ปกติเราจะเคยเห็นแต่รุ้งกินน้ำ ( Rainbow) กันในยามกลางวันที่มีแสงสว่างกันใช่มั้ยครับ
แต่น้อยคนจะมีโอกาสเห็น รุ้งกินน้ำยามราตรี หรือรุ้งนวล ( Moonbow)
หรือจะว่าไป คนส่วนใหญ่คิดไม่ถึงด้วยว่า จะมีปรากฏการณ์แบบนี้ด้วย .................( โตโต้ก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน 😅😅😅🤣🤣🤣)
ขอนำเสนอครับ ว่าปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำยามราตรีคืออะไรครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รุ้งกินน้ำเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พวกเราคุ้นเคยกันดีในยามกลางวันหลังฝนตก
แต่ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้ามืดมิดและมีพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างเจิดจ้า โลกของเราอาจปรากฏภาพหาชมยากที่เรียกว่า "มูนโบว์" (Moonbow) หรือ รุ้งนวล
ซึ่งเป็นรุ้งกินน้ำที่เกิดขึ้นจากแสงของดวงจันทร์แทนที่จะเป็นแสงอาทิตย์
มูนโบว์มีกลไกการเกิดทางวิทยาศาสตร์ที่คล้ายคลึงกับรุ้งกินน้ำทั่วไปอย่างมาก กล่าวคือ เกิดจากการหักเหและการสะท้อนของแสงภายในหยดน้ำฝนที่ลอยอยู่ในอากาศ
ความแตกต่างสำคัญมีอยู่ 2 ประการ ได้แก่
1. แหล่งกำเนิดแสง: ต้องอาศัยแสงจากดวงจันทร์ (ส่วนใหญ่เป็นช่วง วันพระจันทร์เต็มดวง หรือ Full Moon ที่แสงมีความสว่างมากที่สุด)
2. ความเข้มของแสง: เนื่องจากแสงจันทร์เป็นแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์อีกทอดหนึ่งและมีความเข้มต่ำกว่าแสงอาทิตย์มาก ดวงตาของมนุษย์จึงมองเห็นมูนโบว์เป็น สีขาวนวลจางๆ โดยยากที่จะมองเห็นเฉดสีครบ 7 สีด้วยตาเปล่า เว้นแต่จะบันทึกภาพด้วยกล้องถ่ายรูปที่เปิดรับแสงเป็นเวลานาน (Long Exposure) ซึ่งจะเผยให้เห็นสีสันที่ซ่อนอยู่คล้ายรุ้งกลางวัน
⭐⭐⭐เงื่อนไขในการเกิดมูนโบว์⭐⭐⭐
การจะพบเห็นมูนโบว์ด้วยตาเปล่าถือเป็นเรื่องยากยิ่ง เนื่องจากต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติหลายอย่างที่ประจวบเหมาะพร้อมกัน ได้แก่
🌈🌕 ข้างขึ้นข้างแรม ต้องเกิดขึ้นในช่วงคืนที่พระจันทร์เต็มดวงหรือใกล้เคียง (มักอยู่ในช่วง 3 วันก่อนและหลังวันเพ็ญ)
🌈🌕ดวงจันทร์ต้องอยู่ต่ำบนท้องฟ้า (มุมเงยไม่เกิน 42 องศา) หมายความว่าปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำหลังดวงจันทร์ขึ้น หรือช่วงใกล้รุ่งสางก่อนดวงจันทร์ตก
🌈🌕ต้องมีฝนตกปรอยๆ หรือละอองน้ำในบรรยากาศฝั่งตรงข้ามกับตำแหน่งของดวงจันทร์
🌈🌕ท้องฟ้าต้องไม่มีแสงรบกวนจากเมือง (Light Pollution) และไม่มีเมฆหนามาบดบังแสงจันทร์
เนื่องจากหาชมได้ยากยิ่ง สถานที่ที่สามารถเก็บบันทึกภาพมูนโบว์ได้อย่างชัดเจนจึงมักเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ห่างไกลจากแสงไฟในเมืองและมีความชื้นสูง จุดชมมูนโบว์ระดับโลกที่นักท่องเที่ยวมักเดินทางไปเยือน ได้แก่
📍 น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) – สสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในการชมมูนโบว์ โดยเฉพาะฝั่งที่ละอองน้ำจากน้ำตกกระทบกับแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
📍 อุทยานแห่งชาติคัมเบอร์แลนด์ฟอลล์ (Cumberland Falls) – รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา เป็นไม่กี่แห่งในซีกโลกตะวันตกที่มูนโบว์ปรากฏให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในคืนเดือนหงาย จนมีการจัดตารางนำเที่ยวชมมูนโบว์โดยเฉพาะ
📍 ป่ารนฟอเรสต์ (Rainforest) ในฮาวาย และประเทศคอสตาริกา พื้นที่ที่มีความชื้นสูงและละอองฝนจากป่าดิบชื้นเอื้อต่อการเกิดปรากฏการณ์นี้
มูนโบว์จึงถือเป็นหนึ่งในของขวัญอันเงียบสงบและงดงามที่สุดจากธรรมชาติ ที่เตือนให้เราตระหนักว่าความมหัศจรรย์ไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ในยามที่โลกสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังคงรอคอยให้ผู้คนค้นพบในความเงียบงันของรัตติกาลอีกด้วย
The Earth
"มูนโบว์" (Moonbow) รุ้งกินน้ำยามราตรี (รุ้งนวล) ความมหัศจรรย์แห่งแสงจันทร์ 🌈🌕
แต่น้อยคนจะมีโอกาสเห็น รุ้งกินน้ำยามราตรี หรือรุ้งนวล ( Moonbow)
หรือจะว่าไป คนส่วนใหญ่คิดไม่ถึงด้วยว่า จะมีปรากฏการณ์แบบนี้ด้วย .................( โตโต้ก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน 😅😅😅🤣🤣🤣)
ขอนำเสนอครับ ว่าปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำยามราตรีคืออะไรครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รุ้งกินน้ำเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พวกเราคุ้นเคยกันดีในยามกลางวันหลังฝนตก
แต่ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้ามืดมิดและมีพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างเจิดจ้า โลกของเราอาจปรากฏภาพหาชมยากที่เรียกว่า "มูนโบว์" (Moonbow) หรือ รุ้งนวล
ซึ่งเป็นรุ้งกินน้ำที่เกิดขึ้นจากแสงของดวงจันทร์แทนที่จะเป็นแสงอาทิตย์
มูนโบว์มีกลไกการเกิดทางวิทยาศาสตร์ที่คล้ายคลึงกับรุ้งกินน้ำทั่วไปอย่างมาก กล่าวคือ เกิดจากการหักเหและการสะท้อนของแสงภายในหยดน้ำฝนที่ลอยอยู่ในอากาศ
ความแตกต่างสำคัญมีอยู่ 2 ประการ ได้แก่
1. แหล่งกำเนิดแสง: ต้องอาศัยแสงจากดวงจันทร์ (ส่วนใหญ่เป็นช่วง วันพระจันทร์เต็มดวง หรือ Full Moon ที่แสงมีความสว่างมากที่สุด)
2. ความเข้มของแสง: เนื่องจากแสงจันทร์เป็นแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์อีกทอดหนึ่งและมีความเข้มต่ำกว่าแสงอาทิตย์มาก ดวงตาของมนุษย์จึงมองเห็นมูนโบว์เป็น สีขาวนวลจางๆ โดยยากที่จะมองเห็นเฉดสีครบ 7 สีด้วยตาเปล่า เว้นแต่จะบันทึกภาพด้วยกล้องถ่ายรูปที่เปิดรับแสงเป็นเวลานาน (Long Exposure) ซึ่งจะเผยให้เห็นสีสันที่ซ่อนอยู่คล้ายรุ้งกลางวัน
⭐⭐⭐เงื่อนไขในการเกิดมูนโบว์⭐⭐⭐
การจะพบเห็นมูนโบว์ด้วยตาเปล่าถือเป็นเรื่องยากยิ่ง เนื่องจากต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติหลายอย่างที่ประจวบเหมาะพร้อมกัน ได้แก่
🌈🌕 ข้างขึ้นข้างแรม ต้องเกิดขึ้นในช่วงคืนที่พระจันทร์เต็มดวงหรือใกล้เคียง (มักอยู่ในช่วง 3 วันก่อนและหลังวันเพ็ญ)
🌈🌕ดวงจันทร์ต้องอยู่ต่ำบนท้องฟ้า (มุมเงยไม่เกิน 42 องศา) หมายความว่าปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำหลังดวงจันทร์ขึ้น หรือช่วงใกล้รุ่งสางก่อนดวงจันทร์ตก
🌈🌕ต้องมีฝนตกปรอยๆ หรือละอองน้ำในบรรยากาศฝั่งตรงข้ามกับตำแหน่งของดวงจันทร์
🌈🌕ท้องฟ้าต้องไม่มีแสงรบกวนจากเมือง (Light Pollution) และไม่มีเมฆหนามาบดบังแสงจันทร์
เนื่องจากหาชมได้ยากยิ่ง สถานที่ที่สามารถเก็บบันทึกภาพมูนโบว์ได้อย่างชัดเจนจึงมักเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ห่างไกลจากแสงไฟในเมืองและมีความชื้นสูง จุดชมมูนโบว์ระดับโลกที่นักท่องเที่ยวมักเดินทางไปเยือน ได้แก่
📍 น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) – สสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในการชมมูนโบว์ โดยเฉพาะฝั่งที่ละอองน้ำจากน้ำตกกระทบกับแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
📍 อุทยานแห่งชาติคัมเบอร์แลนด์ฟอลล์ (Cumberland Falls) – รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา เป็นไม่กี่แห่งในซีกโลกตะวันตกที่มูนโบว์ปรากฏให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในคืนเดือนหงาย จนมีการจัดตารางนำเที่ยวชมมูนโบว์โดยเฉพาะ
📍 ป่ารนฟอเรสต์ (Rainforest) ในฮาวาย และประเทศคอสตาริกา พื้นที่ที่มีความชื้นสูงและละอองฝนจากป่าดิบชื้นเอื้อต่อการเกิดปรากฏการณ์นี้
มูนโบว์จึงถือเป็นหนึ่งในของขวัญอันเงียบสงบและงดงามที่สุดจากธรรมชาติ ที่เตือนให้เราตระหนักว่าความมหัศจรรย์ไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ในยามที่โลกสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังคงรอคอยให้ผู้คนค้นพบในความเงียบงันของรัตติกาลอีกด้วย
The Earth