อวสานโรงเรียนเอกชน ครูล้น ค้างจ่าย เด็กหาย รายได้หด ?




การศึกษาของไทยเฟื่องฟูที่สุดช่วงปี 2510 ยาวมาถึง 2540 เพราะเป็นช่วงที่มีอัตราการเกิดของประชากรสูง (ยุค Baby Boomers ถึง Gen X) ประกอบกับเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ค่านิยมของสังคมในยุคนั้นมองว่า การศึกษาคือใบเบิกทางสู่อนาคตและความมั่นคง

ยุคทองตอนนั้นโรงเรียนรัฐบาลไม่สามารถรองรับนักเรียนได้ทั้งหมด รวมถึงความต้องการของผู้ปกครองที่อยากเห็นบุตรหลานได้มีความรู้ความสามารถเต็มที่ และเชื่อว่าการส่งเข้าเรียนเอกชนคือเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ดีที่สุด

โดยโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ผู้ปกครองต่างเชื่อมั่นในเรื่องของหลักสูตรภาษาไม่ว่าจะอังกฤษ หรือจีน รวมถึงระเบียบวินัย และหลักสูตรพิเศษที่มีมากกว่าโรงเรียนของภาครัฐ

แน่นอนว่าเมื่อมีนักเรียนมากรายได้ก็ย่อมสูงตาม ในสมัยนั้นโรงเรียนเอกชนมีสภาพคล่องสูง สามารถขยายอาคารเรียน สร้างอาคารพาณิชย์ หรือเปิดสาขาเพิ่มได้ในหลายพื้นที่

อย่างไรก็ดีแม้โรงเรียนเอกชนความต้องการจะสูง แต่ในมุมของโรงเรียนภาครัฐที่มีชื่อเสียงก็ได้รับความนิยมหลายแห่งเช่นกัน ถ้าครอบครัวไหนมีบุตรหลานที่สามารถสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังเหล่านี้ได้ก็ถือเป็นเกียรติยศ เป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัวได้

ระบบการศึกษาจากยุคเฟื่องฟู สู่ “จุดเปลี่ยน” ที่เริ่มสะดุด

เมื่อยุคเปลี่ยนสังคมเปลี่ยน สถานการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไม่เว้นแม้แต่เรื่องการศึกษา จากยุคเฟื่องฟูปี 2510 – 2540

เริ่มมีสัญญาณสะดุด โดยเกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญ 4 ประการคือ

1.วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540  ก่อนปี 2540 โรงเรียนเอกชนเติบโตสูงมากตามเศรษฐกิจ แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ครอบครัวชนชั้นกลางจำนวนมากเผชิญภาวะล้มละลาย หรือมีรายได้ที่ลดลงอย่างชัดเจน

ผลกระทบจากเรื่องนี้คือผู้เรียนเริ่มย้ายจากเอกชนที่ค่าเทอมสูง มาสู่โรงเรียนภาครัฐ และเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่อง

2.เด็กเกิดใหม่เริ่มลดลงอย่างจริงจัง เป็นผลกระทบที่เกิดจากโครงสร้างเชิงประชากร จากยุคที่เด็กไทยเกิดปีละเกือบ 1 ล้านคนได้สิ้นสุดตั้งแต่ช่วงปี 2526 จากนั้นค่อยๆ ลดลง

จนกระทั่ง ปี 2547–2550 จำนวนเด็กเกิดใหม่เหลือเพียงแค่ประมาณ 700,000 คน/ปี เมื่อเด็กเกิดน้อยลงติดต่อกันหลายปี ผลกระทบเริ่มส่งผลสะเทือนถึงระดับอนุบาลและประถมศึกษาในช่วงปี 2550 เป็นต้นมา ทำให้โรงเรียนเริ่มเห็นสัญญาณว่า จำนวนเด็กสมัครใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าเหมือนสมัยก่อน

3.นโยบาย เรียนฟรี 15 ปี ของรัฐบาล การประกาศใช้นโยบายเรียนฟรี 15 ปีทำให้โรงเรียนรัฐบาลดึงดูดผู้ปกครองให้ส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้มากขึ้น ทำให้โรงเรียนเอกชนที่ไม่ใช่ระดับTop Tier หรือไม่มีจุดขายด้านภาษา/หลักสูตรอินเตอร์ เริ่มแข่งขันได้ยากขึ้น เพราะผู้ปกครองไม่อยากจ่ายค่าเทอมแพงในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา

4.วิกฤตโควิด-19 และอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างหนัก จากเดิมที่มีปัญหาอยู่แล้วยิ่งหนักขึ้นตั้งแต่หลังช่วง โควิด-19 ที่แทบทุกโรงเรียนต้องเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองเมื่อเห็นแนวทางการศึกษาที่เปลี่ยนไปก็เริ่มตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของค่าเทอม

ตอกย้ำให้หนักยิ่งขึ้นจากปัญหาเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงเรื่อยๆ โดยช่วงปี 2564–2567 อัตราการเกิดของไทยลดลงเหลือเพียง 430,000 - 460,000 คน/ปี ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างชัดเจน

โรงเรียนเอกชนปัญหารุมเร้า! ครูล้น ค้างจ่าย  เด็กหาย รายได้หด

หากวิเคราะห์ในภาพรวมการที่โรงเรียนเอกชนเลือกปิดกิจการไม่ได้เกิดจากการบริหารผิดพลาด แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

เริ่มตั้งแต่การที่เด็กเกิดใหม่มีอัตราลดลง ส่งผลต่อการสมัครเข้าเรียนที่ลดลงเช่นกัน เมื่อนักเรียนมีน้อยรายได้ของโรงเรียนก็หดตัว ประกอบกับการที่หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกิน 90% ต่อ GDP ทำให้ผู้ปกครองต้องตัดลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เกิดการย้ายเด็กจากโรงเรียนเอกชนไปเข้าโรงเรียนรัฐบาล

เมื่อรายได้ลดลงทั้งคนมาเรียนน้อยและการค้างจ่ายค่าเทอมสะสม แต่ในมุมกลับกันโรงเรียนมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เท่าเดิม เช่น ค่าบำรุงอาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าจ้างบุคลากร ทำให้โรงเรียนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องรุนแรงหลายโรงเรียนต้องแบกรับหนี้ค้างชำระ (Bad Debt) ตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อปี

ผลที่ตามมาอีกเมื่อสภาพคล่องติดลบ ทางออกแรกที่โรงเรียนเลือกใช้คือ ชะลอการจ่ายเงินเดือน หรือจ่ายเพียง 50-70% รวมถึงปัญหาการขาดส่งเงินสะสมเข้ากองทุนชดเชยการทำงานของครูเอกชน

ประกอบกับการที่โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่วางโครงสร้างองค์กรไว้รองรับนักเรียน เช่น 1,000 คน ต้องมีครู 50 คน คิดเป็นอัตราส่วน 1:20 แต่เมื่อนักเรียนเหลือน้อย แต่อัตราครูยังคงที่ ในทางวิชากรอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางธุรกิจค่าใช้จ่ายเงินเดือนครูจะพุ่งสูงขึ้นเกิน 60-70% ของรายได้รวม ทั้งที่เกณฑ์ปลอดภัยทางการเงินของโรงเรียนควรอยู่ที่ 40-50%

ด้วยเหตุผลข้อนี้จึงนำไปสู่การที่รงเรียนไม่สามารถแบกรับภาระเงินเดือนครูจำนวนเดิมได้ จึงนำไปสู่การเลิกจ้าง (Layoff) หรือ การกดดันให้ลาออก หรือการปล่อยให้เกิดภาวะว่างงานสะสมในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา

วิกฤตหนัก! ต้องปรับตัวเพื่อให้รอดก่อนถึงคราว “อวสาน”

มองถึงตอนนี้ยังไงระบบการศึกษาของไทยก็ยังไม่ถึงขั้นอวสานเพราะเป็นระบบพื้นฐานที่ต้องมีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ปัญหาที่รุมเร้าทำให้เกิดวิกฤตในธุรกิจการศึกษา จำเป็นมากที่หลักสูตรการเรียนต้องเปลี่ยนจากโมเดลเดิมไปสู่แนวทางการเรียนรู้แบบใหม่เพราะในปัจจุบันพบว่าการศึกษามี 2 ทางเลือกมาแรงคือ

- หลักสูตรแบบนานาชาติ International / Bilingual เป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อสูงยินดีจ่ายให้บุตรหลานเพื่อเรียนในหลักสูตรนานาชาติ เพื่อจะได้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เช่น Coding, AI, Soft Skills เป็นต้น

- หลักสูตรแบบฝึกทำจริงสร้างทักษะนำไปใช้มากกว่าทฤษฏี  เพราะปัจจุบันการนำความรู้ไปใช้สำคัญในการทำงาน เราจะเห็นว่าหลักสูตรส่วนใหญ่เน้นให้ผู้เรียนได้ทำจริง ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฏี
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่