ทำไมรัฐไทยกล้าปฏิเสธ ทุนเมกัน แต่ .. ยังโอบอุ้ม ทุนเทา ทุนจีน
ทุนเทา ทุนจีน เต็มบ้านเมือง ไร้การควบคุม การเข้ามาในรูปแบบ บ.นอมินี ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีอำนาจสั่งการคนเดียว
เมื่อมองภาพทั้งหมด จะเห็นว่าไทยไม่ได้เดินสวนทางกับ SpaceX หรือเทคโนโลยีดาวเทียมต่างชาติ
ตรงกันข้าม ไทยกำลังพยายามสร้างกติกาเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาได้
แต่..ต้องเข้ามาภายใต้เงื่อนไขที่รัฐยังควบคุมได้
ผ่าปมไทยไม่ให้ ‘Starlink’ ถือหุ้น 100% บอร์ดอวกาศฯ หวั่นนอมินีครอบงำธุรกิจ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้กรณี Starlink ของ SpaceX กลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยอีกครั้ง ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐาน "Space Economy" เพื่อเปิดทางดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการ และเตรียมปรับกฎหมายอวกาศให้ทันเทคโนโลยี
แต่ในอีกด้านหนึ่งไทยยังยืนยันชัดว่า ไม่เปิดทางให้ SpaceX ถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคมดาวเทียมของไทย 100% เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องการลงทุน หากแต่โยงถึง “อธิปไตย ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ หรือ บอร์ดอวกาศ ครั้งแรก โดยได้เดินหน้าวางกรอบใหม่สำหรับกิจการอวกาศไทย โดยเฉพาะการจัดทำ ร่างนโยบาย Landing Rights สำหรับพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการในประเทศ
สาระสำคัญจึงอยู่ที่คำถามว่า ไทยจะ “เปิด” อวกาศให้ต่างชาติเข้ามาได้แค่ไหน และจะเปิดอย่างไรโดยไม่เสียอำนาจกำกับดูแลของประเทศ
ทำไมไทยถึงไม่ให้ SpaceX ถือ 100%
หากพิจารณาแล้วข้อขัดแย้งเรื่อง SpaceX ต้องการถือหุ้น 100% ในการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และรัฐบาลไทยก็แสดงจุดยืนไว้ชัดเจนแล้วว่า หากเป็นการประกอบกิจการในไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกติกาของไทย
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2569 จึงไม่ใช่ “ดีลใหม่ที่เพิ่งล่ม” แต่เป็นการนำประเด็นเดิมกลับมาเล่าใหม่ หรือเรียกได้ว่าเป็น ดราม่า Starlink รีรัน ที่แก่นของปัญหายังอยู่ที่เดิม คือ SpaceX ต้องการสิทธิบริหาร 100% ขณะที่ไทยไม่สามารถเปิดทางให้ได้ตามเงื่อนไขที่เสนอ
กิจการดาวเทียมคือความมั่นคงของชาติ
ย้อนกลับไปวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ให้การต้อนรับผู้บริหาร SpaceX เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ รวมถึงการสนับสนุนนโยบายกิจการอวกาศของประเทศไทย และมีการแนะนำบริการเครือข่ายดาวเทียม Starlink
หลังจากนั้นปมสำคัญก็ถูกเปิดออก เพราะตัวนายไชยชนก เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า การหารือกับ SpaceX ก็เพราะบริษัทต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีเงื่อนไขคือการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะจัดตั้งบริษัทเองและถือหุ้น 100% ไม่ร่วมกับบริษัทไทย หากรัฐบาลไทยไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้ ก็ไม่ขอเข้ามาลงทุน
จุดยืนของรัฐบาลไทยในเวลานั้นชัดเจนว่า ไม่สามารถรับข้อเสนอดังกล่าวได้ โดยให้เหตุผลทั้งเรื่องกฎหมายและความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกิจการเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
ไม่ใช่เพราะไทยไม่เอาเทคโนโลยีดาวเทียม ไม่ใช่เพราะไทยไม่ต้องการ SpaceX และไม่ใช่เพราะรัฐบาลไทยปิดประเทศ แต่เพราะข้อเสนอที่นำมาวางบนโต๊ะคือ 100% Foreign Ownership ซึ่งเป็นจุดที่ไทยไม่สามารถตอบตกลงได้ตามกรอบที่กำหนดไว้
เปิดให้บริการไม่เท่ากับเปิดกิจการ
ประเด็นนี้ไม่ใช่การปิดประเทศหรือปฏิเสธเทคโนโลยี Starlink แต่เป็นการแยกระหว่าง “เปิดให้บริการ” กับ “เปิดให้ถือครองกิจการทั้งหมด”
ก่อนหน้านี้ นายไชยชนก เปิดเผยว่า SpaceX ต้องการจัดตั้งกิจการในไทยในรูปแบบที่ต่างชาติถือหุ้น 100% โดยบริษัทมองว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อจำเป็นต่อการเข้ามาลงทุน แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่สามารถรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ หากกิจการนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและความมั่นคงดิจิทัลของประเทศ
เหตุผลสำคัญคือ กิจการโทรคมนาคมไม่ได้ถูกมองเป็นธุรกิจทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศต้องสามารถกำกับดูแลได้ ขณะที่กฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นของต่างชาติในกิจการที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ โดยหลักของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามประเภทกิจการ และหากเป็นกิจการที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นด้วย
ที่สำคัญ รัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกิดการใช้ “นอมินี” เพื่อหลบข้อจำกัดดังกล่าว โดยตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการหลังจัดตั้งบริษัท เพื่ออุดช่องโหว่การใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางให้ต่างชาติ
ยิ่ง Starlink ใช้ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ซึ่งสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่กว้างโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโครงข่ายภาคพื้นดินแบบเดิม ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องอินเทอร์เน็ต แต่ยังเชื่อมโยงกับความมั่นคง การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน และการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ
ประเด็นนี้ถูกย้ำอีกครั้งในการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยนางกิริดา เภาพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุเมื่อ 5 สิงหาคม 2569 ว่า ไทยยังไม่ต้องการให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามาตั้งกิจการโทรคมนาคมดาวเทียมวงโคจรต่ำแบบถือหุ้นทั้งหมด โดยมองว่าเป็นเรื่อง “อธิปไตย” และประเด็นนี้จะถูกหยิบขึ้นหารือในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ รอบถัดไปช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
เปิดรับดาวเทียมต่างชาติ แต่ต้องมีเงื่อนไข
ท่าทีของไทยจึงไม่ได้หมายถึงการปิดประตู Starlink เพราะในวันเดียวกับที่รัฐบาลยืนยันกรอบการถือหุ้น คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติก็กำลังเดินหน้า Landing Rights เพื่อเปิดทางให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการในไทย ภายใต้กติกาของประเทศ
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ บอร์ด กสทช. ที่ก่อนหน้านี้ได้เสนอให้ปรับระบบการอนุญาตจากรูปแบบเดิมที่มีลักษณะ Exclusive ไปสู่การแยกใบอนุญาตเป็น 3 ส่วน ได้แก่
Landing Right
Gateway
Satellite Services
โดยกรอบการออกใบอนุญาตใหม่นี้ยังมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาสมดุลการแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีทางเลือกเข้าถึงบริการสื่อสารคุณภาพสูง ขณะเดียวกันต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ
รัฐขอ “ส่วนแบ่งจากวงโคจร” คืนสู่สาธารณะ
อีกประเด็นสำคัญจากการประชุมบอร์ดอวกาศคือ การบริหารจัดการช่องสัญญาณดาวเทียมสื่อสารที่รัฐจะได้รับจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม โดยนำมาใช้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับ ภารกิจของรัฐและบริการสาธารณะ หรือ State Use and Public Services
แนวคิดนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองวงโคจรและทรัพยากรอวกาศเป็นเพียงพื้นที่ทำธุรกิจ แต่ต้องการให้ผลประโยชน์บางส่วนย้อนกลับมาสู่ประชาชน ทั้งในงานบริการสาธารณะ ภารกิจภาครัฐ และด้านความมั่นคง
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการกำหนดกติกาสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ให้บริการดาวเทียมขนาดใหญ่ จึงมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจว่าจะ “ให้เข้าหรือไม่ให้เข้า”
จาก Starlink สู่ New Space Economy
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมบอร์ดอวกาศของไทยกำลังขยับยุทธศาสตร์อวกาศในวงกว้างกว่าการนำอินเทอร์เน็ตดาวเทียมเข้ามาให้บริการ โดยคณะกรรมการฯ วาง 3 แกนหลัก ได้แก่
เศรษฐกิจอวกาศ - เน้นการสร้างระบบนิเวศที่เปิดให้เกิดการแข่งขันและการลงทุน
ความมั่นคง - เร่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังและบริหารจัดการจราจรทางอวกาศ หรือ Space Traffic Management เพื่อรับมือภัยคุกคามทั้งดิจิทัล ไซเบอร์ และห้วงอวกาศ
เทคโนโลยี - เตรียมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสำรวจโลก ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Thailand Spaceport และนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้กับภาคเกษตร การจัดการภัยพิบัติ และการติดตามมลพิษ PM2.5 รวมถึงเร่งพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมอวกาศ
ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเร่งจัดทำและทบทวน ร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ และร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ.2566–2580 ให้ทันบริบทใหม่ ทั้งเทคโนโลยี การลงทุน มูลค่าทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง
โจทย์จริงจึงไม่ใช่ เอา Starlink หรือไม่
เมื่อมองภาพทั้งหมด จะเห็นว่าไทยไม่ได้เดินสวนทางกับ SpaceX หรือเทคโนโลยีดาวเทียมต่างชาติ ตรงกันข้าม ไทยกำลังพยายามสร้างกติกาเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาได้ แต่ต้องเข้ามาภายใต้เงื่อนไขที่รัฐยังควบคุมได้
เพราะหากยอมให้ SpaceX ถือหุ้น 100% ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคมดาวเทียมวงโคจรต่ำ นั่นอาจหมายถึงการเปิดทางให้บริษัทต่างชาติรายเดียวมีอำนาจทางธุรกิจสูงในโครงสร้างพื้นฐานที่มีนัยต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ
ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องระวังอีกด้าน คือ หากกฎเข้มจนเกินไป ประเทศอาจเสียโอกาสจากเทคโนโลยีและเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่ New Space Economy
ดังนั้น สมการของไทยจึงไม่ใช่ Starlink หรือไม่ Starlinkแต่คือ จะเปิด Space Economy อย่างไร โดยไม่ยกอำนาจกำกับอวกาศของประเทศให้ใครทั้งหมด
By ปานฉัตร สินสุข
ผ่าปมไทยไม่ให้ Starlink
ทำไมรัฐไทยกล้าปฏิเสธ ทุนเมกัน แต่ .. ยังโอบอุ้ม ทุนเทา ทุนจีน
ทุนเทา ทุนจีน เต็มบ้านเมือง ไร้การควบคุม การเข้ามาในรูปแบบ บ.นอมินี ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีอำนาจสั่งการคนเดียว
เมื่อมองภาพทั้งหมด จะเห็นว่าไทยไม่ได้เดินสวนทางกับ SpaceX หรือเทคโนโลยีดาวเทียมต่างชาติ
ตรงกันข้าม ไทยกำลังพยายามสร้างกติกาเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาได้ แต่..ต้องเข้ามาภายใต้เงื่อนไขที่รัฐยังควบคุมได้
ผ่าปมไทยไม่ให้ ‘Starlink’ ถือหุ้น 100% บอร์ดอวกาศฯ หวั่นนอมินีครอบงำธุรกิจ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
By ปานฉัตร สินสุข
ผ่าปมไทยไม่ให้ Starlink