจากการกำหนดหมวดหมู่หรือข้อตกลงทางการค้าในอดีต จนทำให้อีวีบางประเภทได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าควรเป็น การปรับภาษีไม่ควรมุ่งกีดกันรถจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรทำให้ผู้ประกอบการสร้างประโยชน์ในไทยได้รับแต้มต่ออย่างเหมาะสม พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า เมื่อไทยส่งเสริมอีวีแล้ว คนไทยได้ประโยชน์กลับมามากน้อยเพียงใด ทั้งการเชื่อมโยงซัพพลายเชน การจ้างงาน และการลงทุนจริง
.
นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนกรณีอินโดนีเซียออกตัวแรง ดึงค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าและฮอนด้าให้ย้ายฐานการผลิตจากไทยนั้น เป็นสัญญาณเตือนไทยต้องให้ความสำคัญ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องตื่นตระหนก เพราะการย้ายฐานลงทุนมีหลายปัจจัย ทั้งต้นทุน แรงงาน ตลาด ซัพพลายเชน และนโยบายรัฐ อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่แข่งไม่ได้หยุดนิ่ง หากเห็นไทยมีจุดอ่อนหรือเกิดความไม่เป็นธรรม ก็พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวดึงดูดการลงทุนไปประเทศของตน ต้องตระหนัก แต่อย่าตระหนก เพราะปัจจุบันเริ่มมีมูลเหตุมากขึ้นจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มคิดเรื่องการย้ายฐาน ไทยจึงต้องเร่งแก้จุดอ่อนโดยเร็ว การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหม่ ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นมาตรการช่วยเหลือค่ายรถญี่ปุ่น แต่ควรเป็นการออกแบบกติกาใหม่เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมและผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการลงทุน ตั้งโรงงาน จ้างงาน ใช้ชิ้นส่วนไทย และสร้างซัพพลายเชนจริง ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด ขณะเดียวกันต้องเดินหน้าพัฒนาอีวี และยานยนต์สมัยใหม่ควบคู่กับการประคองอุตสาหกรรมสันดาปเดิม เพื่อให้ไทยไม่เสียฐานการผลิตในช่วงเปลี่ยนผ่าน และยังสามารถรักษาสถานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาคในระยะยาว
.

.
กัมพูชาหั่นเป้าจีดีพีปี 2569 เหลือ 4.1% พิษน้ำมันแพง-พิพาทชายแดนไทย
https://www.dailynews.co.th/news/6133400/
.
กัมพูชาปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ปี 2569 เหลือขยายตัว 4.1% หลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา ปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2569 เหลือ 4.1% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.2% เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา และลดลงจากประมาณการเบื้องต้นที่ 5%
.
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวปรากฏในรายงานทบทวนภาวะเศรษฐกิจช่วงกลางปี ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาชะลอตัวลงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบจากข้อพิพาทบริเวณชายแดนกับไทย และปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง
.
เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาภาคเกษตรกรรม การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทางเป็นหลัก รายงานระบุว่า การขยายตัวที่ต่ำกว่าคาดเป็นผลจากภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวที่เติบโตต่ำกว่าประมาณการ ด้านภาคการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปชะลอตัวลงเล็กน้อย
.
อย่างไรก็ตาม ภาคค้าส่งและค้าปลีก ภาคการเงิน รวมถึงภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีแนวโน้มเป็นไปตามประมาณการเดิม ขณะที่ภาคการผลิตสินค้านอกเหนือจากเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญ โดยคาดว่าการปรับเพิ่มประมาณการในภาคดังกล่าวจะช่วยหนุนเศรษฐกิจกัมพูชาในช่วงที่เหลือของปี 2569
.
https://x.com/staronline/status/2091535991613936047
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่