สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิป! วันนี้ผมขออนุญาตมานั่งจับเข่าคุยเรื่องที่หลายคนอาจจะเคยเจอ หรือกำลังเจออยู่ก็ได้นะครับ นั่นคือ "ส่งค่างวดไม่ไหว" ไม่ว่าจะรถ บ้าน หรือหนี้สินอื่นๆ ที่ต้องผ่อนรายเดือนนั่นแหละครับ ปัญหาโลกแตกที่ทำเอาปวดหัวใจจะขาด
เชื่อไหมครับว่าเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เจอหรอกครับ มันเกิดขึ้นได้กับทุกคนจริงๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรืออายไปเลย การเงินมันก็มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดาของชีวิต
แต่สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำเลยนะครับ คือ "อย่าปล่อยทิ้งไว้" หรือ "อย่าหนีปัญหา" เด็ดขาด! เพราะยิ่งคุณปล่อยไว้นานเท่าไหร่ ปัญหามันก็จะยิ่งพอกพูนจนยากจะแก้ไขขึ้นเท่านั้นครับ เหมือนผายลมในห้องแอร์เล็กๆ แหละครับ ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งเหม็นฟุ้งไปทั้งห้องครับ ฮ่าๆ
สิ่งแรกที่คุณต้องทำเมื่อเริ่มรู้สึกว่า "ไม่ไหวแล้วโว้ยยยย!" คือ "ยอมรับความจริง" ครับ ว่ากำลังมีปัญหา จากนั้นก็ตั้งสติให้ดี แล้วมาดูวิธีแก้ปัญหากันครับ ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ที่เข้าใจง่ายๆ นะครับ
1. ห้ามหนี! ต้องรีบติดต่อเจ้าหนี้ทันที
ใช่ครับ ฟังไม่ผิด! อย่าปิดมือถือ อย่าบล็อกเบอร์ อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ การหลีกเลี่ยงการติดต่อจะทำให้คุณดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาเจ้าหนี้ และทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้นครับ
การที่คุณรีบโทรไปแจ้งปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ มันแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาครับ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่พร้อมจะเจรจาและหาทางออกร่วมกัน ดีกว่าปล่อยให้เรื่องบานปลายจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลทั้งสองฝ่ายครับ
2. ทำความเข้าใจกับ "ทางเลือก" ที่เจ้าหนี้เสนอ
เมื่อคุณติดต่อเจ้าหนี้ไปแล้ว เขาจะมี "ข้อเสนอ" หรือ "ทางเลือก" ให้คุณพิจารณา ซึ่งหลักๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ
ปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) อันนี้คือการเจรจาขอผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ เช่น
ยืดระยะเวลาการผ่อน ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง แต่ระยะเวลาในการผ่อนก็จะยาวขึ้นครับ
ลดดอกเบี้ย อาจจะมีการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยให้ แต่ต้องดูเงื่อนไขดีๆ นะครับ
พักชำระหนี้ชั่วคราว บางกรณีอาจจะขอพักชำระไปก่อนสัก 1-3 เดือน เพื่อให้คุณมีเวลาไปจัดการสภาพคล่อง แต่ดอกเบี้ยอาจจะยังเดินอยู่นะครับ
รีไฟแนนซ์ (Refinancing) คือการขอสินเชื่อก้อนใหม่จากสถาบันการเงินอื่น หรือแม้แต่สถาบันการเงินเดิม เพื่อนำเงินไปโปะหนี้ก้อนเก่า โดยมักจะได้เงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยถูกลง หรือระยะเวลาผ่อนนานขึ้น ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงครับ
3. ทางเลือกอื่นเมื่อไปต่อไม่ไหวจริงๆ
ถ้าเจรจากับเจ้าหนี้แล้ว ยังไงก็ไม่ไหวจริงๆ หรือคุณต้องการตัดภาระออกไปเลย ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ ครับ
ขายทรัพย์สิน (Selling the Asset) ถ้าเป็นรถยนต์หรือบ้าน คุณอาจจะพิจารณาขายทรัพย์สินนั้นไปเพื่อนำเงินมาปิดหนี้ครับ ข้อดีคือคุณสามารถควบคุมราคาขายได้ในระดับหนึ่ง และอาจจะได้เงินส่วนต่างเหลือเก็บไว้ใช้บ้าง ถ้าโชคดีนะครับ
คืนรถ/บ้าน (Voluntary Surrender) ในกรณีรถยนต์ ถ้าคุณไม่สามารถผ่อนต่อได้จริงๆ การคืนรถให้กับไฟแนนซ์โดยสมัครใจก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ เพื่อตัดภาระหนี้ก้อนใหญ่ อย่างน้อยก็ช่วยหยุดดอกเบี้ยที่เดินอยู่ และลดความเสี่ยงจากการโดนฟ้องร้องครับ แต่ก็ต้องรับสภาพเรื่องส่วนต่างหนี้ที่อาจจะต้องจ่ายเพิ่ม และเครดิตบูโรที่เสียไปนะครับ
4. ผลลัพธ์ของการ "ไม่ทำอะไรเลย"
บอกเลยครับว่ามันหนักหนาสาหัสแน่นอน ถ้าคุณเลือกที่จะหนีหรือเฉยเมยต่อปัญหา ผลที่ตามมาก็คือ
ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ คุณจะโดนปรับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น ทำให้ยอดหนี้พุ่งกระฉูด
เครดิตบูโรเสีย ประวัติการเงินจะเสีย ทำให้การกู้ยืมในอนาคตเป็นไปได้ยากมาก หรือต้องเจอเงื่อนไขที่หนักกว่าเดิม
โดนทวงหนี้แบบจริงจัง จากบริษัททวงหนี้ และอาจจะสร้างความอึดอัดใจให้ชีวิตคุณ
โดนฟ้องร้อง อันนี้คือจุดจบที่ไม่อยากให้ใครเจอเลยครับ กระบวนการทางกฎหมายยุ่งยาก เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และถ้าแพ้คดีก็อาจโดนยึดทรัพย์ หรือถูกอายัดเงินเดือนครับ
5. เคล็ดลับป้องกันและจัดการหนี้แบบมือโปร (ไม่ได้โปร แต่กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ)
สำรวจรายรับรายจ่าย รู้ให้ลึกว่าเงินเข้าเท่าไหร่ ออกไปทางไหนบ้าง ทำบัญชีง่ายๆ ก็ได้ครับ จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้
มีเงินสำรองฉุกเฉิน สำคัญมากๆ ครับ อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน จะช่วยคุณได้มากเวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ไม่สร้างหนี้เกินตัว ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนเสมอ อย่าหลงระเริงไปกับโปรโมชั่นหรือความอยากได้ชั่ววูบ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ลองปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงิน หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาหนี้ เช่น คลินิกแก้หนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
เรื่องหนี้สินไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ แต่การจัดการกับมันอย่างชาญฉลาดต่างหากที่น่าชื่นชม ไม่มีใครอยากให้ปัญหาเกิดหรอกครับ แต่เมื่อมันเกิดแล้ว ก็ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้าและหาทางแก้ไขครับ
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ใครมีประสบการณ์ตรง หรือมีข้อแนะนำดีๆ เพิ่มเติม ก็มาแชร์กันได้เลยนะครับ ผมรออ่านอยู่ครับผม
ขอให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตการเงินไปได้ด้วยดีนะครับ เป็นกำลังใจให้เสมอครับ!
ขอบคุณครับ
ส่งค่างวดไม่ไหว? อย่ารอให้โดนฟ้อง! ผมมีทางออกเด็ดๆ มาบอกครับ
เชื่อไหมครับว่าเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เจอหรอกครับ มันเกิดขึ้นได้กับทุกคนจริงๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรืออายไปเลย การเงินมันก็มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดาของชีวิต
แต่สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำเลยนะครับ คือ "อย่าปล่อยทิ้งไว้" หรือ "อย่าหนีปัญหา" เด็ดขาด! เพราะยิ่งคุณปล่อยไว้นานเท่าไหร่ ปัญหามันก็จะยิ่งพอกพูนจนยากจะแก้ไขขึ้นเท่านั้นครับ เหมือนผายลมในห้องแอร์เล็กๆ แหละครับ ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งเหม็นฟุ้งไปทั้งห้องครับ ฮ่าๆ
สิ่งแรกที่คุณต้องทำเมื่อเริ่มรู้สึกว่า "ไม่ไหวแล้วโว้ยยยย!" คือ "ยอมรับความจริง" ครับ ว่ากำลังมีปัญหา จากนั้นก็ตั้งสติให้ดี แล้วมาดูวิธีแก้ปัญหากันครับ ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ที่เข้าใจง่ายๆ นะครับ
1. ห้ามหนี! ต้องรีบติดต่อเจ้าหนี้ทันที
ใช่ครับ ฟังไม่ผิด! อย่าปิดมือถือ อย่าบล็อกเบอร์ อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ การหลีกเลี่ยงการติดต่อจะทำให้คุณดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาเจ้าหนี้ และทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้นครับ
การที่คุณรีบโทรไปแจ้งปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ มันแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาครับ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่พร้อมจะเจรจาและหาทางออกร่วมกัน ดีกว่าปล่อยให้เรื่องบานปลายจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลทั้งสองฝ่ายครับ
2. ทำความเข้าใจกับ "ทางเลือก" ที่เจ้าหนี้เสนอ
เมื่อคุณติดต่อเจ้าหนี้ไปแล้ว เขาจะมี "ข้อเสนอ" หรือ "ทางเลือก" ให้คุณพิจารณา ซึ่งหลักๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ
ปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) อันนี้คือการเจรจาขอผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ เช่น
ยืดระยะเวลาการผ่อน ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง แต่ระยะเวลาในการผ่อนก็จะยาวขึ้นครับ
ลดดอกเบี้ย อาจจะมีการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยให้ แต่ต้องดูเงื่อนไขดีๆ นะครับ
พักชำระหนี้ชั่วคราว บางกรณีอาจจะขอพักชำระไปก่อนสัก 1-3 เดือน เพื่อให้คุณมีเวลาไปจัดการสภาพคล่อง แต่ดอกเบี้ยอาจจะยังเดินอยู่นะครับ
รีไฟแนนซ์ (Refinancing) คือการขอสินเชื่อก้อนใหม่จากสถาบันการเงินอื่น หรือแม้แต่สถาบันการเงินเดิม เพื่อนำเงินไปโปะหนี้ก้อนเก่า โดยมักจะได้เงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยถูกลง หรือระยะเวลาผ่อนนานขึ้น ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงครับ
3. ทางเลือกอื่นเมื่อไปต่อไม่ไหวจริงๆ
ถ้าเจรจากับเจ้าหนี้แล้ว ยังไงก็ไม่ไหวจริงๆ หรือคุณต้องการตัดภาระออกไปเลย ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ ครับ
ขายทรัพย์สิน (Selling the Asset) ถ้าเป็นรถยนต์หรือบ้าน คุณอาจจะพิจารณาขายทรัพย์สินนั้นไปเพื่อนำเงินมาปิดหนี้ครับ ข้อดีคือคุณสามารถควบคุมราคาขายได้ในระดับหนึ่ง และอาจจะได้เงินส่วนต่างเหลือเก็บไว้ใช้บ้าง ถ้าโชคดีนะครับ
คืนรถ/บ้าน (Voluntary Surrender) ในกรณีรถยนต์ ถ้าคุณไม่สามารถผ่อนต่อได้จริงๆ การคืนรถให้กับไฟแนนซ์โดยสมัครใจก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ เพื่อตัดภาระหนี้ก้อนใหญ่ อย่างน้อยก็ช่วยหยุดดอกเบี้ยที่เดินอยู่ และลดความเสี่ยงจากการโดนฟ้องร้องครับ แต่ก็ต้องรับสภาพเรื่องส่วนต่างหนี้ที่อาจจะต้องจ่ายเพิ่ม และเครดิตบูโรที่เสียไปนะครับ
4. ผลลัพธ์ของการ "ไม่ทำอะไรเลย"
บอกเลยครับว่ามันหนักหนาสาหัสแน่นอน ถ้าคุณเลือกที่จะหนีหรือเฉยเมยต่อปัญหา ผลที่ตามมาก็คือ
ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ คุณจะโดนปรับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น ทำให้ยอดหนี้พุ่งกระฉูด
เครดิตบูโรเสีย ประวัติการเงินจะเสีย ทำให้การกู้ยืมในอนาคตเป็นไปได้ยากมาก หรือต้องเจอเงื่อนไขที่หนักกว่าเดิม
โดนทวงหนี้แบบจริงจัง จากบริษัททวงหนี้ และอาจจะสร้างความอึดอัดใจให้ชีวิตคุณ
โดนฟ้องร้อง อันนี้คือจุดจบที่ไม่อยากให้ใครเจอเลยครับ กระบวนการทางกฎหมายยุ่งยาก เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และถ้าแพ้คดีก็อาจโดนยึดทรัพย์ หรือถูกอายัดเงินเดือนครับ
5. เคล็ดลับป้องกันและจัดการหนี้แบบมือโปร (ไม่ได้โปร แต่กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ)
สำรวจรายรับรายจ่าย รู้ให้ลึกว่าเงินเข้าเท่าไหร่ ออกไปทางไหนบ้าง ทำบัญชีง่ายๆ ก็ได้ครับ จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้
มีเงินสำรองฉุกเฉิน สำคัญมากๆ ครับ อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน จะช่วยคุณได้มากเวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ไม่สร้างหนี้เกินตัว ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนเสมอ อย่าหลงระเริงไปกับโปรโมชั่นหรือความอยากได้ชั่ววูบ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ลองปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงิน หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาหนี้ เช่น คลินิกแก้หนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
เรื่องหนี้สินไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ แต่การจัดการกับมันอย่างชาญฉลาดต่างหากที่น่าชื่นชม ไม่มีใครอยากให้ปัญหาเกิดหรอกครับ แต่เมื่อมันเกิดแล้ว ก็ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้าและหาทางแก้ไขครับ
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ใครมีประสบการณ์ตรง หรือมีข้อแนะนำดีๆ เพิ่มเติม ก็มาแชร์กันได้เลยนะครับ ผมรออ่านอยู่ครับผม
ขอให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตการเงินไปได้ด้วยดีนะครับ เป็นกำลังใจให้เสมอครับ!
ขอบคุณครับ