"ทรัมป์" ประกาศ "Economic D-Day" เปิดสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน

"ทรัมป์" เปิดสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน ขู่ชาติช่วยเจอบทลงโทษหนัก จับตาจีนเป้าหมายใหญ่: "ทรัมป์" ประกาศ "Economic D-Day" เดินหน้าบีบอิหร่านครั้งใหญ่ ขู่ลงโทษทุกประเทศที่ช่วยเหลือ ตลาดจับตาจีนในฐานะผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายสำคัญ
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเตรียมเปิดปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจ (Economic Warfare) ต่ออิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ยังช่วยเหลืออิหร่าน ส่งผลให้ตลาดจับตาไปที่จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อส่งออกน้ำมันอิหร่านรายสำคัญที่สุด
ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐเตรียมสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า "ECONOMIC D-DAY" ต่ออิหร่าน หลังไม่พอใจที่อิหร่านยังไม่ยอมจำนน แม้เผชิญการโจมตีทางทหารต่อเนื่องหลายสัปดาห์และการปิดล้อมของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศ
"นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ทรัมป์ระบุ พร้อมเตือนว่าประเทศใดที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัท สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลืออิหร่านในทุกรูปแบบ จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
แม้ทรัมป์ไม่ได้ระบุชื่อประเทศเป้าหมายโดยตรง แต่คำขู่ดังกล่าวทำให้ความสนใจพุ่งไปยังจีน เนื่องจากจีนรับซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านเกือบทั้งหมด และถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน
เบรตต์ อีริกสัน กรรมการผู้จัดการ Obsidian Risk Advisors มองว่า ข้อความของทรัมป์กำลังขีดเส้นแดงที่มีเป้าหมายสำคัญไปยังจีน เพราะจีนถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน
ท่าทีล่าสุดมีขึ้นหลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เตือนว่าสหรัฐพร้อมออกมาตรการทางเศรษฐกิจชุดใหม่ต่ออิหร่าน และสะท้อนว่าสหรัฐต้องการลดการพึ่งพาปฏิบัติการทางทหาร หลังเผชิญทั้งปัญหากระสุนและยุทโธปกรณ์ที่ตึงตัว ต้นทุนสงครามเพิ่มขึ้น และกำลังทหารที่กระจายตัวในหลายพื้นที่
ขณะเดียวกันปฏิบัติการทางทหารที่ดำเนินมาจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถบีบให้อิหร่านยอมจำนนได้ แม้ผู้นำระดับสูงของอิหร่านจำนวนมากถูกสังหารและกองทัพได้รับความเสียหายอย่างหนัก
อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐจะสามารถเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจในรูปแบบใดได้อีก เนื่องจากอิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมาเป็นเวลาหลายสิบปี
หากสหรัฐเล็งเป้าไปยังการส่งออกน้ำมันของอิหร่านโดยตรง ก็มีความเสี่ยงที่จะเปิดแนวปะทะทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งอาจทำให้ความพยายามของทรัมป์ในการต่ออายุข้อตกลงพักรบทางการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซับซ้อนยิ่งขึ้น ก่อนที่ผู้นำจีนมีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในเดือนหน้า
แรงกดดันต่อเตหะรานเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน โดยให้เหตุผลถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงและบั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
UAE ถือเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเป็นช่องทางสำคัญที่เตหะรานใช้ในการเข้าถึงสินค้าจากต่างประเทศและเงินตราสกุลหลัก
เป้าหมายของทรัมป์คือการบีบให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพื่อยุติสงคราม ผลักดันให้เตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์ และคลายการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หลังบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อเดือนมิถุนายนล้มเหลวท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กัน
ความขัดแย้งกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจอิหร่าน โดยการปิดล้อมของสหรัฐฯ ความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล รวมถึงปัญหาคอร์รัปชันภายในประเทศ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของอิหร่านพุ่งขึ้นเกือบ 80% ขณะที่ค่าเงินอิหร่านสูญเสียมูลค่าเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปี
นักเศรษฐศาสตร์ เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อิหร่านซึ่งมีประชากรราว 90 ล้านคน อาจเผชิญหนึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ
ทรัมป์ยังระบุช่องทางที่ประเทศต่าง ๆ ต้องยุติการช่วยเหลืออิหร่าน เช่น ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา การโอนเงิน วงเงิน Swap การจดทะเบียนเรือ บริษัทบังหน้า และเครือข่ายลักลอบค้าน้ำมัน
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียด โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคมเคลื่อนไหวเหนือ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Brent ปิดใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและทิศทางมาตรการชุดใหม่ของสหรัฐ
Source - การเงินธนาคารออนไลน์


รอบนี้จะจัดงานลดราคาแบบใด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่