JJNY : สภาผู้บริโภค แนะเช็ก 6 ข้อ│Thumb Rights จัดกิจกรรมทานข้าว│5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล│38 จว.เตือนฝนถล่มหนัก

สภาผู้บริโภค แนะเช็ก 6 ข้อ ก่อนกด ‘ยินยอม’ ใช้ TH-AI Passport
https://www.matichon.co.th/economy/news_5855938
.

.
สภาผู้บริโภค แนะเช็ก 6 ข้อ ข้อมูลเราถูกเอาไปทำอะไรบ้าง ก่อนกด ‘ยินยอม’ ใช้ TH-AI Passport
.
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย และอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ TOR ของโครงการ TH-AI Passport ว่า โครงการนี้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในวงกว้าง ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผ่านระบบรัฐและเลขประจำตัวประชาชน ไปจนถึงข้อมูลพฤติกรรมการใช้ Generative AI การประเมินทักษะ การออกใบรับรองดิจิทัล Log file การใช้ Cloud และการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ AI หลายราย  TH-AI Passport ไม่ได้เก็บแค่ “ชื่อ – บัตรประชาชน” แต่รวมถึงพฤติกรรมใช้ AI
.
ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ คือ TOR ระบุถึงการจัดเก็บและประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน Generative AI ภายในประเทศไทย นั่นหมายความว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาจไม่ได้มีเฉพาะชื่อ นามสกุล หรือข้อมูลที่ใช้ยืนยันสิทธิเท่านั้น แต่ยังอาจครอบคลุมถึงความสนใจ ความรู้ ความสามารถ คำถาม ปัญหา เอกสารที่ส่งเข้าไป และรูปแบบการใช้ AI ของแต่ละคน หากข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกลับมายังบุคคลได้ ก็ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ PDPA
.
โดยเฉพาะระบบ Generative AI ที่ TOR กำหนดให้รองรับทั้งการสนทนา การอัปโหลดไฟล์ การเก็บประวัติสนทนา การสร้าง AI Agent และการสร้างภาพ ยิ่งทำให้ผู้ใช้งานต้องระมัดระวัง เพราะ Prompt และไฟล์ที่เราใส่เข้าไปอาจมีข้อมูลของทั้งตัวเราและบุคคลอื่น เช่น ข้อมูลลูกค้า นักเรียน พนักงาน หรือคู่สัญญา ขณะที่ประวัติการสนทนาอาจสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ การเงิน หรือเรื่องละเอียดอ่อนอื่น ๆ ได้
.
ดังนั้น ก่อนใช้ TH-AI Passport ผู้บริโภคควรตั้งหลักง่าย ๆ ว่า อย่าเพิ่งนำข้อมูลสำคัญ ข้อมูลลับ หรือข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นใส่ใน Prompt หรือ Upload เข้าไปในระบบจนกว่าจะเข้าใจเงื่อนไขการประมวลผลข้อมูลอย่างชัดเจน
.
ก่อนกด “ยินยอม” ต้องรู้ว่ายินยอมเรื่องอะไร
.
อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือ Consent หรือความยินยอม โดย TOR กำหนดให้ขอความยินยอมก่อนจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน
.
อย่างไรก็ตาม ดร.อุดมธิปก ตั้งข้อสังเกตว่า ความยินยอมไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นฐานกฎหมายแบบ “รวมทุกอย่างไว้ในช่องเดียว” เพราะกิจกรรมในโครงการมีหลายประเภท ตั้งแต่การลงทะเบียน ตรวจสอบสิทธิ ยืนยันตัวตน ป้องกันการใช้สิทธิซ้ำ จัดสรรเครดิต AI เก็บ Log ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้ในกิจกรรมอื่น ซึ่งแต่ละกิจกรรมอาจมีฐานทางกฎหมายแตกต่างกัน
.
สิ่งที่ผู้สมัครควรได้รับก่อนตัดสินใจจึงไม่ใช่เพียงหน้าจอให้กด “ยอมรับ” แต่ต้องมี Privacy Notice ที่อ่านเข้าใจได้และบอกอย่างชัดเจนว่า เก็บข้อมูลอะไร เก็บเพื่ออะไร ใช้ฐานกฎหมายใด ส่งต่อให้ใคร เก็บไว้นานเท่าไร มีการส่งออกต่างประเทศหรือไม่ และผู้ใช้มีสิทธิอย่างไร
.
นอกจากนี้ รัฐบาลเคยชี้แจงว่า ข้อมูล User และ Prompt จะจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทย ผู้ให้บริการ AI ไม่สามารถนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ Gen AI ต่อ และการ Verify ID มีไว้เพื่อยืนยันสิทธิของคนไทย โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของโมเดล AI
.
ในมุมการคุ้มครองผู้บริโภค นี่ถือเป็นหลักการสำคัญ แต่ยังมีรายละเอียดที่ควรเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบได้ เพราะ Generative AI อาจเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการหลายราย การที่ฐานข้อมูลตั้งอยู่ในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศไทย
.
ระบบวิเคราะห์ “พฤติกรรมรายบุคคล” ต้องโปร่งใส
.
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ TOR กำหนดให้ระบบสามารถประเมินการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ ภัยคุกคาม และความเสี่ยง ตลอดจนวิเคราะห์พฤติกรรมและแนวโน้มการใช้งานในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งแตกต่างจากการเก็บเพียงสถิติว่า “มีผู้ใช้ AI กี่คน” ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีคำตอบที่ชัดเจนว่า จำเป็นต้องวิเคราะห์ผู้ใช้ในระดับบุคคลมากน้อยเพียงใด ใครสามารถเห็นข้อมูลบน Dashboard และหากระบบประเมินว่าผู้ใช้มีความเสี่ยงจนถูกระงับสิทธิ ผู้บริโภคจะสามารถตรวจสอบ คัดค้าน หรือขอแก้ไขข้อมูลได้อย่างไร
.
ด้วยเหตุนี้ ดร.อุดมธิปกจึงเสนอให้โครงการจัดทำ DPIA หรือการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ AI Risk Assessment ก่อนเปิดระบบจริง เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้ AI กับประชาชนจำนวนมากและมีการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน
.
การสมัคร TH-AI Passport ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ยกสิทธิในข้อมูลส่วนตัวให้โครงการทั้งหมด เพราะภายใต้ PDPA เจ้าของข้อมูลยังมีสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับทราบข้อมูล การเข้าถึงและขอสำเนา การแก้ไข การคัดค้าน การขอระงับการใช้ การถอนความยินยอม รวมถึงสิทธิร้องเรียน” ดร.อุดมธิปกกล่าว
.
เช็ก 6 เรื่อง ก่อนสมัคร TH-AI Passport
.
สำหรับผู้บริโภค วิธีง่ายที่สุดก่อนกดสมัครหรือกดยินยอม คืออ่าน Privacy Notice และหาคำตอบให้ได้อย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่
.
1. เก็บข้อมูลอะไรจากเรา
2. Prompt–ไฟล์–Chat History ถูกเก็บหรือวิเคราะห์หรือไม่
3. ข้อมูลถูกส่งให้หน่วยงานหรือบริษัทใดบ้าง
4. มีข้อมูลส่วนใดถูกประมวลผลหรือเข้าถึงจากต่างประเทศหรือไม่
5. ข้อมูลแต่ละประเภทเก็บไว้นานเท่าไร
6. หากต้องการเข้าถึง แก้ไข ถอนความยินยอม หรือลบข้อมูล ต้องดำเนินการผ่านช่องทางใด
.
และระหว่างใช้งาน ควรถือหลัก “คิดก่อน Prompt – เช็กก่อน Upload” หลีกเลี่ยงการใส่เลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน ข้อมูลสุขภาพ เอกสารลับขององค์กร หรือข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นลงใน AI หากไม่จำเป็น เพราะแม้ระบบจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัย ข้อมูลที่ไม่ถูกนำเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้นย่อมลดความเสี่ยงได้มากที่สุด
.
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการโดยตรง จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเอกสารหรือกลไกเหล่านี้ได้ถูกจัดทำเพิ่มเติมแล้วหรือไม่ หากภาครัฐดำเนินการไว้แล้ว ควรเปิดเผยและชี้แจงต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนประชาชนเข้าใช้ระบบ
.
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของ TH-AI Passport อาจไม่ใช่เพียง “รัฐจะทำให้คนไทยใช้ AI ได้มากขึ้นอย่างไร” แต่ต้องตอบให้ได้พร้อมกันว่า คนไทยจะใช้ AI โดยยังมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะไม่ถูกติดตาม วิเคราะห์ ส่งต่อ หรือนำกลับไปใช้เกินกว่าวัตถุประสงค์ที่รับรู้และยอมรับ” ดร.อุดมธิปก กล่าว
.
https://www.facebook.com/tccthailand/posts/1045214161443643
.

.
Thumb Rights จัดกิจกรรม “ชวนทานข้าวเล่าเรื่อง ถึงเพื่อนในเรือนจำ”
.
“ชวนทานข้าว เล่าเรื่องถึงเพื่อนในเรือนจำ” ส่งกำลังใจ “นัท-ธีรเมธ”–“โด่ง-ประสงค์” จำเลย ม.112 ก่อนฟังคำพิพากษา พร้อมเป่าเค้กวันเกิดเพื่อนในเรือนจำ–รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 3 เดือน
.
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2569 เวลา 17.00 - 19.20 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กลุ่ม Thumb Rights จัดกิจกรรม “ชวนทานข้าวเล่าเรื่อง ถึงเพื่อนในเรือนจำ” ชวนประชาชนมาร่วมรับประทานอาหารเย็นหน้าเรือนจำ เสมือนการมาเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 52 คน พร้อมให้กำลังใจ “นัท” ธีรเมธ และ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ผู้ที่กำลังจะฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
.
ภายในงานมีวงสนทนา “หยุดขัง ไม่หยุดยืน!” พูดคุยเกี่ยวกับกิจกรรมยืนหยุดขัง สถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมือง และสถานการณ์คดีทางการเมืองในปัจจุบัน โดยมี “ซี” จันทนา อดีตผู้ต้องขังทางการเมืองและนักเคลื่อนไหว, “ป้ามล” ประชาชนผู้ร่วมยืนหยุดขัง และ “ทนายแจม” ศศินันท์ สส.พรรคประชาชน ร่วมพูดคุย
.
จากนั้นเป็นวงสนทนากับ “นัท” ธีรเมธ และ "โด่ง" ประสงค์ โคตรสงคราม จำเลยในคดี ม.112 สองคนที่กำลังจะมีนัดฟังคำพิพากษาในเดือนนี้
.
“โด่ง” ประสงค์ ระบุว่า คดีความค่อย ๆ ส่งผลเราทีละนิด เหมือนว่าเราไม่ได้นอนเต็มอิ่มมา 6 ปีแล้วตลอดระยะเวลาที่ถูกดำเนินคดี พูดกับคนอื่นน้อยลง ไว้วางใจคนอื่นน้อยลง ตนมีความกังวลเรื่องสภาพจิตใจ และเป็นห่วงอนาคตของตนเอง
.
ด้าน “นัท” ธีรเมธ ระบุว่า ตนถูกฟ้องคดีที่พัทลุง วันไหนที่ต้องไปศาลก็จะไม่ได้เงินจากการทำงาน ต้องใช้เวลาเดินทางไปศาลราว 16 ชั่วโมง จึงต้องใช้เวลาเดินทางนานพอสมควรในการไปศาล หากถูกคุมขัง ตนมีความกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ต่างจังหวัด เพราะโดยปกติตนจะส่งเงินให้ครอบครัวทุกเดือน
.
- “นัท” ธีรเมธ มีนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง ถูกดำเนินคดี ม.112 จากการโพสต์บน TikTok
- “โด่ง” ประสงค์ มีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ถูกดำเนินคดี ม.112 จากการแชร์โพสต์ของเพจเยาวชนปลดแอก
.
ช่วงท้ายของกิจกรรม มีการจุดเทียนและถ่ายรูปร่วมกันบริเวณหน้าป้ายเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมร้องเพลงและเป่าเค้กวันเกิดให้เพื่อนในเรือนจำ ที่เกิดในเดือนสิงหาคม เช่น อานนท์ นำภา, “ไผ่” จตุภัทร์, “แอมป์” ณวรรษ, “ก้อง” อุกฤษฎ์ และอีกหลายคน โดยกล่าวพร้อมกันว่า “ปล่อยเพื่อนเรา” และ “ปล่อยนักโทษการเมือง
.
จากนั้นมีการจุดเทียนรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร ในโอกาสครบรอบ 2 ปี 3 เดือนของการเสียชีวิต หลังเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ระหว่างถูกคุมขังในคดี ม.112 จากการทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ และต่อมาคดีถูกยกฟ้อง
.
ทั้งนี้ ภายในงานมีการแจกอาหาร เช่น มักกะโรนีและไก่ทอด ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีดนตรีจาก “อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์” และชาวยืนหยุดขังให้ร่วมฟังตลอดกิจกรรม
.

.
5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์
.
5 ชาติตะวันตกออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอิสราเอลที่เปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วยในพื้นที่สำคัญของเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งจะกระทบต่อการตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างใหญ่หลวง
.
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และแคนาดา ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามอิสราเอลอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลอิสราเอลเปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วย ในเขต “ตะวันออก 1” (E1) ของเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกแผนดังกล่าวทันที
.
โครงการก่อสร้างในพื้นที่ E1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 12 ตารางกิโลเมตรระหว่างเยรูซาเล็มตะวันออกและนิคม มาเล อาดูมิม (Maale Adumim) จะส่งผลให้เวสต์แบงก์ถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วน (เหนือและใต้) และแยกเยรูซาเล็มตะวันออกจากพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งหลายฝ่ายเตือนว่าจะทำลายโอกาสในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เชื่อมติดกันอย่างสิ้นเชิง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่