เคยคิดไหมครับว่าการเดินทางไปหาแฟนในพื้นที่ห่างไกลในสมัยก่อนมีวิธีแบบไหนบ้าง?
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน ในยุคที่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยผืนป่าและเส้นทางทุรกันดาร การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินเท้าจึงเป็นหนึ่งในวิธีการเดินทางที่พบได้บ่อยที่สุด
แต่การเดินลัดป่าฝ่าดงไปยังอีกชุมชนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะการเดินทางเพียงลำพังโดยไม่มีเพื่อนร่วมทาง เพราะระหว่างทางอาจต้องเผชิญกับอันตรายมากมาย ทั้งไข้ป่า โรคมาลาเรีย โจรผู้ร้าย หรือแม้กระทั่งเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ผู้คนในยุคนั้นหวาดกลัว
และเรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งชื่อ “นัท”
นัทเป็นชายหนุ่มจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคอีสาน วันหนึ่งเขามีแผนที่จะเดินทางไปหาแฟนสาวของเขาที่ชื่อ"น้ำเพชร" ซึ่งอาศัยอยู่ที่บางกอกซึ่งมันก็ไกลไม่ใช่เรื่องเล่นเลย
แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา
เพราะก่อนที่เขาจะไปถึงบางกอก เขาจะต้องผ่านผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่ผู้คนต่างเรียกกันว่า “ดงพญาไฟ”
เช้ารุ่งขึ้น นัทตื่นแต่เช้าและเริ่มเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทาง เขาจัดสัมภาระที่จำเป็นใส่กระเป๋า ก่อนจะหยิบปืนลูกซองยาวและมีดพกติดตัวไปด้วย
เขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดงพญาไฟขึ้นชื่อว่าเป็นผืนป่าที่รกทึบและเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งสัตว์ป่าที่อาจพบได้ระหว่างทาง โรคภัยไข้เจ็บ และเรื่องเล่าถึงสิ่งลี้ลับที่ผู้คนต่างหวาดกลัว
นัทสะพายกระเป๋าขึ้นหลัง มองกลับไปยังบ้านของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกเดินทางไปยังบางกอกโดยที่เขาไม่รู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เมื่อเดินทางมาถึงชายป่า นัทก็หยุดเดินและยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขามองเข้าไปในผืนป่าเบื้องหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพงไม้หนาทึบ
เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะรู้ดีว่า นับจากก้าวแรกที่เข้าไปในดงพญาไฟ เขาจะต้องพึ่งพาตัวเองเพียงคนเดียว
ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ และไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของนัทว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับเขาที่นี่... อาจไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำ
ในเวลานั้นเขารู้สึกว่า ชีวิตของตัวเองกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือมีสติให้มากที่สุด พยายามไม่ให้ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจ
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังตัดสินใจก้าวต่อไป เพราะปลายทางของเขาคือบางกอก และคนที่รอเขาอยู่ที่นั่นคือคนรักของเขา
นัทสูดหายใจเข้าลึก ๆ กระชับสัมภาระให้แน่น แล้วก้าวเท้าเข้าไปในดงพญาไฟเพียงลำพัง
นัทเดินลึกเข้าไปในดงพญาไฟเรื่อย ๆ เส้นทางข้างหน้าแทบไม่มีทางเดินที่ชัดเจน เขาต้องใช้มีดและมือคอยถางพุ่มไม้ที่ขึ้นสูงและรกทึบออกไปทีละน้อย
บางจุดเถาวัลย์พันเกี่ยวขาจนต้องค่อยๆแกะออกและต้องลุยดงทากดูดเลือดอีก
ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร ผืนป่าก็ยิ่งดูใหญ่และเงียบสงบมากขึ้นเท่านั้น
ท่ามกลางพงไม้เหล่านั้น
นัทเริ่มสังเกตเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ลำต้นสูงชะลูดจนยอดแทบมองไม่เห็นจากพื้นดิน บางต้นสูงตระหง่านขึ้นไปเหนือเรือนยอดของต้นไม้อื่น
นัทเงยหน้ามองอยู่นานด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ในดงพญาไฟจะมีต้นไม้ที่สูงใหญ่ได้ถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น นัทก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่อยู่บริเวณริมห้วยเป็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้เขาอยู่
เธอมีผมยาวสีดำที่ปล่อยสยายลงมาจนเกือบถึงหัวเข่า
และยืนนิ่งสนิทผิดธรรมชาติ ราวกับไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของนัทเลยแม้แต่น้อย
นัทหยุดเดินและมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“คุณครับ...มาทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
ไม่มีเสียงตอบกลับ
รอบตัวกลับมีเพียงเสียงน้ำในลำห้วยและเสียงใบไม้ที่ไหวตามลม
นัทรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ควรมาอยู่ที่นี่
เขาจึงค่อย ๆ ถอยหลัง ก่อนตัดสินใจหันกลับและรีบเดินออกจากบริเวณนั้นโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองอีก
แต่แล้ว...
หญิงสาวคนนั้นก็ค่อย ๆ หันศีรษะกลับมา
เธอมองตามแผ่นหลังของนัท ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก
จากนั้นเธอก็เริ่มก้าวตามเขาไป
ช้า ๆ...ทีละก้าว
โดยที่นัทยังไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังเดินตามเขาออกมาจากริมห้วยนั้น... ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างที่เขาคิด
ไฟนรก ตอน ลุยดงมรณะไปหาคนรัก
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน ในยุคที่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยผืนป่าและเส้นทางทุรกันดาร การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินเท้าจึงเป็นหนึ่งในวิธีการเดินทางที่พบได้บ่อยที่สุด
แต่การเดินลัดป่าฝ่าดงไปยังอีกชุมชนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะการเดินทางเพียงลำพังโดยไม่มีเพื่อนร่วมทาง เพราะระหว่างทางอาจต้องเผชิญกับอันตรายมากมาย ทั้งไข้ป่า โรคมาลาเรีย โจรผู้ร้าย หรือแม้กระทั่งเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ผู้คนในยุคนั้นหวาดกลัว
และเรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งชื่อ “นัท”
นัทเป็นชายหนุ่มจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคอีสาน วันหนึ่งเขามีแผนที่จะเดินทางไปหาแฟนสาวของเขาที่ชื่อ"น้ำเพชร" ซึ่งอาศัยอยู่ที่บางกอกซึ่งมันก็ไกลไม่ใช่เรื่องเล่นเลย
แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา
เพราะก่อนที่เขาจะไปถึงบางกอก เขาจะต้องผ่านผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่ผู้คนต่างเรียกกันว่า “ดงพญาไฟ”
เช้ารุ่งขึ้น นัทตื่นแต่เช้าและเริ่มเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทาง เขาจัดสัมภาระที่จำเป็นใส่กระเป๋า ก่อนจะหยิบปืนลูกซองยาวและมีดพกติดตัวไปด้วย
เขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดงพญาไฟขึ้นชื่อว่าเป็นผืนป่าที่รกทึบและเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งสัตว์ป่าที่อาจพบได้ระหว่างทาง โรคภัยไข้เจ็บ และเรื่องเล่าถึงสิ่งลี้ลับที่ผู้คนต่างหวาดกลัว
นัทสะพายกระเป๋าขึ้นหลัง มองกลับไปยังบ้านของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกเดินทางไปยังบางกอกโดยที่เขาไม่รู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เมื่อเดินทางมาถึงชายป่า นัทก็หยุดเดินและยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขามองเข้าไปในผืนป่าเบื้องหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพงไม้หนาทึบ
เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะรู้ดีว่า นับจากก้าวแรกที่เข้าไปในดงพญาไฟ เขาจะต้องพึ่งพาตัวเองเพียงคนเดียว
ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ และไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของนัทว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับเขาที่นี่... อาจไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำ
ในเวลานั้นเขารู้สึกว่า ชีวิตของตัวเองกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือมีสติให้มากที่สุด พยายามไม่ให้ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจ
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังตัดสินใจก้าวต่อไป เพราะปลายทางของเขาคือบางกอก และคนที่รอเขาอยู่ที่นั่นคือคนรักของเขา
นัทสูดหายใจเข้าลึก ๆ กระชับสัมภาระให้แน่น แล้วก้าวเท้าเข้าไปในดงพญาไฟเพียงลำพัง
นัทเดินลึกเข้าไปในดงพญาไฟเรื่อย ๆ เส้นทางข้างหน้าแทบไม่มีทางเดินที่ชัดเจน เขาต้องใช้มีดและมือคอยถางพุ่มไม้ที่ขึ้นสูงและรกทึบออกไปทีละน้อย
บางจุดเถาวัลย์พันเกี่ยวขาจนต้องค่อยๆแกะออกและต้องลุยดงทากดูดเลือดอีก
ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร ผืนป่าก็ยิ่งดูใหญ่และเงียบสงบมากขึ้นเท่านั้น
ท่ามกลางพงไม้เหล่านั้น
นัทเริ่มสังเกตเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ลำต้นสูงชะลูดจนยอดแทบมองไม่เห็นจากพื้นดิน บางต้นสูงตระหง่านขึ้นไปเหนือเรือนยอดของต้นไม้อื่น
นัทเงยหน้ามองอยู่นานด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ในดงพญาไฟจะมีต้นไม้ที่สูงใหญ่ได้ถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น นัทก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่อยู่บริเวณริมห้วยเป็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้เขาอยู่
เธอมีผมยาวสีดำที่ปล่อยสยายลงมาจนเกือบถึงหัวเข่า
และยืนนิ่งสนิทผิดธรรมชาติ ราวกับไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของนัทเลยแม้แต่น้อย
นัทหยุดเดินและมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“คุณครับ...มาทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
ไม่มีเสียงตอบกลับ
รอบตัวกลับมีเพียงเสียงน้ำในลำห้วยและเสียงใบไม้ที่ไหวตามลม
นัทรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ควรมาอยู่ที่นี่
เขาจึงค่อย ๆ ถอยหลัง ก่อนตัดสินใจหันกลับและรีบเดินออกจากบริเวณนั้นโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองอีก
แต่แล้ว...
หญิงสาวคนนั้นก็ค่อย ๆ หันศีรษะกลับมา
เธอมองตามแผ่นหลังของนัท ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก
จากนั้นเธอก็เริ่มก้าวตามเขาไป
ช้า ๆ...ทีละก้าว
โดยที่นัทยังไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังเดินตามเขาออกมาจากริมห้วยนั้น... ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างที่เขาคิด