สวัสดีค่ะ ฉันอายุ35ปี คุณแม่อายุ61ปี ตั้งเเต่จำความได้ แม่ฉันเป็นคนเอาแต่ใจมาตลอด แต่ท่านชอบทำงานมีธุรกิจส่วนตัว ตั้งเเต่จำความได้ จะเห็นแม่ทำงานตลอด และมักจะเครียดหงุดหงิด แต่คนที่โดนหนักสุดจะเป็นพ่อ เเต่พ่อเป็นคนที่ดีมากๆนิ่งๆใจเย็นและรักเเม่โอ๋เเม่มาก เเละให้ความอบอุ่นกับฉันเสมอมา
ตัดภาพมาตอนฉันอายุ34เลยแล้วกันค่ะ ก่อนหน้านี้คุณพ่อตรวจเจอมะเร็งตับระยะสุดท้าย ทุกคนในครอบครัวช้อคมาก ฉันปิดร้านที่เปิดอยู่เพื่อมาดูแลพ่ออย่างเต็มตัว ซึ่งตลอดเวลาก่อนที่พ่อเริ่มป่วย พ่อฉันนอนเยอะขึ้น แม่ฉันก็หาว่าพ่อเเกล้งป่วยเพราะอยากนอน จนผลตรวจออกว่าพ่อป่วยระยะสุดท้าย ฉันเป็นห่วงพ่อมาก ดูแลเค้าทั้งกายเเละใจ ให้พ่อโอเคที่สุด ในขณะเดียวกันแม่ก็เเย่ลง เหมือนคนไม่มีสติ เอาแต่หายาบำรุงอะไรมาให้พ่อ ซึ่งหมอบอกว่าไม่ควรให้อะไรเพิ่มเเล้วนอกจากยาหมอ เพราะตับพ่อรับไม่ไหว แต่เเม่ก็ไม่เชื่อ ใจฉันกลัวมากที่พ่อจะโดนให้คีโม เพราะตอนนั้นร่างกายพ่อทรุดลงเร็วมาก นอนทั้งวัน เริ่มกินอะไรไม่ได้ แต่แม่ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อได้คีโมเพราะคิดว่าพ่อได้เริ่มการรักษา ซึ่งฉันบอกแม่ไม่เเล้วว่าไม่อยากให้พ่อคีโม รวมถึงตัวพ่อเองก็ไม่อยากคีโมค่ะ ซึ่งตอนนั้นแม่ไม่ฟังใครเลย จนพ่อต้องยอมรับการคีโม หลังจากพ่อได้รับคีโม ทำให้พ่อทรุดลงไปอีกอย่างรวดเร็ว จนทำให้พ่อจากไปภายในระยะเวลาไม่ถึง6เดือนตั้งแต่พ่อเริ่มป่วย
หลังจากที่พ่อฉันจากไป กลายเป็นฉันที่ต้องรับความรู้สึกแม่ต่อ ทั้งๆที่ฉ้นเองก็แตกสลายไม่แพ้กัน พ่อไม่อยู่ ฉันพยายามดูแลเเม่ทุกอย่างเหมือนที่พ่อทำ แต่แม่ฉันเอาแต่ใจมากๆรวมถึงฉันต้องเป็นคนรองรับอารมณ์แม่ที่ไม่ซ้ำกันเเต่ละวัน จนฉันจะไม่ไหว ฉันยิ่งดูแล เค้ายิ่งดราม่าใส่ เศร้าก็ลงที่ฉัน อะไรเล็กๆน้อยๆก็ลงที่ฉัน เหมือนเเม่เรียกร้องความสนใจไม่มีที่สิ้นสุด จนตอนนี้สภาพจิตใจฉันมันพังไปหมด จนฉันไม่อยากจะคุยกับเเม่เลย จากที่เคยสนิทกันมาก คุยกันได้ทุกเรื่อง กลายเป็นพยายามห่างๆแม่ ไม่อยากอยู่ใกล้แม่ เพราะกลัวจะได้รับอะไรลบๆอีกในขณะที่สภาพจิตใจฉันมันพังทะลายไปแล้ว อยากขอวิธีการดำเนินชีวิตต่อยังไง ให้คุยกับเเม่ได้เหมือนเดิม ทุกวันนี้ฉันดูแลเเม่เหมือนเดิมนะคะ เรื่องอาหารการกินเรื่องในบ้านทุกๆอย่างฉันรับผิดชอบหมด แต่เเค่ไม่อยากอยู่ใกล้เขาเลย ใจนึงรู้สึกแย่มากๆที่ตัวเองเป็นแบบนี้ แต่ก็อยู่ใกล้เเม่ไม่ไหวค่ะ
รับมือกับเเม่ยังไงดี
ตัดภาพมาตอนฉันอายุ34เลยแล้วกันค่ะ ก่อนหน้านี้คุณพ่อตรวจเจอมะเร็งตับระยะสุดท้าย ทุกคนในครอบครัวช้อคมาก ฉันปิดร้านที่เปิดอยู่เพื่อมาดูแลพ่ออย่างเต็มตัว ซึ่งตลอดเวลาก่อนที่พ่อเริ่มป่วย พ่อฉันนอนเยอะขึ้น แม่ฉันก็หาว่าพ่อเเกล้งป่วยเพราะอยากนอน จนผลตรวจออกว่าพ่อป่วยระยะสุดท้าย ฉันเป็นห่วงพ่อมาก ดูแลเค้าทั้งกายเเละใจ ให้พ่อโอเคที่สุด ในขณะเดียวกันแม่ก็เเย่ลง เหมือนคนไม่มีสติ เอาแต่หายาบำรุงอะไรมาให้พ่อ ซึ่งหมอบอกว่าไม่ควรให้อะไรเพิ่มเเล้วนอกจากยาหมอ เพราะตับพ่อรับไม่ไหว แต่เเม่ก็ไม่เชื่อ ใจฉันกลัวมากที่พ่อจะโดนให้คีโม เพราะตอนนั้นร่างกายพ่อทรุดลงเร็วมาก นอนทั้งวัน เริ่มกินอะไรไม่ได้ แต่แม่ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อได้คีโมเพราะคิดว่าพ่อได้เริ่มการรักษา ซึ่งฉันบอกแม่ไม่เเล้วว่าไม่อยากให้พ่อคีโม รวมถึงตัวพ่อเองก็ไม่อยากคีโมค่ะ ซึ่งตอนนั้นแม่ไม่ฟังใครเลย จนพ่อต้องยอมรับการคีโม หลังจากพ่อได้รับคีโม ทำให้พ่อทรุดลงไปอีกอย่างรวดเร็ว จนทำให้พ่อจากไปภายในระยะเวลาไม่ถึง6เดือนตั้งแต่พ่อเริ่มป่วย
หลังจากที่พ่อฉันจากไป กลายเป็นฉันที่ต้องรับความรู้สึกแม่ต่อ ทั้งๆที่ฉ้นเองก็แตกสลายไม่แพ้กัน พ่อไม่อยู่ ฉันพยายามดูแลเเม่ทุกอย่างเหมือนที่พ่อทำ แต่แม่ฉันเอาแต่ใจมากๆรวมถึงฉันต้องเป็นคนรองรับอารมณ์แม่ที่ไม่ซ้ำกันเเต่ละวัน จนฉันจะไม่ไหว ฉันยิ่งดูแล เค้ายิ่งดราม่าใส่ เศร้าก็ลงที่ฉัน อะไรเล็กๆน้อยๆก็ลงที่ฉัน เหมือนเเม่เรียกร้องความสนใจไม่มีที่สิ้นสุด จนตอนนี้สภาพจิตใจฉันมันพังไปหมด จนฉันไม่อยากจะคุยกับเเม่เลย จากที่เคยสนิทกันมาก คุยกันได้ทุกเรื่อง กลายเป็นพยายามห่างๆแม่ ไม่อยากอยู่ใกล้แม่ เพราะกลัวจะได้รับอะไรลบๆอีกในขณะที่สภาพจิตใจฉันมันพังทะลายไปแล้ว อยากขอวิธีการดำเนินชีวิตต่อยังไง ให้คุยกับเเม่ได้เหมือนเดิม ทุกวันนี้ฉันดูแลเเม่เหมือนเดิมนะคะ เรื่องอาหารการกินเรื่องในบ้านทุกๆอย่างฉันรับผิดชอบหมด แต่เเค่ไม่อยากอยู่ใกล้เขาเลย ใจนึงรู้สึกแย่มากๆที่ตัวเองเป็นแบบนี้ แต่ก็อยู่ใกล้เเม่ไม่ไหวค่ะ