สวัสดีครับ
ผมขออนุญาตมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของครอบครัวผม เพื่อเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวและเป็นข้อมูลสำหรับคนที่อาจกำลังเผชิญกับเรื่องแบบเดียวกันครับ
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับหลานชายของผม ซึ่งตอนนั้นเป็นนักศึกษาวัย 20 ต้น ๆ
หลานผมเติบโตมากับปู่ย่าอยู่ต่างจังหวัดครับ ส่วนผมมีศักดิ์เป็นอา และคอยช่วยดูแลหลานมาตั้งแต่เด็ก ๆ เนื่องจากพ่อแม่ของหลานแยกทางกัน แต่ทั้งสองคนก็ยังคงทำหน้าที่พ่อแม่ คอยส่งเสีย ดูแล โทรหา และมาหาลูกตามโอกาส
พอหลานเรียนจบมัธยมและสอบเข้ามหาวิทยาลัย โชคดีที่เขาได้มาเรียนจังหวัดเดียวกับที่ผมทำงานอยู่พอดี แม้เขาจะอยู่หอพักของตัวเอง แต่เราก็ยังค่อนข้างสนิทกันครับ
ผมเป็นอาที่คอยแนะนำ คอยบ่น คอยสอนเรื่องต่าง ๆ อยู่บ้างตามประสาอา แต่ไม่ได้เข้มงวดอะไรกับเขามากนัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เรื่องที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวก็เกิดขึ้นครับ
ช่วงนั้นหลานมีไข้เป็น ๆ หาย ๆ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย มีแผลในปาก และมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ผมเป็นห่วงเลยพาไปโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าจะเป็นอะไรมาก
คุณหมอตรวจเลือดเบื้องต้นและนัดติดตามอาการ
ต่อมาหลานไปพบคุณหมอตามนัดคนเดียว และวันนั้นคุณหมอแจ้งผลเลือดกับหลาน
หลังจากกลับจากโรงพยาบาล หลานไม่ได้บอกใครในครอบครัวเลยครับ
แต่ผมเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
หลานเงียบลง เก็บตัว ทักไปก็ตอบน้อย พูดน้อยลงมาก และมีข้อความบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วง
ผมจึงโทรคุยกับพี่ชาย ซึ่งเป็นพ่อของหลาน และบอกว่าผมรู้สึกว่าหลานดูแปลก ๆ
จากนั้นผมก็พยายามโทรหาและทักไปคุยกับหลานเรื่อย ๆ
ผมถามว่าเป็นอะไร มีอาการผิดปกติอะไรอีกไหม
หลานบอกว่าไม่มีแล้ว เหลือแค่เหนื่อยง่าย
ตอนแรกผมก็คิดว่าเขาอาจจะเรียนหนักหรือพักผ่อนน้อย
แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ปกติจริง ๆ
หลานบอกผมว่า
“น้องไม่อยากอยู่คนเดียวเลย”
ผมจึงบอกเขาว่า
“งั้นเสาร์นี้อาไปรับมานอนบ้านอานะ”
หลังจากนั้นหลานก็บอกผมว่ามีนัดพบหมอ และถามผมว่า
“อาพาไปหาหมอหน่อยได้ไหม”
ผมตอบไปทันทีว่า ไปๆเดี่ยวอาไปด้วย
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรครับ
แต่ยอมรับว่าก่อนหน้านั้นผมก็เคยคิดขึ้นมาเหมือนกันว่า หรือมันจะเป็นโรคอะไรบางอย่างที่ร้ายแรงหรือเปล่า
ผมเคยเตือนหลานมาตลอดว่าเรื่องเพศสัมพันธ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องระวังให้มาก แต่ในใจก็ยังคิดว่า
“คงไม่ใช่หรอกมั้ง...”
จนถึงวันที่ผมไปรับหลานที่หอเพื่อพาไปโรงพยาบาล
หลานเรียนเสร็จและกลับมาเก็บของเพื่อจะไปนอนบ้านผมตามที่คุยกันไว้
ผมเคาะประตูห้องแล้วถามว่า
“เสร็จหรือยัง”
เสียงหลานตอบกลับมาว่า
“อาเข้ามาก่อน ไม่ได้ล็อก”
ผมเปิดประตูเข้าไป
ภาพที่เห็นคือหลานนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียงในชุดนักศึกษา
ผมเดินเข้าไปหาแล้วกอดเขา พร้อมถามว่า
“เป็นอะไร”
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมไม่คิดว่าจะลืมได้เลยครับ
หลานปล่อยโฮออกมา ร้องไห้อย่างหนัก กอดผม แล้วพูดว่า
“น้องขอโทษ... น้องไม่อยากให้ที่บ้านผิดหวัง”
ตอนนั้นผมเองก็ร้องไห้ครับ
เรากอดกันและร้องไห้ไปด้วยกัน
ผมบอกหลานว่า
“ไม่เป็นไร จะเป็นอะไรก็ต้องรักษา ไม่เป็นไร อาก็อยู่กับเรานี่แหละ”
ตอนนั้นสติหลุดกันทั้งอาทั้งหลานครับ
ร้องไห้กันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะพยายามดึงสติกลับมา เก็บของ แล้วพากันไปโรงพยาบาลตามนัด
และที่โรงพยาบาลวันนั้นเอง ผมก็ได้รู้ถึงสิ่งที่เกืดขึ้นกับหลานผม
คุณพยาบาลเรียกผมเข้าไปคุย และแจ้งว่าจะให้หลานเริ่มยาต้านไวรัส พร้อมพบคุณหมอเพื่ออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ
ตอนนั้นผมพยายามตั้งสติและกลั้นน้ำตามากที่สุด เพราะผมไม่อยากให้หลานเห็นว่าผมเสียใจจนเขายิ่งเครียด
แต่พอเดินออกจากตรงนั้น ผมรีบเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
มันเหมือนฟ้าถล่มจริง ๆ ครับ
ผมรู้สึกทั้งตกใจ เสียใจ และเป็นห่วงหลานมาก
แต่ผมก็รีบตั้งสติ เพราะรู้ว่าตอนนี้หลานต้องการให้ผมอยู่ข้าง ๆ มากกว่าการที่ผมจะจมอยู่กับความเสียใจของตัวเอง
จากนั้นเราได้เข้าพบคุณหมอด้วยกัน
คุณหมออธิบายทุกอย่างให้ฟังอย่างใจเย็นมากครับ ทั้งเรื่อง HIV การรักษา การดูแลตัวเอง และการใช้ชีวิตต่อไป
เราคุยกับคุณหมออยู่พักใหญ่
หลังจากคุยจบ ผมกับหลานรู้สึกเหมือนปลดล็อกไปพร้อมกัน
สิ่งที่เคยกลัวและจินตนาการเอาไว้ในหัว พอได้ฟังจากคุณหมอจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันมีแนวทางในการรักษาและดูแลตัวเองอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ผลเลือดของหลานยังพบซิฟิลิสร่วมด้วย คุณหมอก็อธิบายแนวทางการรักษาและนัดหมายตามขั้นตอน
หลังจากรับยาและทำทุกอย่างตามที่โรงพยาบาลแนะนำแล้ว ผมก็พาหลานกลับบ้าน
ระหว่างทางผมแวะกินข้าวกับหลาน และเราก็เปิดใจคุยกัน
ผมบอกเขาว่า
“อะไรที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยมันทิ้งไปให้หมด เริ่มต้นใหม่ ไม่ต้องโทษใคร ไม่ต้องสงสัยว่าติดมาจากไหน ให้มันจบไปเลย”
ผมบอกหลานอีกว่า
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ต้องรักตัวเองให้มากขึ้น ดูแลตัวเอง กินยาตามที่หมอสั่งให้ตรงเวลา และไปพบหมอตามนัดทุกครั้ง”
ส่วนเรื่องพ่อกับแม่ ผมบอกเขาว่า “เดี๋ยวอาคุยเอง”
หลานบอกผมว่าเขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก โล่งขึ้นเยอะ หลังจากที่เครียดมานาน
แล้วหลานก็บอกผมว่า ก่อนหน้านี้เขาแทบกินข้าวไม่ได้เลย
ผมได้ยินแล้วดีใจมากครับ
อย่างน้อยหลังจากวันที่หนักที่สุดวันนั้น เขาก็เริ่มกลับมากินข้าวได้ เริ่มพูดคุย และเริ่มมองไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
ช่วงเย็นวันนั้น ผมตัดสินใจคุยเรื่องนี้กับครอบครัว
ผมโทรคุยกับพ่อแม่ของหลาน รวมถึงปู่ย่าที่เลี้ยงหลานมาตั้งแต่เด็ก และเปิดใจเล่าทุกอย่างให้ฟัง
ครั้งแรกที่ทุกคนได้รู้ ต่างคนต่างร้องไห้ครับ
มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมเจอตอนอยู่ในห้องของหลาน
แต่หลังจากร้องไห้กันแล้ว เราก็พยายามดึงสติกันกลับมา แล้วพูดกันว่า “ร้องไห้ครั้งนี้ให้เป็นครั้งสุดท้ายของเรื่องนี้ ต่อไปเราต้องอยู่ให้กำลังใจกัน”
ทุกคนค่อย ๆ เปิดใจและปรับความเข้าใจกัน พ่อแม่ของหลานก็โทรคุยกับลูกอย่างเปิดใจ
ส่วนทุกคนในครอบครัวก็บอกกันว่า ต่อจากนี้เราจะหาข้อมูลเกี่ยวกับ HIV ให้มากขึ้น จะได้เข้าใจโรคและการรักษาจริง ๆ แทนที่จะกลัวจากสิ่งที่เราเคยได้ยินมา
สิ่งที่ทำให้ผมโล่งใจที่สุดกลับเป็นคำพูดของปู่ย่าของหลานครับ
ปู่ย่าบอกว่า
“เป็นอะไร หมอเขาก็บอกอยู่นี่ ให้กินยา มันไม่ได้น่ากลัว หลานเราไม่คิดสั้นก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ผมได้ยินแล้วร้องไห้เลยครับ
เพราะผมรู้ว่าปู่ย่ารักหลานมาก และสำหรับคนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนั้นคงไม่ใช่ว่าหลานป่วยเป็นอะไร
แต่คือ หลานยังอยู่ และยังมีโอกาสรักษาและใช้ชีวิตต่อไปได้
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทุกอย่างดีขึ้นมากครับ
หลานผมกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น และกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
เขาก็ยังใช้ชีวิตตามประสาวัยรุ่นทั่วไปครับ มีออกไปเที่ยวบ้าง ใช้ชีวิตมีความสุขกับเพื่อน ๆ และทำในสิ่งที่วัยของเขาควรจะได้ทำ
แต่สิ่งที่ผมดีใจคือ ถึงแม้จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เขาก็ไม่ได้ลืมที่จะดูแลตัวเอง และยังไม่หลุดโฟกัสเรื่องการรักษาและสุขภาพของตัวเอง
สำหรับผม แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วครับ.
จากวันที่เคยนั่งร้องไห้ กอดกันอยู่ในห้องวันนั้น วันนี้ผมได้เห็นหลานกลับมายิ้ม กลับมากินข้าว ใช้ชีวิต และมีความสุขได้อีกครั้ง
ส่วนทุกคนในครอบครัวก็สบายใจขึ้นมากครับ
จากวันที่ทุกคนเคยร้องไห้และกลัวไปพร้อม ๆ กัน วันนี้เรากลับมาใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ พูดคุยกัน กินข้าวด้วยกัน และมีความสุขด้วยกันเหมือนเดิม
เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ครอบครัวเราแตกแยกหรือมองหลานเปลี่ยนไปเลยครับ
ตรงกันข้าม มันทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น และทำให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับใครในครอบครัว อย่างน้อยเรายังมีครอบครัวที่พร้อมจะอยู่ข้างกันครับ
สำหรับผม เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่โรค แต่เป็นความกลัวที่อยู่ในใจของคนที่เพิ่งได้รับรู้ผล
ในวันที่หลานรู้ผล เขาคิดว่าตัวเองทำให้ครอบครัวผิดหวัง
แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือการที่ทุกคนบอกว่า
“ไม่เป็นไร เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
ผมรักหลานคนนี้มากครับ เพราะผมเลี้ยงและดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ถึงช่วงหนึ่งเขาอาจไม่ได้อยู่ในการดูแลของผมตลอดเวลา แต่ความผูกพันมันยังอยู่เหมือนเดิม
ผมคิดว่าประสบการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขา
จากนี้ไปผมหวังว่าเขาจะรักตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
จนถึงวันนี้ เวลาผมนึกถึงภาพวันที่เดินเข้าไปในห้องแล้วเห็นหลานนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียง ผมก็ยังรู้สึกจุกในใจอยู่ครับ
ภาพที่เรากอดกัน ร้องไห้ และหลานพูดว่า
“น้องขอโทษ... น้องไม่อยากให้ที่บ้านผิดหวัง”
ผมยังจำได้ตลอด
แต่วันนี้ผมไม่ได้อยากให้ใครอ่านเรื่องนี้แล้วสงสารหลานครับ
ผมอยากให้คนที่กำลังเจอเรื่องแบบเดียวกันได้รู้ว่า
ชีวิตไม่ได้จบลงในวันที่เรารู้ผล
วันนั้นอาจเป็นวันที่เรากลัวที่สุด แต่ก็สามารถเป็นวันแรกของการเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างจริงจังได้เหมือนกัน
และถ้าคุณกำลังเป็นคนที่เพิ่งรู้ผล หรือกำลังเป็นครอบครัวของคนที่เพิ่งรู้ผล ผมอยากฝากไว้เพียงว่า
อย่าเพิ่งตัดสินอนาคตของตัวเองจากวันที่เลวร้ายที่สุดเพียงวันเดียว
ตั้งสติ เข้ารับการรักษา หาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และถ้ามีคนที่คุณรักอยู่ข้าง ๆ
อย่ากลัวที่จะให้เขากอดคุณครับ
บางครั้งคำว่า
“ไม่เป็นไรนะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
อาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในวันที่ใครคนหนึ่งกำลังกลัวที่สุด
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ
ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้กับเรื่องนี้นะครับ ❤️
ประสบการณ์ของอาคนหนึ่ง ในวันที่หลานชายรู้ว่าตัวเองติด HIV
ผมขออนุญาตมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของครอบครัวผม เพื่อเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวและเป็นข้อมูลสำหรับคนที่อาจกำลังเผชิญกับเรื่องแบบเดียวกันครับ
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับหลานชายของผม ซึ่งตอนนั้นเป็นนักศึกษาวัย 20 ต้น ๆ
หลานผมเติบโตมากับปู่ย่าอยู่ต่างจังหวัดครับ ส่วนผมมีศักดิ์เป็นอา และคอยช่วยดูแลหลานมาตั้งแต่เด็ก ๆ เนื่องจากพ่อแม่ของหลานแยกทางกัน แต่ทั้งสองคนก็ยังคงทำหน้าที่พ่อแม่ คอยส่งเสีย ดูแล โทรหา และมาหาลูกตามโอกาส
พอหลานเรียนจบมัธยมและสอบเข้ามหาวิทยาลัย โชคดีที่เขาได้มาเรียนจังหวัดเดียวกับที่ผมทำงานอยู่พอดี แม้เขาจะอยู่หอพักของตัวเอง แต่เราก็ยังค่อนข้างสนิทกันครับ
ผมเป็นอาที่คอยแนะนำ คอยบ่น คอยสอนเรื่องต่าง ๆ อยู่บ้างตามประสาอา แต่ไม่ได้เข้มงวดอะไรกับเขามากนัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เรื่องที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวก็เกิดขึ้นครับ
ช่วงนั้นหลานมีไข้เป็น ๆ หาย ๆ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย มีแผลในปาก และมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ผมเป็นห่วงเลยพาไปโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าจะเป็นอะไรมาก
คุณหมอตรวจเลือดเบื้องต้นและนัดติดตามอาการ
ต่อมาหลานไปพบคุณหมอตามนัดคนเดียว และวันนั้นคุณหมอแจ้งผลเลือดกับหลาน
หลังจากกลับจากโรงพยาบาล หลานไม่ได้บอกใครในครอบครัวเลยครับ
แต่ผมเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
หลานเงียบลง เก็บตัว ทักไปก็ตอบน้อย พูดน้อยลงมาก และมีข้อความบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วง
ผมจึงโทรคุยกับพี่ชาย ซึ่งเป็นพ่อของหลาน และบอกว่าผมรู้สึกว่าหลานดูแปลก ๆ
จากนั้นผมก็พยายามโทรหาและทักไปคุยกับหลานเรื่อย ๆ
ผมถามว่าเป็นอะไร มีอาการผิดปกติอะไรอีกไหม
หลานบอกว่าไม่มีแล้ว เหลือแค่เหนื่อยง่าย
ตอนแรกผมก็คิดว่าเขาอาจจะเรียนหนักหรือพักผ่อนน้อย
แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ปกติจริง ๆ
หลานบอกผมว่า
“น้องไม่อยากอยู่คนเดียวเลย”
ผมจึงบอกเขาว่า
“งั้นเสาร์นี้อาไปรับมานอนบ้านอานะ”
หลังจากนั้นหลานก็บอกผมว่ามีนัดพบหมอ และถามผมว่า
“อาพาไปหาหมอหน่อยได้ไหม”
ผมตอบไปทันทีว่า ไปๆเดี่ยวอาไปด้วย
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรครับ
แต่ยอมรับว่าก่อนหน้านั้นผมก็เคยคิดขึ้นมาเหมือนกันว่า หรือมันจะเป็นโรคอะไรบางอย่างที่ร้ายแรงหรือเปล่า
ผมเคยเตือนหลานมาตลอดว่าเรื่องเพศสัมพันธ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องระวังให้มาก แต่ในใจก็ยังคิดว่า
“คงไม่ใช่หรอกมั้ง...”
จนถึงวันที่ผมไปรับหลานที่หอเพื่อพาไปโรงพยาบาล
หลานเรียนเสร็จและกลับมาเก็บของเพื่อจะไปนอนบ้านผมตามที่คุยกันไว้
ผมเคาะประตูห้องแล้วถามว่า
“เสร็จหรือยัง”
เสียงหลานตอบกลับมาว่า
“อาเข้ามาก่อน ไม่ได้ล็อก”
ผมเปิดประตูเข้าไป
ภาพที่เห็นคือหลานนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียงในชุดนักศึกษา
ผมเดินเข้าไปหาแล้วกอดเขา พร้อมถามว่า
“เป็นอะไร”
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมไม่คิดว่าจะลืมได้เลยครับ
หลานปล่อยโฮออกมา ร้องไห้อย่างหนัก กอดผม แล้วพูดว่า
“น้องขอโทษ... น้องไม่อยากให้ที่บ้านผิดหวัง”
ตอนนั้นผมเองก็ร้องไห้ครับ
เรากอดกันและร้องไห้ไปด้วยกัน
ผมบอกหลานว่า
“ไม่เป็นไร จะเป็นอะไรก็ต้องรักษา ไม่เป็นไร อาก็อยู่กับเรานี่แหละ”
ตอนนั้นสติหลุดกันทั้งอาทั้งหลานครับ
ร้องไห้กันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะพยายามดึงสติกลับมา เก็บของ แล้วพากันไปโรงพยาบาลตามนัด
และที่โรงพยาบาลวันนั้นเอง ผมก็ได้รู้ถึงสิ่งที่เกืดขึ้นกับหลานผม
คุณพยาบาลเรียกผมเข้าไปคุย และแจ้งว่าจะให้หลานเริ่มยาต้านไวรัส พร้อมพบคุณหมอเพื่ออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ
ตอนนั้นผมพยายามตั้งสติและกลั้นน้ำตามากที่สุด เพราะผมไม่อยากให้หลานเห็นว่าผมเสียใจจนเขายิ่งเครียด
แต่พอเดินออกจากตรงนั้น ผมรีบเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
มันเหมือนฟ้าถล่มจริง ๆ ครับ
ผมรู้สึกทั้งตกใจ เสียใจ และเป็นห่วงหลานมาก
แต่ผมก็รีบตั้งสติ เพราะรู้ว่าตอนนี้หลานต้องการให้ผมอยู่ข้าง ๆ มากกว่าการที่ผมจะจมอยู่กับความเสียใจของตัวเอง
จากนั้นเราได้เข้าพบคุณหมอด้วยกัน
คุณหมออธิบายทุกอย่างให้ฟังอย่างใจเย็นมากครับ ทั้งเรื่อง HIV การรักษา การดูแลตัวเอง และการใช้ชีวิตต่อไป
เราคุยกับคุณหมออยู่พักใหญ่
หลังจากคุยจบ ผมกับหลานรู้สึกเหมือนปลดล็อกไปพร้อมกัน
สิ่งที่เคยกลัวและจินตนาการเอาไว้ในหัว พอได้ฟังจากคุณหมอจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันมีแนวทางในการรักษาและดูแลตัวเองอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ผลเลือดของหลานยังพบซิฟิลิสร่วมด้วย คุณหมอก็อธิบายแนวทางการรักษาและนัดหมายตามขั้นตอน
หลังจากรับยาและทำทุกอย่างตามที่โรงพยาบาลแนะนำแล้ว ผมก็พาหลานกลับบ้าน
ระหว่างทางผมแวะกินข้าวกับหลาน และเราก็เปิดใจคุยกัน
ผมบอกเขาว่า
“อะไรที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยมันทิ้งไปให้หมด เริ่มต้นใหม่ ไม่ต้องโทษใคร ไม่ต้องสงสัยว่าติดมาจากไหน ให้มันจบไปเลย”
ผมบอกหลานอีกว่า
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ต้องรักตัวเองให้มากขึ้น ดูแลตัวเอง กินยาตามที่หมอสั่งให้ตรงเวลา และไปพบหมอตามนัดทุกครั้ง”
ส่วนเรื่องพ่อกับแม่ ผมบอกเขาว่า “เดี๋ยวอาคุยเอง”
หลานบอกผมว่าเขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก โล่งขึ้นเยอะ หลังจากที่เครียดมานาน
แล้วหลานก็บอกผมว่า ก่อนหน้านี้เขาแทบกินข้าวไม่ได้เลย
ผมได้ยินแล้วดีใจมากครับ
อย่างน้อยหลังจากวันที่หนักที่สุดวันนั้น เขาก็เริ่มกลับมากินข้าวได้ เริ่มพูดคุย และเริ่มมองไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
ช่วงเย็นวันนั้น ผมตัดสินใจคุยเรื่องนี้กับครอบครัว
ผมโทรคุยกับพ่อแม่ของหลาน รวมถึงปู่ย่าที่เลี้ยงหลานมาตั้งแต่เด็ก และเปิดใจเล่าทุกอย่างให้ฟัง
ครั้งแรกที่ทุกคนได้รู้ ต่างคนต่างร้องไห้ครับ
มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมเจอตอนอยู่ในห้องของหลาน
แต่หลังจากร้องไห้กันแล้ว เราก็พยายามดึงสติกันกลับมา แล้วพูดกันว่า “ร้องไห้ครั้งนี้ให้เป็นครั้งสุดท้ายของเรื่องนี้ ต่อไปเราต้องอยู่ให้กำลังใจกัน”
ทุกคนค่อย ๆ เปิดใจและปรับความเข้าใจกัน พ่อแม่ของหลานก็โทรคุยกับลูกอย่างเปิดใจ
ส่วนทุกคนในครอบครัวก็บอกกันว่า ต่อจากนี้เราจะหาข้อมูลเกี่ยวกับ HIV ให้มากขึ้น จะได้เข้าใจโรคและการรักษาจริง ๆ แทนที่จะกลัวจากสิ่งที่เราเคยได้ยินมา
สิ่งที่ทำให้ผมโล่งใจที่สุดกลับเป็นคำพูดของปู่ย่าของหลานครับ
ปู่ย่าบอกว่า
“เป็นอะไร หมอเขาก็บอกอยู่นี่ ให้กินยา มันไม่ได้น่ากลัว หลานเราไม่คิดสั้นก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ผมได้ยินแล้วร้องไห้เลยครับ
เพราะผมรู้ว่าปู่ย่ารักหลานมาก และสำหรับคนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนั้นคงไม่ใช่ว่าหลานป่วยเป็นอะไร
แต่คือ หลานยังอยู่ และยังมีโอกาสรักษาและใช้ชีวิตต่อไปได้
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทุกอย่างดีขึ้นมากครับ
หลานผมกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น และกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
เขาก็ยังใช้ชีวิตตามประสาวัยรุ่นทั่วไปครับ มีออกไปเที่ยวบ้าง ใช้ชีวิตมีความสุขกับเพื่อน ๆ และทำในสิ่งที่วัยของเขาควรจะได้ทำ
แต่สิ่งที่ผมดีใจคือ ถึงแม้จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เขาก็ไม่ได้ลืมที่จะดูแลตัวเอง และยังไม่หลุดโฟกัสเรื่องการรักษาและสุขภาพของตัวเอง
สำหรับผม แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วครับ.
จากวันที่เคยนั่งร้องไห้ กอดกันอยู่ในห้องวันนั้น วันนี้ผมได้เห็นหลานกลับมายิ้ม กลับมากินข้าว ใช้ชีวิต และมีความสุขได้อีกครั้ง
ส่วนทุกคนในครอบครัวก็สบายใจขึ้นมากครับ
จากวันที่ทุกคนเคยร้องไห้และกลัวไปพร้อม ๆ กัน วันนี้เรากลับมาใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ พูดคุยกัน กินข้าวด้วยกัน และมีความสุขด้วยกันเหมือนเดิม
เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ครอบครัวเราแตกแยกหรือมองหลานเปลี่ยนไปเลยครับ
ตรงกันข้าม มันทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น และทำให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับใครในครอบครัว อย่างน้อยเรายังมีครอบครัวที่พร้อมจะอยู่ข้างกันครับ
สำหรับผม เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่โรค แต่เป็นความกลัวที่อยู่ในใจของคนที่เพิ่งได้รับรู้ผล
ในวันที่หลานรู้ผล เขาคิดว่าตัวเองทำให้ครอบครัวผิดหวัง
แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือการที่ทุกคนบอกว่า
“ไม่เป็นไร เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
ผมรักหลานคนนี้มากครับ เพราะผมเลี้ยงและดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ถึงช่วงหนึ่งเขาอาจไม่ได้อยู่ในการดูแลของผมตลอดเวลา แต่ความผูกพันมันยังอยู่เหมือนเดิม
ผมคิดว่าประสบการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขา
จากนี้ไปผมหวังว่าเขาจะรักตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
จนถึงวันนี้ เวลาผมนึกถึงภาพวันที่เดินเข้าไปในห้องแล้วเห็นหลานนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียง ผมก็ยังรู้สึกจุกในใจอยู่ครับ
ภาพที่เรากอดกัน ร้องไห้ และหลานพูดว่า
“น้องขอโทษ... น้องไม่อยากให้ที่บ้านผิดหวัง”
ผมยังจำได้ตลอด
แต่วันนี้ผมไม่ได้อยากให้ใครอ่านเรื่องนี้แล้วสงสารหลานครับ
ผมอยากให้คนที่กำลังเจอเรื่องแบบเดียวกันได้รู้ว่า
ชีวิตไม่ได้จบลงในวันที่เรารู้ผล
วันนั้นอาจเป็นวันที่เรากลัวที่สุด แต่ก็สามารถเป็นวันแรกของการเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างจริงจังได้เหมือนกัน
และถ้าคุณกำลังเป็นคนที่เพิ่งรู้ผล หรือกำลังเป็นครอบครัวของคนที่เพิ่งรู้ผล ผมอยากฝากไว้เพียงว่า
อย่าเพิ่งตัดสินอนาคตของตัวเองจากวันที่เลวร้ายที่สุดเพียงวันเดียว
ตั้งสติ เข้ารับการรักษา หาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และถ้ามีคนที่คุณรักอยู่ข้าง ๆ
อย่ากลัวที่จะให้เขากอดคุณครับ
บางครั้งคำว่า
“ไม่เป็นไรนะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
อาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในวันที่ใครคนหนึ่งกำลังกลัวที่สุด
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ
ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้กับเรื่องนี้นะครับ ❤️