.
เท้ง ลงพื้นที่ปัว ติดตามฟื้นฟูน้ำท่วม แนะ รัฐจัดงบให้ตรงจุด-วางแผนป้องกันระยะยาว-พัฒนาระบบเตือนภัย
.
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ จ.น่าน นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นาย
เชาว์วิชญ์ อินน้อย นาย
เจริญ อภิภัทรโกศล ส.ส.น่าน พรรคประชาชน และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเยียวยาประชาชนอุทกภัย ในพื้นที่บ้าน

และบ้านเกร็ด ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่ที่สำคัญเร่งด่วนคือการเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน และส่วนราชการที่มามาจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาช่วยกันด้วย โดยในส่วนของพรรคประชาชนในพื้นที่ อ.ปัว เราก็มีนายเจริญ ส.ส.เขต 3 ที่อยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ต้น และในขณะนี้มวลน้ำได้ผ่านไปในตอนล่าง เราก็มี นายเชาว์วิชญ์ ที่ดูแลตั้งแต่ต้นเช่นกัน
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนได้พูดคุยกับมูลนิธิกระจกเงา ที่เริ่มมาตั้งศูนย์ใน อ.ปัวแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็จะเป็นเรื่องอุปกรณ์ รองเท้าบู๊ท ไม้รีดน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาด ที่เป็นส่วนสำคัญหากคนนอกพื้นที่อยากจะระดมสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือก็จะเป็นอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงยังต้องการเครื่องจักรหนัก หากดูในสภาพจะเห็นว่า ถ้าถนนหนทางยังไม่สามารถจะเคลียร์ออกได้อย่างรวดเร็วก็จะไม่สามารถเอาดินโคลนจากภายในบ้านออกมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับลักษณะการท่วมในปีนี้อาจจะแตกต่างจากปีก่อนๆ ซึ่งเป็นลักษณะของ Rain Bomb เฉพาะจุดที่เป็นบริเวณพื้นที่สูง ซึ่งจุดที่เรายืนก็เป็นน้ำหลักจากแม่น้ำคูณ จึงมีลักษณะที่แตกต่างจากการท่วมในปีก่อนๆ ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวบ้านทุกคนอยากได้เรื่องการเยียวยา และหลายคนก็พูดว่าอยากเห็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องทำอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็ได้มีโอกาสมาลงพื้นที่ฝายธงน้อย ก็พบว่าหน่วยงานมีแผนในการจัดการน้ำที่เป็นระบบอยู่แล้ว ซึ่งหากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีส่วนในการช่วยชะลอและดักยอดน้ำแต่ต้นทาง ตามลำน้ำสายต่างๆ ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ จึงอยากฝากให้รัฐบาลลองพิจารณาดูเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ต่อเนื่อง และตอบโจทย์ควรจะต้องจัดสรรอย่างไร
.
นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.) ก็เป็นเจ้าภาพในการจัดการอยู่แล้ว เราได้หารือร่วมกันมาตลอด ซึ่งหน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มีแผนแล้ว มีโครงการแล้ว เหลือเพียงการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด ที่อยากให้รัฐบาลไปออกพิจารณาดู
.
เมื่อถามว่า การที่มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ลงพื้นที่มานอนค้าง มองว่าเป็นการติดตามแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นหรือไม่ นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีผู้บริหารมาลงพื้นที่เห็นปัญหาด้วยตัวเอง ก็จะเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่ได้ดี แต่ประชาชนหลายคนก็รู้ว่าพื้นที่ของพวกเขาก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ สภาพพื้นที่ สิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินคือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
.
ทั้งนี้ นาย
ณัฐพงษ์ และคณะ ได้เดินเท้าไปตามจุดต่างๆ และสำรวจความเสียหายในพื้นที่ บริเวณติดกับแม่น้ำคูณ พร้อมระบุถึงการทำผังในการป้องกันน้ำใหม่ ว่า เราต้องดูทั้งระบบใหม่จริงๆ ซึ่งเรื่องฝายเราไม่ได้ค้าน แต่เราต้องดูให้ถูกวัตถุประสงค์ในการใช้ เพราะฝ่ายมีไว้เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร แต่จุดนี้เมื่อน้ำไหลมาเจอสายก็ถูกตีขึ้นทำให้ซัดเข้ามาที่บริเวณฝั่งทำให้แนวดินทลายไปหมด
.
เมื่อถามถึง กรณีที่หลายคนตั้งคำถามว่ารู้ว่าฝนจะมาทำไมไม่เตรียมการรับมือ นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนในพื้นที่บอกว่าพื้นที่เปลี่ยน สภาพเปลี่ยนหมดเลย จากจุดที่ไม่เคยท่วมก็มาท่วม เนื่องจากเกิดจาก Rain Bomb ที่ตกตกลงมาจนกลายเป็นน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งการที่เรารู้ว่าภูมิอากาศจะเปลี่ยน และการมีแบบจำลองคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ตรงไหนที่เป็นจุดเสี่ยงบ้าง เราก็จะสามารถวางแผนที่จะป้องกันได้ล้วงหน้า
.
เมื่อถามว่า ปัญหาดังกล่าวควรจะถูกยกเว้นวาระแห่งชาติ และมีโมเดลในการแก้ปัญหาหรือไม่ นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือการขาดทิศทางและความต่อเนื่องในการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด ในทางกฎหมายเรามี พ.ร.บ.น้ำ มีการก่อตั้ง สทนช. โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการจัดทำผังน้ำคู่กับผังเมือง แต่เมื่อเรามีหน่วยงานกลางขึ้นมาแล้ว กลับกลายเป็นว่าตอนจะไปจัดตั้งงบประมาณ สนทช.ไม่มีอำนาจไปพิจารณางบประมาณแทนหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือ การได้ทิศทางที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ให้ดูเป็นจังหวัดหรือพื้นที่ลุ่มน้ำ หากได้แผนที่ชัดเจนก็ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
.
เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ Cell Broadcast ที่มีหลายพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือได้รับช้า นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่อ.ปัวตอนลงพื้นที่ชาวบ้านก็สะท้อนจริงๆ ว่า ในช่วงตอนกลางคืนก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องมาตีระฆังบอกว่าน้ำกำลังมา ซึ่งตนคิดว่า เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะสภาพปัญหาที่อำเภอปัวเกิด Rain Bomb ในพื้นที่หุบเขา และหลากมาที่ลำน้ำคูณ ดังนั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือน ก็ไม่มีข้อมูลในการคาดการณ์ ฉะนั้น สิ่งที่ที่จะทำให้ป้องกันได้ คือการทำแบบจำลองหรือติดตั้งอุปกรณ์ที่ตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
.
.
สังเวยแล้ว 4 ศพน้ำท่วมน่าน สำรวจความเสียหาย อ.ปัว หลังน้ำลด ชาวบ้านร่ำไห้ไม่เหลืออะไรเลย
https://ch3plus.com/news/social/weekend/469282
.
เร่งฟื้นฟู “บ้าน
อ.ปัว คืนสู่ภาวะปกติ หลังน้ำป่าทะลักท่วมเสียหายหนัก หมู่บ้านจมดินโคลน-เศษกิ่งไม้ถูกน้ำพัดมากองรอบบ้าน เข้า-ออกไม่ได้ต้องปีนข้าม ชาวบ้านน้ำตาตก! บ้านพังเสียหายทั้งหลัง ข้าวของทรัพย์สินเก็บไม่ทัน
.
จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ฝนตกหนักสะสมติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก มวลน้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะอำเภอปัว ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้วอยู่ในช่วงฟื้นฟู
.
วันนี้ (22 ส.ค.) เวลา 08.00 น. ทีมข่าวลงพื้นที่บ้าน

หมู่ 1 ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน จากการสำรวจได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งไหล่ทางทรุดตัว ถนนในหมู่บ้านบางสายถูกตัดขาด รวมถึงมีดินโคลน เศษวัชพืชและเศษไม้ไหลเข้าทับถมบ้านเรือนกีดขวางเส้นทางจราจร โดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เร่งระดมกำลังและนำเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการเปิดเส้นทาง ขนย้ายสิ่งกีดขวาง รวมถึงฉีดล้างทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่สาธารณะ
.
ทีมข่าวไปเจอบ้านของนาง
บานเย็น อายุ 70 ปี ชาวบ้าน

อำเภอปัว พบว่าซากท่อนไม้ขนาดใหญ่ กิ่งไม้ และโคลนตมจำนวนมากถูกน้ำป่าพัดมา กองปกคลุมบริเวณรอบตัวบ้านอย่างหนาแน่น จนแทบมองไม่เห็นพื้นเดิม สร้างความยากลำบากในการทำความสะอาด ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้เก็บเศษกิ่งไม้และโคลนดินออกจากบ้าน และไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ ต้องไปอาศัยอยู่ที่อื่น
.
นางบานเย็น เผยว่า พาเข้าไปสำรวจภายในบ้าน บอกว่าน้ำป่าหลากมาตามลำน้ำกูน ตอนตี 4 กระทั่งไหลบ่าเข้าท่วมตอนเช้ามืด ตนเองกับสามีอาศัยอยู่ในบ้านด้วยกัน 2 คน รีบพากันหนีขึ้นไปอยู่บนชั้น 2 จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก คนอื่นก็เดือดร้อนเหมือนกันจึงทำใจได้ เวลาเข้าออกบ้านก็เดินไต่เศษกิ่งไม้ ข้าวของในบ้านเสียหายหมด มอเตอร์ไซค์ 3 คันถูกนำพัดไป ทีวีตู้เย็นลอยไปกับน้ำ ปีที่ผ่านมาเจอพายุวิภายังไม่เสียหายหนักขนาดนี้ ปีนี้หนักหนาสาหัส
.
นางบานเย็น น้ำตาคลอเห็นสภาพบ้านของตัวเองที่เสียหาย อยู่กัน 2 คนลำบากมากไม่รู้จะเก็บทำความสะอาดยังไง ตอนนี้ตนเดินข้ามกิ่งไม้ก็กลัวกิ่งไม้ทิ่มแทงขา แต่เรื่องอาหารการกินก็มีคนนำมาช่วยเหลือ ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้เอาชีวิตรอดออกมาได้ก็ดีแล้ว “เราต้องช่วยตัวเราก่อนไม่รู้จะมีใครมาช่วยยังไง มันเสียหายกันหมด"
.
นอกจากนี้ทีมข่าวไปเจอบ้านของนาง
กาหลง อายุ 57 ปี ชาวบ้าน

อำเภอปัว ซึ่งเป็นบ้านสองชั้นถูกกระแสน้ำป่าซัดพังเสียหายทั้งหลัง เจ้าของบ้านเผยทั้งน้ำตาว่า บ้านของตนตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำกูน สังเกตเห็นน้ำป่ากำลังหลาก ไม่ทันได้เก็บข้าวของและทรัพย์สินอะไร รีบเอาตัวเองรอดออกมาจากบ้านก่อน จะย้อนเข้าไปเก็บข้าวของก็เข้าไปไม่ได้แล้ว
.
บ้านหลังนี้สร้างด้วยเงินกว่า 900,000 บาท ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว เห็นสภาพบ้านทีไรร้องไห้ตลอด กินข้าวไม่ได้นอนไม่หลับ คิดว่าจากนี้คงสร้างบ้านอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ไม่อยู่แล้ว เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ขณะที่ถนนซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าบ้านติดกับลำน้ำกูน ก็ถูกกระแสน้ำซัดตัดขาด ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ โชคดีไม่เป็นอะไร
.
.
.
.
ช็อก! พิษณุโลก พบปืนหายจากระบบ 2,255 กระบอก ชาวบ้าน 300 ราย ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10370966
.
ช็อก! พิษณุโลก พบปืนหายจากระบบ 2,255 กระบอก ชาวบ้าน 300 ราย ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ ประกอบการขอใบอนุญาต ป.3 ทั้งที่ผู้มีชื่อไม่เคยทราบเรื่อง
.
22 ส.ค. 69 – ที่ห้องประชุมพระนเรศวรมหาราช (772) ชั้น 7 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นาย
วิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อม นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าฯพิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
.
ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “
ล้างปืนเถื่อนเมืองสองแคว” หลังตรวจพบความผิดปกติของการออกใบอนุญาตอาวุธปืนในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก พบปืนที่หายออกจากระบบจำนวน 2,255 กระบอก ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงที่สุดในประเทศ
.
สืบเนื่องจากการตรวจพบความผิดปกติของระบบอาวุธปืนในช่วงปี 2563–2569 พบผู้ได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (ป.3) แต่ไม่มีการนำใบอนุญาตดังกล่าวไปดำเนินการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) จำนวน 2,255 ฉบับ ซึ่งเป็นความผิดปกติและมีพฤติการณ์ว่าอาจมีการปลอมแปลงเอกสารราชการหรือลายมือชื่อเจ้าพนักงานเพื่อใช้ในการจัดหาอาวุธปืนโดยมิชอบ
.
ต่อมา ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้เปิดปฏิบัติการ “
ล้างปืนเถื่อนเมืองสองแคว” เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 3 จุด ประกอบด้วยร้านจำหน่ายอาวุธปืนย่านประตูผี และบ้านพักผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ ต.ปากโทก และ ต.งิ้วงาม เพื่อค้นหาอาวุธปืนที่หายออกจากระบบ ตลอดจนตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการออกใบอนุญาต ป.3
.
จากการสืบสวนพบข้อมูลว่า มีการนำรายชื่อประชาชนและผู้นำท้องที่กว่า 300 ราย ไปใช้ประกอบการขอใบอนุญาต ป.3 โดยผู้มีชื่อบางส่วนไม่เคยทราบเรื่องและไม่ได้ประสงค์จะซื้ออาวุธปืน และยังพบว่ามีการนำสำเนาเอกสารและลายมือชื่อไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
JJNY : 5in1 เท้งลงพื้นที่ปัว│สังเวยแล้ว 4 ศพน้ำท่วมน่าน│ช็อก! พิษณุโลกพบปืนหาย│เซอร์เบียร้องหลังไฟป่าลามหนัก│เมียวดีอ่วม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5858069
.
เท้ง ลงพื้นที่ปัว ติดตามฟื้นฟูน้ำท่วม แนะ รัฐจัดงบให้ตรงจุด-วางแผนป้องกันระยะยาว-พัฒนาระบบเตือนภัย
.
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ จ.น่าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย นายเจริญ อภิภัทรโกศล ส.ส.น่าน พรรคประชาชน และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเยียวยาประชาชนอุทกภัย ในพื้นที่บ้าน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่ที่สำคัญเร่งด่วนคือการเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน และส่วนราชการที่มามาจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาช่วยกันด้วย โดยในส่วนของพรรคประชาชนในพื้นที่ อ.ปัว เราก็มีนายเจริญ ส.ส.เขต 3 ที่อยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ต้น และในขณะนี้มวลน้ำได้ผ่านไปในตอนล่าง เราก็มี นายเชาว์วิชญ์ ที่ดูแลตั้งแต่ต้นเช่นกัน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนได้พูดคุยกับมูลนิธิกระจกเงา ที่เริ่มมาตั้งศูนย์ใน อ.ปัวแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็จะเป็นเรื่องอุปกรณ์ รองเท้าบู๊ท ไม้รีดน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาด ที่เป็นส่วนสำคัญหากคนนอกพื้นที่อยากจะระดมสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือก็จะเป็นอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงยังต้องการเครื่องจักรหนัก หากดูในสภาพจะเห็นว่า ถ้าถนนหนทางยังไม่สามารถจะเคลียร์ออกได้อย่างรวดเร็วก็จะไม่สามารถเอาดินโคลนจากภายในบ้านออกมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับลักษณะการท่วมในปีนี้อาจจะแตกต่างจากปีก่อนๆ ซึ่งเป็นลักษณะของ Rain Bomb เฉพาะจุดที่เป็นบริเวณพื้นที่สูง ซึ่งจุดที่เรายืนก็เป็นน้ำหลักจากแม่น้ำคูณ จึงมีลักษณะที่แตกต่างจากการท่วมในปีก่อนๆ ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวบ้านทุกคนอยากได้เรื่องการเยียวยา และหลายคนก็พูดว่าอยากเห็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องทำอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็ได้มีโอกาสมาลงพื้นที่ฝายธงน้อย ก็พบว่าหน่วยงานมีแผนในการจัดการน้ำที่เป็นระบบอยู่แล้ว ซึ่งหากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีส่วนในการช่วยชะลอและดักยอดน้ำแต่ต้นทาง ตามลำน้ำสายต่างๆ ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ จึงอยากฝากให้รัฐบาลลองพิจารณาดูเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ต่อเนื่อง และตอบโจทย์ควรจะต้องจัดสรรอย่างไร
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.) ก็เป็นเจ้าภาพในการจัดการอยู่แล้ว เราได้หารือร่วมกันมาตลอด ซึ่งหน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มีแผนแล้ว มีโครงการแล้ว เหลือเพียงการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด ที่อยากให้รัฐบาลไปออกพิจารณาดู
.
เมื่อถามว่า การที่มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ลงพื้นที่มานอนค้าง มองว่าเป็นการติดตามแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีผู้บริหารมาลงพื้นที่เห็นปัญหาด้วยตัวเอง ก็จะเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่ได้ดี แต่ประชาชนหลายคนก็รู้ว่าพื้นที่ของพวกเขาก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ สภาพพื้นที่ สิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินคือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
.
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ และคณะ ได้เดินเท้าไปตามจุดต่างๆ และสำรวจความเสียหายในพื้นที่ บริเวณติดกับแม่น้ำคูณ พร้อมระบุถึงการทำผังในการป้องกันน้ำใหม่ ว่า เราต้องดูทั้งระบบใหม่จริงๆ ซึ่งเรื่องฝายเราไม่ได้ค้าน แต่เราต้องดูให้ถูกวัตถุประสงค์ในการใช้ เพราะฝ่ายมีไว้เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร แต่จุดนี้เมื่อน้ำไหลมาเจอสายก็ถูกตีขึ้นทำให้ซัดเข้ามาที่บริเวณฝั่งทำให้แนวดินทลายไปหมด
.
เมื่อถามถึง กรณีที่หลายคนตั้งคำถามว่ารู้ว่าฝนจะมาทำไมไม่เตรียมการรับมือ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนในพื้นที่บอกว่าพื้นที่เปลี่ยน สภาพเปลี่ยนหมดเลย จากจุดที่ไม่เคยท่วมก็มาท่วม เนื่องจากเกิดจาก Rain Bomb ที่ตกตกลงมาจนกลายเป็นน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งการที่เรารู้ว่าภูมิอากาศจะเปลี่ยน และการมีแบบจำลองคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ตรงไหนที่เป็นจุดเสี่ยงบ้าง เราก็จะสามารถวางแผนที่จะป้องกันได้ล้วงหน้า
.
เมื่อถามว่า ปัญหาดังกล่าวควรจะถูกยกเว้นวาระแห่งชาติ และมีโมเดลในการแก้ปัญหาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือการขาดทิศทางและความต่อเนื่องในการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด ในทางกฎหมายเรามี พ.ร.บ.น้ำ มีการก่อตั้ง สทนช. โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการจัดทำผังน้ำคู่กับผังเมือง แต่เมื่อเรามีหน่วยงานกลางขึ้นมาแล้ว กลับกลายเป็นว่าตอนจะไปจัดตั้งงบประมาณ สนทช.ไม่มีอำนาจไปพิจารณางบประมาณแทนหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือ การได้ทิศทางที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ให้ดูเป็นจังหวัดหรือพื้นที่ลุ่มน้ำ หากได้แผนที่ชัดเจนก็ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
.
เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ Cell Broadcast ที่มีหลายพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือได้รับช้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่อ.ปัวตอนลงพื้นที่ชาวบ้านก็สะท้อนจริงๆ ว่า ในช่วงตอนกลางคืนก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องมาตีระฆังบอกว่าน้ำกำลังมา ซึ่งตนคิดว่า เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะสภาพปัญหาที่อำเภอปัวเกิด Rain Bomb ในพื้นที่หุบเขา และหลากมาที่ลำน้ำคูณ ดังนั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือน ก็ไม่มีข้อมูลในการคาดการณ์ ฉะนั้น สิ่งที่ที่จะทำให้ป้องกันได้ คือการทำแบบจำลองหรือติดตั้งอุปกรณ์ที่ตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
.
.
สังเวยแล้ว 4 ศพน้ำท่วมน่าน สำรวจความเสียหาย อ.ปัว หลังน้ำลด ชาวบ้านร่ำไห้ไม่เหลืออะไรเลย
https://ch3plus.com/news/social/weekend/469282
.
.
จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ฝนตกหนักสะสมติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก มวลน้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะอำเภอปัว ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้วอยู่ในช่วงฟื้นฟู
.
วันนี้ (22 ส.ค.) เวลา 08.00 น. ทีมข่าวลงพื้นที่บ้าน
.
ทีมข่าวไปเจอบ้านของนางบานเย็น อายุ 70 ปี ชาวบ้าน
นางบานเย็น เผยว่า พาเข้าไปสำรวจภายในบ้าน บอกว่าน้ำป่าหลากมาตามลำน้ำกูน ตอนตี 4 กระทั่งไหลบ่าเข้าท่วมตอนเช้ามืด ตนเองกับสามีอาศัยอยู่ในบ้านด้วยกัน 2 คน รีบพากันหนีขึ้นไปอยู่บนชั้น 2 จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก คนอื่นก็เดือดร้อนเหมือนกันจึงทำใจได้ เวลาเข้าออกบ้านก็เดินไต่เศษกิ่งไม้ ข้าวของในบ้านเสียหายหมด มอเตอร์ไซค์ 3 คันถูกนำพัดไป ทีวีตู้เย็นลอยไปกับน้ำ ปีที่ผ่านมาเจอพายุวิภายังไม่เสียหายหนักขนาดนี้ ปีนี้หนักหนาสาหัส
นางบานเย็น น้ำตาคลอเห็นสภาพบ้านของตัวเองที่เสียหาย อยู่กัน 2 คนลำบากมากไม่รู้จะเก็บทำความสะอาดยังไง ตอนนี้ตนเดินข้ามกิ่งไม้ก็กลัวกิ่งไม้ทิ่มแทงขา แต่เรื่องอาหารการกินก็มีคนนำมาช่วยเหลือ ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้เอาชีวิตรอดออกมาได้ก็ดีแล้ว “เราต้องช่วยตัวเราก่อนไม่รู้จะมีใครมาช่วยยังไง มันเสียหายกันหมด"
.
.
.
.
ช็อก! พิษณุโลก พบปืนหายจากระบบ 2,255 กระบอก ชาวบ้าน 300 ราย ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10370966
.
ช็อก! พิษณุโลก พบปืนหายจากระบบ 2,255 กระบอก ชาวบ้าน 300 ราย ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ ประกอบการขอใบอนุญาต ป.3 ทั้งที่ผู้มีชื่อไม่เคยทราบเรื่อง
.
22 ส.ค. 69 – ที่ห้องประชุมพระนเรศวรมหาราช (772) ชั้น 7 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อม นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าฯพิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
.
ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ล้างปืนเถื่อนเมืองสองแคว” หลังตรวจพบความผิดปกติของการออกใบอนุญาตอาวุธปืนในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก พบปืนที่หายออกจากระบบจำนวน 2,255 กระบอก ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงที่สุดในประเทศ
.
สืบเนื่องจากการตรวจพบความผิดปกติของระบบอาวุธปืนในช่วงปี 2563–2569 พบผู้ได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (ป.3) แต่ไม่มีการนำใบอนุญาตดังกล่าวไปดำเนินการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) จำนวน 2,255 ฉบับ ซึ่งเป็นความผิดปกติและมีพฤติการณ์ว่าอาจมีการปลอมแปลงเอกสารราชการหรือลายมือชื่อเจ้าพนักงานเพื่อใช้ในการจัดหาอาวุธปืนโดยมิชอบ
.
ต่อมา ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้เปิดปฏิบัติการ “ล้างปืนเถื่อนเมืองสองแคว” เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 3 จุด ประกอบด้วยร้านจำหน่ายอาวุธปืนย่านประตูผี และบ้านพักผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ ต.ปากโทก และ ต.งิ้วงาม เพื่อค้นหาอาวุธปืนที่หายออกจากระบบ ตลอดจนตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการออกใบอนุญาต ป.3
.
จากการสืบสวนพบข้อมูลว่า มีการนำรายชื่อประชาชนและผู้นำท้องที่กว่า 300 ราย ไปใช้ประกอบการขอใบอนุญาต ป.3 โดยผู้มีชื่อบางส่วนไม่เคยทราบเรื่องและไม่ได้ประสงค์จะซื้ออาวุธปืน และยังพบว่ามีการนำสำเนาเอกสารและลายมือชื่อไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด