ข่าวดราม่าเรื่องค่ายรถจีนขอชะลอเกณฑ์การผลิตชดเชยออกไป 1 ปี กับการออกมากดดันของฝั่งค่ายญี่ปุ่น มองเผินๆ เหมือนศึกระหว่างสองกลุ่มทุน แต่ถ้ามองให้ลึก นี่คือเกมที่กำลัง
"กัดเซาะอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย" อย่างน่ากลัว
ถ้าเราอยากให้ประเทศไทยยังเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" และมีอุตสาหกรรม EV ที่ผลิตในไทยเพื่อส่งออกได้อย่างยั่งยืนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราต้องเลิกหลงกลคำอ้างของทั้งสองฝั่ง แล้วมองความจริงที่เจ็บปวดดังนี้
1. ฝั่งจีน เบี้ยวสัญญาผลิตชดเชย = ทำลายระบบ Supply Chain ไทย
ค่ายจีนขนรถ CBU นำเข้ามาดัมพ์ราคา กอบโกยสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุนภาษีจากกระเป๋าคนไทยไปมหาศาล สัญญามันชัดเจนแต่แรกว่านำเข้ากี่คัน ต้องผลิตคืนในไทย
การมาอ้างตลาดซบเซาขอชะลอ 1 ปี มันคือการทำธุรกิจแบบไม่มีความรับผิดชอบ ถ้ารัฐบาลยอมผ่อนผัน สิ่งที่เราจะได้คือ "โรงงานทิพย์" หรือโรงงานประกอบหลวมๆ ที่นำเข้าชิ้นส่วนมาขันน็อต 4 ตัวจบ คนไทยจะไม่ได้เทคโนโลยี ไม่ได้สายการผลิตแบตเตอรี่จริง และค่ายรถก็พร้อมม้วนเสื่อกลับบ้านทันทีที่หมดโปรโมชัน
2. ฝั่งญี่ปุ่น เลิกใช้ "ไฮบริด" เป็นโล่บังหน้า แล้วเร่งเดินหน้าผลิต EV100% ในไทยได้แล้ว!
ส่วนฝั่งค่ายญี่ปุ่นที่กำลังตีเนียนทำทรงเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม... รัฐบาลและคนไทยก็อย่าไปหลงเคลิ้มครับ!
จริงอยู่ว่าค่ายญี่ปุ่นฝั่งรากในไทยมานาน แต่สิ่งที่ค่ายญี่ปุ่นกำลังทำอยู่ตอนนี้คือการ
"แทรกแซงนโยบายเพื่อดึงเกมให้โลกหมุนช้าลง" ด้วยการกดดันรัฐบาลให้อุ้มรถไฮบริด (HEV) ออกมาตรการภาษีอุ้ม HEV แล้วพยายามเป่าหูสังคมว่า "คนไทยยังไม่พร้อมสำหรับ EV100% หรอก เอาไฮบริดไปก่อน"
เปิดหน้าชกกันตรงๆ รถไฮบริด (HEV) มันคือเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน (Transition) ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปอยู่ดี! มันไม่ใช่จุดหมายปลายทางของโลก ตลาด export หลักๆ ของไทยในอนาคต เช่น ยุโรป จีน หรือแม้แต่ออสเตรเลีย เขากำลังตั้งกำแพงภาษีและกฎหมายตั้งเป้าเฟสเอาท์เครื่องยนต์สันดาปทั้งหมด
ถ้าค่ายญี่ปุ่นยังกั๊กเทคโนโลยี ไม่ยอมเอาแพลตฟอร์ม
รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จริงๆ มาลงสายการผลิตในไทย มัวแต่ผลิตรถไฮบริดขายในบ้านไปวันๆ พอถึงวันที่ตลาดโลกตัดขาดรถที่มีเครื่องยนต์ สภาพโรงงานในไทยก็ไม่ต่างจากโรงงานผลิตกล้องฟิล์มหรือโทรศัพท์ปุ่มกด...
สุดท้ายไทยจะส่งออกรถไปขายใครไม่ได้เลย
ทางออกเดียวของประเทศไทยเพื่ออนาคตระยะยาว
บังคับใช้เกณฑ์ EV 3.0 กับค่ายจีนอย่างเด็ดขาด
ใครทำไม่ได้ตามสัญญา ปรับย้อนหลัง ยึดเงินอุดหนุนคืน คัดเอาเฉพาะค่ายจีนที่มีเงินหนา มีเทคโนโลยีจริง และพร้อมเปลี่ยนไทยเป็นฐานการส่งออก EV พวงมาลัยขวาให้อยู่รอด
บีบให้ค่ายญี่ปุ่นต้องตั้งสายการผลิต BEV ในไทย
เลิกออกนโยบายเอาใจรถไฮบริดเพื่อต่อลมหายใจให้เครื่องยนต์สันดาป แต่ใช้มาตรการภาษีเป็น "ยาแรง" บังคับให้ค่ายญี่ปุ่นต้องรีโนเวทโรงงานในไทยเพื่อผลิต
รถ EV 100% สู้กับจีนตรงๆ
ปกป้องและดึง Supply Chain ไทยเข้าสู่ยุค EV
รัฐต้องบีบให้ทั้งค่ายจีนและญี่ปุ่นใช้ชิ้นส่วนสำคัญ (แบตเตอรี่, มอเตอร์, Inverter) ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย ไม่ใช่ปล่อยให้นำเข้ามาทั้งยวง
สรุป
ประเทศไทยต้องเลิกทำตัวเป็น "ถังขยะ" หรือ "ตลาดระบายสินค้า" ให้ต่างชาติ ค่ายจีนจะมาหลอกกินเงินอุดหนุนแล้วไม่ผลิตจริง... เราไม่ยอม! ค่ายญี่ปุ่นจะมาดึงเกมให้เราจมอยู่กับเทคโนโลยีไฮบริดตระกูลเก่าเพื่อไม่อยากลงทุนใหม่... เราก็ไม่เอา!
ถ้าเราอยากเห็น EV ไทยเกิดในระยะยาว รัฐบาลต้อง "ใจแข็ง" บังคับให้ทุกค่ายสร้างสายการผลิต EV100% ในไทยเท่านั้น ใครไม่ทำ... ก็เชิญออกไปครับ!
ดราม่าภาษี EV! จีนขอเลื่อนเบี้ยวสัญญา vs ญี่ปุ่นกั๊กเทคโนโลยี... ถ้าไทยยังหลงกล เราจะพังกันหมด!
ถ้าเราอยากให้ประเทศไทยยังเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" และมีอุตสาหกรรม EV ที่ผลิตในไทยเพื่อส่งออกได้อย่างยั่งยืนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราต้องเลิกหลงกลคำอ้างของทั้งสองฝั่ง แล้วมองความจริงที่เจ็บปวดดังนี้
1. ฝั่งจีน เบี้ยวสัญญาผลิตชดเชย = ทำลายระบบ Supply Chain ไทย
ค่ายจีนขนรถ CBU นำเข้ามาดัมพ์ราคา กอบโกยสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุนภาษีจากกระเป๋าคนไทยไปมหาศาล สัญญามันชัดเจนแต่แรกว่านำเข้ากี่คัน ต้องผลิตคืนในไทย
การมาอ้างตลาดซบเซาขอชะลอ 1 ปี มันคือการทำธุรกิจแบบไม่มีความรับผิดชอบ ถ้ารัฐบาลยอมผ่อนผัน สิ่งที่เราจะได้คือ "โรงงานทิพย์" หรือโรงงานประกอบหลวมๆ ที่นำเข้าชิ้นส่วนมาขันน็อต 4 ตัวจบ คนไทยจะไม่ได้เทคโนโลยี ไม่ได้สายการผลิตแบตเตอรี่จริง และค่ายรถก็พร้อมม้วนเสื่อกลับบ้านทันทีที่หมดโปรโมชัน
2. ฝั่งญี่ปุ่น เลิกใช้ "ไฮบริด" เป็นโล่บังหน้า แล้วเร่งเดินหน้าผลิต EV100% ในไทยได้แล้ว!
ส่วนฝั่งค่ายญี่ปุ่นที่กำลังตีเนียนทำทรงเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม... รัฐบาลและคนไทยก็อย่าไปหลงเคลิ้มครับ!
จริงอยู่ว่าค่ายญี่ปุ่นฝั่งรากในไทยมานาน แต่สิ่งที่ค่ายญี่ปุ่นกำลังทำอยู่ตอนนี้คือการ "แทรกแซงนโยบายเพื่อดึงเกมให้โลกหมุนช้าลง" ด้วยการกดดันรัฐบาลให้อุ้มรถไฮบริด (HEV) ออกมาตรการภาษีอุ้ม HEV แล้วพยายามเป่าหูสังคมว่า "คนไทยยังไม่พร้อมสำหรับ EV100% หรอก เอาไฮบริดไปก่อน"
เปิดหน้าชกกันตรงๆ รถไฮบริด (HEV) มันคือเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน (Transition) ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปอยู่ดี! มันไม่ใช่จุดหมายปลายทางของโลก ตลาด export หลักๆ ของไทยในอนาคต เช่น ยุโรป จีน หรือแม้แต่ออสเตรเลีย เขากำลังตั้งกำแพงภาษีและกฎหมายตั้งเป้าเฟสเอาท์เครื่องยนต์สันดาปทั้งหมด
ถ้าค่ายญี่ปุ่นยังกั๊กเทคโนโลยี ไม่ยอมเอาแพลตฟอร์ม รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จริงๆ มาลงสายการผลิตในไทย มัวแต่ผลิตรถไฮบริดขายในบ้านไปวันๆ พอถึงวันที่ตลาดโลกตัดขาดรถที่มีเครื่องยนต์ สภาพโรงงานในไทยก็ไม่ต่างจากโรงงานผลิตกล้องฟิล์มหรือโทรศัพท์ปุ่มกด... สุดท้ายไทยจะส่งออกรถไปขายใครไม่ได้เลย
ทางออกเดียวของประเทศไทยเพื่ออนาคตระยะยาว
บังคับใช้เกณฑ์ EV 3.0 กับค่ายจีนอย่างเด็ดขาด
ใครทำไม่ได้ตามสัญญา ปรับย้อนหลัง ยึดเงินอุดหนุนคืน คัดเอาเฉพาะค่ายจีนที่มีเงินหนา มีเทคโนโลยีจริง และพร้อมเปลี่ยนไทยเป็นฐานการส่งออก EV พวงมาลัยขวาให้อยู่รอด
บีบให้ค่ายญี่ปุ่นต้องตั้งสายการผลิต BEV ในไทย
เลิกออกนโยบายเอาใจรถไฮบริดเพื่อต่อลมหายใจให้เครื่องยนต์สันดาป แต่ใช้มาตรการภาษีเป็น "ยาแรง" บังคับให้ค่ายญี่ปุ่นต้องรีโนเวทโรงงานในไทยเพื่อผลิต รถ EV 100% สู้กับจีนตรงๆ
ปกป้องและดึง Supply Chain ไทยเข้าสู่ยุค EV
รัฐต้องบีบให้ทั้งค่ายจีนและญี่ปุ่นใช้ชิ้นส่วนสำคัญ (แบตเตอรี่, มอเตอร์, Inverter) ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย ไม่ใช่ปล่อยให้นำเข้ามาทั้งยวง
สรุป
ประเทศไทยต้องเลิกทำตัวเป็น "ถังขยะ" หรือ "ตลาดระบายสินค้า" ให้ต่างชาติ ค่ายจีนจะมาหลอกกินเงินอุดหนุนแล้วไม่ผลิตจริง... เราไม่ยอม! ค่ายญี่ปุ่นจะมาดึงเกมให้เราจมอยู่กับเทคโนโลยีไฮบริดตระกูลเก่าเพื่อไม่อยากลงทุนใหม่... เราก็ไม่เอา!
ถ้าเราอยากเห็น EV ไทยเกิดในระยะยาว รัฐบาลต้อง "ใจแข็ง" บังคับให้ทุกค่ายสร้างสายการผลิต EV100% ในไทยเท่านั้น ใครไม่ทำ... ก็เชิญออกไปครับ!