เรื่อง: ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
“....ด้วยหลักฐานต่าง ๆ ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าให้ลงโทษประหารชีวิตสุกร ซึ่งได้ทำร้ายเด็กถึงแก่ชีวิต…” คำพิพากษาข้างต้นนี้ฟังแล้วน่าขบขันและน่ามาจากนวนิยายแต่อย่าเพิ่งมั่นใจนะครับว่าถูกต้อง
เพราะคำตัดสินดังกล่าวมาจากการพิจารณาของศาลซึ่งได้เกิดขึ้นจริงที่เมือง Falaise ในฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ.1386 หรือเมื่อ 640 ปีก่อน
และมิได้เกิดขึ้นเพียงคดีเดียว มีประมาณการว่าเกิดขึ้นกว่า 500 คดี ในบางประเทศในยุโรประหว่าง ค.ศ.500 ถึง ค.ศ.1500 ลองมาดูกันว่าผู้คนสมัยนั้นคิดอย่างไรกับการเอาสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่าหรือแม้แต่นก หนู แมลง มาขึ้นศาล
ในต้นทศวรรษ 1500’s ที่เมือง Autun ในฝรั่งเศส ชาวบ้านโกรธแค้นและกล่าวหาว่าหนูได้ทำลายข้าวบาร์เลย์ที่ปลูกจนเสียหายมากมาย ศาลได้แต่งตั้งทนายให้แก้ต่างให้หนู (มิใช่นายกรัฐมนตรีนะครับ) ข้อถกเถียงของเขาโด่งดังมากจนมีการกล่าวขวัญถึงในทุกวันนี้
เขาบอกว่าหมายศาลที่ส่งให้หนูก็ไปไม่ถึงหนูทุกตัวเพราะกระจายอยู่กันไปทั่วในชนบท ถึงแม้ได้รับและจะเดินทางมาศาลก็ไม่อาจทำได้สำเร็จเพราะมีอันตรายจากแมวที่มีอยู่ทั่วไป ดังนั้น จึงควรยกโทษให้หนูที่ไม่สามารถปรากฏตัวในศาลได้ ศาลรับฟังเหตุผลแล้วก็มีคำสั่งให้เลื่อนคดี และไม่รู้ว่าสุดท้ายลงเอยอย่างไร
ในการพิจารณาความผิดของสัตว์ดังกล่าว แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ
1.ศาลอาญาดังที่พิจารณากันเป็นปกติ จำเลยได้แก่สัตว์ใช้งาน และสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ม้า วัว และสุนัข ที่เป็นจำเลยมากที่สุดคือหมู เพราะในสมัยนั้นเขาปล่อยหมูวิ่งไปทั่วหมู่บ้านเพื่อหาอาหารและบ่อยครั้งวิ่งชนเด็กหรือทำร้ายเด็ก
เมื่อเกิดเรื่องขึ้น สัตว์ตัวการจะถูกจับและบางครั้งก็จับขังคุก อัยการเป็นผู้ฟ้อง และศาลแต่งตั้งทนายแก้ต่างให้ ถ้าถูกตัดสินว่าผิดก็ถูกลงโทษต่อหน้าสาธารณชน
2.ศาลศาสนา จำเลยได้แก่พวกสัตว์ป่า แมลง และสัตว์รบกวน เช่น หนู นก แมลงต่าง ๆ หนอน หรือแม้แต่หอยทาก ซึ่งไม่สามารถจับมาศาลได้ ศาลทางศาสนาแต่งตั้งทนายเป็นตัวแทน คำตัดสินมักสั่งให้ออกไปจากพื้นที่ที่ระบุ หรือ excommunicate ซึ่งหมายถึงคำสั่งของศาสนาไม่ให้รับศีลหรือพร หรือเข้าร่วมในพิธีเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะสำนึกผิด
คนในยุโรปยุคกลาง (ราว ค.ศ.500-1,500) เชื่อว่ากฎหมาย ศีลธรรมและศาสนา ปกครองโลกและสมาชิกที่อยู่ในโลกที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด ถ้าสัตว์ทำให้มนุษย์ตาย หรือเสียหายรุนแรง ก็ต้องถูกลงโทษเพราะถือว่าทำลายความสงบสุขของสังคมที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น
ความเชื่อของชาวคริสต์ในช่วงนั้นก็คือทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า สัตว์ที่สร้างปัญหาดังกล่าวเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่มาทำลายคำสั่งของพระเจ้า การมีคดีเพื่อให้ศาลตัดสินคือการจรรโลงความยุติธรรมของสังคม ถึงแม้ว่าสัตว์จะเป็นจำเลยก็ตาม มันเป็นสัญลักษณ์ของการใช้กฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมของโลกที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น
นอกจากนี้ สัตว์ใช้งานถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่า มีสิทธิของความเป็นเจ้าของ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแทนที่จะฆ่าทำลายสัตว์ทันที (ซึ่งคงกระทำกันอย่างดาษดื่น) ก็เอามาขึ้นศาลเพื่อให้เป็นการตัดสินอย่างเป็นทางการก่อนที่จะยึดครองมาเป็นสมบัติ หรือฆ่าทำลาย
3.การมีคดีให้ผู้คนเห็นเท่ากับว่าทางการรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม และไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังเช่นกรณีของสัตว์ป่า แมลง และสัตว์รบกวน
.
การนำสัตว์ขึ้นศาลเลิกไปทีละน้อยในระหว่าง ค.ศ.1500-1600 (ที่เรียกกันว่ายุคของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์) เมื่อผู้คนพิจารณาพฤติกรรมของสัตว์ผ่านเรื่องสัญชาตญาณและชีววิทยามากกว่าเรื่องศีลธรรมและบาป ในยุค ค.ศ.1700’s การคิดแบบใช้เหตุใช้ผลและใช้ตรรกะมีความสำคัญมากขึ้น
ศาลยอมรับว่าสัตว์ขาดความเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบและการตั้งใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของกฎหมาย ซึ่งต่อมาเป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งสำคัญในกฎหมายอาญาคือ ความรับผิดชอบ ความจงใจ และความเข้าใจ ผลพวงจากการกระทำของตนเอง
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245820
จับสัตว์ขึ้นศาล เคยมีอยู่จริงในยุโรป เพราะก่อความเดือดร้อน-ทำร้าย-รบกวนมนุษย์ 'หมู' ตกเป็นจำเลยบ่อยสุด
“....ด้วยหลักฐานต่าง ๆ ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าให้ลงโทษประหารชีวิตสุกร ซึ่งได้ทำร้ายเด็กถึงแก่ชีวิต…” คำพิพากษาข้างต้นนี้ฟังแล้วน่าขบขันและน่ามาจากนวนิยายแต่อย่าเพิ่งมั่นใจนะครับว่าถูกต้อง
เพราะคำตัดสินดังกล่าวมาจากการพิจารณาของศาลซึ่งได้เกิดขึ้นจริงที่เมือง Falaise ในฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ.1386 หรือเมื่อ 640 ปีก่อน
และมิได้เกิดขึ้นเพียงคดีเดียว มีประมาณการว่าเกิดขึ้นกว่า 500 คดี ในบางประเทศในยุโรประหว่าง ค.ศ.500 ถึง ค.ศ.1500 ลองมาดูกันว่าผู้คนสมัยนั้นคิดอย่างไรกับการเอาสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่าหรือแม้แต่นก หนู แมลง มาขึ้นศาล
ในต้นทศวรรษ 1500’s ที่เมือง Autun ในฝรั่งเศส ชาวบ้านโกรธแค้นและกล่าวหาว่าหนูได้ทำลายข้าวบาร์เลย์ที่ปลูกจนเสียหายมากมาย ศาลได้แต่งตั้งทนายให้แก้ต่างให้หนู (มิใช่นายกรัฐมนตรีนะครับ) ข้อถกเถียงของเขาโด่งดังมากจนมีการกล่าวขวัญถึงในทุกวันนี้
เขาบอกว่าหมายศาลที่ส่งให้หนูก็ไปไม่ถึงหนูทุกตัวเพราะกระจายอยู่กันไปทั่วในชนบท ถึงแม้ได้รับและจะเดินทางมาศาลก็ไม่อาจทำได้สำเร็จเพราะมีอันตรายจากแมวที่มีอยู่ทั่วไป ดังนั้น จึงควรยกโทษให้หนูที่ไม่สามารถปรากฏตัวในศาลได้ ศาลรับฟังเหตุผลแล้วก็มีคำสั่งให้เลื่อนคดี และไม่รู้ว่าสุดท้ายลงเอยอย่างไร
ในการพิจารณาความผิดของสัตว์ดังกล่าว แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ
1.ศาลอาญาดังที่พิจารณากันเป็นปกติ จำเลยได้แก่สัตว์ใช้งาน และสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ม้า วัว และสุนัข ที่เป็นจำเลยมากที่สุดคือหมู เพราะในสมัยนั้นเขาปล่อยหมูวิ่งไปทั่วหมู่บ้านเพื่อหาอาหารและบ่อยครั้งวิ่งชนเด็กหรือทำร้ายเด็ก
เมื่อเกิดเรื่องขึ้น สัตว์ตัวการจะถูกจับและบางครั้งก็จับขังคุก อัยการเป็นผู้ฟ้อง และศาลแต่งตั้งทนายแก้ต่างให้ ถ้าถูกตัดสินว่าผิดก็ถูกลงโทษต่อหน้าสาธารณชน
2.ศาลศาสนา จำเลยได้แก่พวกสัตว์ป่า แมลง และสัตว์รบกวน เช่น หนู นก แมลงต่าง ๆ หนอน หรือแม้แต่หอยทาก ซึ่งไม่สามารถจับมาศาลได้ ศาลทางศาสนาแต่งตั้งทนายเป็นตัวแทน คำตัดสินมักสั่งให้ออกไปจากพื้นที่ที่ระบุ หรือ excommunicate ซึ่งหมายถึงคำสั่งของศาสนาไม่ให้รับศีลหรือพร หรือเข้าร่วมในพิธีเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะสำนึกผิด
คนในยุโรปยุคกลาง (ราว ค.ศ.500-1,500) เชื่อว่ากฎหมาย ศีลธรรมและศาสนา ปกครองโลกและสมาชิกที่อยู่ในโลกที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด ถ้าสัตว์ทำให้มนุษย์ตาย หรือเสียหายรุนแรง ก็ต้องถูกลงโทษเพราะถือว่าทำลายความสงบสุขของสังคมที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น
ความเชื่อของชาวคริสต์ในช่วงนั้นก็คือทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า สัตว์ที่สร้างปัญหาดังกล่าวเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่มาทำลายคำสั่งของพระเจ้า การมีคดีเพื่อให้ศาลตัดสินคือการจรรโลงความยุติธรรมของสังคม ถึงแม้ว่าสัตว์จะเป็นจำเลยก็ตาม มันเป็นสัญลักษณ์ของการใช้กฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมของโลกที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น
นอกจากนี้ สัตว์ใช้งานถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่า มีสิทธิของความเป็นเจ้าของ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแทนที่จะฆ่าทำลายสัตว์ทันที (ซึ่งคงกระทำกันอย่างดาษดื่น) ก็เอามาขึ้นศาลเพื่อให้เป็นการตัดสินอย่างเป็นทางการก่อนที่จะยึดครองมาเป็นสมบัติ หรือฆ่าทำลาย
3.การมีคดีให้ผู้คนเห็นเท่ากับว่าทางการรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม และไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังเช่นกรณีของสัตว์ป่า แมลง และสัตว์รบกวน
.
การนำสัตว์ขึ้นศาลเลิกไปทีละน้อยในระหว่าง ค.ศ.1500-1600 (ที่เรียกกันว่ายุคของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์) เมื่อผู้คนพิจารณาพฤติกรรมของสัตว์ผ่านเรื่องสัญชาตญาณและชีววิทยามากกว่าเรื่องศีลธรรมและบาป ในยุค ค.ศ.1700’s การคิดแบบใช้เหตุใช้ผลและใช้ตรรกะมีความสำคัญมากขึ้น
ศาลยอมรับว่าสัตว์ขาดความเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบและการตั้งใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของกฎหมาย ซึ่งต่อมาเป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งสำคัญในกฎหมายอาญาคือ ความรับผิดชอบ ความจงใจ และความเข้าใจ ผลพวงจากการกระทำของตนเอง
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245820