บริษัทไอทีชั้นนำของญี่ปุ่นเบรกจ้างงาน ชี้ AI ทำงานพื้นฐานแทนได้

เมื่อเทคโนโลยี AI มีความสามารถในการเขียนโค้ดและตรวจหาบั๊ก (Bug) ของระบบได้อย่างแม่นยำ กระแสที่ว่า "วิศวกรไอที (SE) อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป" จึงเริ่มก่อตัวขึ้น ส่งผลให้บริษัทไอทีชั้นนำต้องรื้อโครงสร้างโมเดลธุรกิจและแผนการจ้างงานใหม่ทั้งหมด โดยเลิกเน้นการเพิ่ม "ปริมาณพนักงาน" แบบเดิมๆ
การขยับตัวของ 2 บริษัทไอทีชั้นนำ
1. SHIFT (บริษัททดสอบซอฟต์แวร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น)
สั่งเบรกการจ้างงาน ประกาศระงับการรับพนักงานใหม่ถึง 440 ตำแหน่ง (โดยเฉพาะงานทั่วไปและตำแหน่งที่ฐานเงินเดือนไม่สูง) และยกเลิกนโยบายรับคนไม่มีประสบการณ์มาฝึกสอน
เอา AI มาทำงานแทนคน นำ AI มาใช้ทำงานแทนพนักงานฝ่ายสนับสนุน (Corporate) กว่า 200 ตำแหน่ง และนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอดขายเป็นบริการให้กับบริษัทอื่นๆ
ทางรอดของเด็กจบใหม่ เกณฑ์การรับเด็กจบใหม่เปลี่ยนจากการดู "ทักษะเขียนโค้ด" ไปเป็น "ทักษะการสื่อสารและเจรจา" นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยอัปสกิลตัวเองให้เทียบเท่าคนมีประสบการณ์ 10 ปีได้ภายในเวลาแค่
"1 ปี"
2. FPT Japan (สาขาบริษัทไอทียักษ์ใหญ่จากเวียดนาม)
ลดสปีดการจ้างคน ปรับแผนชะลอการรับพนักงานเพิ่มลง และมุ่งเน้นเฟ้นหาเฉพาะบุคลากรที่สามารถดูแลงานระดับ "วางแผนและออกแบบระบบ" (Upstream) ได้
เน้นคนที่ "พร้อมใช้งานทันที" เด็กจบใหม่ที่บริษัทคัดเลือกมาจากเวียดนาม จะผ่านการคลุกคลีกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็กและต้องผ่านการฝึกงานจริงจังแบบระยะยาว 1 ปีเต็ม ทำให้พวกเขาเป็นกำลังรบที่พร้อมลุยงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรก
บทสรุปสำหรับคนทำงาน
ในยุคที่ AI สามารถสร้างโค้ดเองได้ ทักษะการ "เขียนโปรแกรม" เพียงอย่างเดียวอาจไม่การันตีความมั่นคงอีกต่อไป ตลาดแรงงานยุคใหม่กำลังต้องการคนที่เก่งด้าน
การสื่อสารเจรจากับลูกค้า และ
การนำ AI มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อความอยู่รอดและการเติบโต
#อืมมีบริษัทไอทีเวียตนามไปเปิดในญี่ปุ่นด้วยเก่งแฮะ คนรุ่นใหม่ต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม เพราะตลาดแรงงานต้องการทักษะเกี่ยวกับการเจรจากับลูกค้าและเอาเอไอมาใช้ยกระดับงานอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุป) yahoo.co.jp
บริษัทไอทีชั้นนำของญี่ปุ่นเบรกจ้างงาน ชี้ AI ทำงานพื้นฐานแทนได้
เมื่อเทคโนโลยี AI มีความสามารถในการเขียนโค้ดและตรวจหาบั๊ก (Bug) ของระบบได้อย่างแม่นยำ กระแสที่ว่า "วิศวกรไอที (SE) อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป" จึงเริ่มก่อตัวขึ้น ส่งผลให้บริษัทไอทีชั้นนำต้องรื้อโครงสร้างโมเดลธุรกิจและแผนการจ้างงานใหม่ทั้งหมด โดยเลิกเน้นการเพิ่ม "ปริมาณพนักงาน" แบบเดิมๆ
การขยับตัวของ 2 บริษัทไอทีชั้นนำ
1. SHIFT (บริษัททดสอบซอฟต์แวร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น)
สั่งเบรกการจ้างงาน ประกาศระงับการรับพนักงานใหม่ถึง 440 ตำแหน่ง (โดยเฉพาะงานทั่วไปและตำแหน่งที่ฐานเงินเดือนไม่สูง) และยกเลิกนโยบายรับคนไม่มีประสบการณ์มาฝึกสอน
เอา AI มาทำงานแทนคน นำ AI มาใช้ทำงานแทนพนักงานฝ่ายสนับสนุน (Corporate) กว่า 200 ตำแหน่ง และนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอดขายเป็นบริการให้กับบริษัทอื่นๆ
ทางรอดของเด็กจบใหม่ เกณฑ์การรับเด็กจบใหม่เปลี่ยนจากการดู "ทักษะเขียนโค้ด" ไปเป็น "ทักษะการสื่อสารและเจรจา" นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยอัปสกิลตัวเองให้เทียบเท่าคนมีประสบการณ์ 10 ปีได้ภายในเวลาแค่ "1 ปี"
2. FPT Japan (สาขาบริษัทไอทียักษ์ใหญ่จากเวียดนาม)
ลดสปีดการจ้างคน ปรับแผนชะลอการรับพนักงานเพิ่มลง และมุ่งเน้นเฟ้นหาเฉพาะบุคลากรที่สามารถดูแลงานระดับ "วางแผนและออกแบบระบบ" (Upstream) ได้
เน้นคนที่ "พร้อมใช้งานทันที" เด็กจบใหม่ที่บริษัทคัดเลือกมาจากเวียดนาม จะผ่านการคลุกคลีกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็กและต้องผ่านการฝึกงานจริงจังแบบระยะยาว 1 ปีเต็ม ทำให้พวกเขาเป็นกำลังรบที่พร้อมลุยงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรก
บทสรุปสำหรับคนทำงาน
ในยุคที่ AI สามารถสร้างโค้ดเองได้ ทักษะการ "เขียนโปรแกรม" เพียงอย่างเดียวอาจไม่การันตีความมั่นคงอีกต่อไป ตลาดแรงงานยุคใหม่กำลังต้องการคนที่เก่งด้าน การสื่อสารเจรจากับลูกค้า และ การนำ AI มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อความอยู่รอดและการเติบโต
#อืมมีบริษัทไอทีเวียตนามไปเปิดในญี่ปุ่นด้วยเก่งแฮะ คนรุ่นใหม่ต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม เพราะตลาดแรงงานต้องการทักษะเกี่ยวกับการเจรจากับลูกค้าและเอาเอไอมาใช้ยกระดับงานอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุป) yahoo.co.jp