รศ.ดร.เสรี ห่วงน้ำท่วมน่าน 3 ปีติด “67-68-69” ปีหน้าจะมาใหม่และหนักกว่าเดิม
.
.
รศ.ดร.เสรี ห่วงน้ำท่วมน่าน 3 ปีติด “67-68-69” ปีหน้า จะมาใหม่และหนักกว่าเดิม เฝ้าระวังสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะยังมีฝนตกหนักเพิ่ม
.
น้ำท่วมน่าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.วานนี้ (19 ส.ค.69) กรมชลประทานได้ประเมินสถานการร์น้ำล้นตลิ่งในตัวเมืองน่าน โดยระดับน้ำจะเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันอีกประมาณ 1.0-1.20 ม.ในวันนี้ (20 ส.ค.69) ท้องถิ่นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะยังมีฝนตกหนักเพิ่มเติมตอนบนสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ การแจ้งเตือนประชาชนย้ายรถ และทรัพย์สินไปยังที่ปลอดภัยจึงมีความสำคัญสูงสุด
.
ข้อความตอนหนึ่ง รศ.ดร.เสรี ระบุด้วยว่า ผมได้ออกคำเตือนเป็นคนแรก ว่าน้ำจะท่วมน่าน โดยปริมาณฝนจะตกหนักกว่า 300 มม. และมีระดับความรุนแรงถึง 0.8 ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ รับทราบมาว่ามีผู้เสียชีวิต 2 คน ที่ อ.ปัว กับ อ.ท่าวังผา ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียด้วย ความจริงผมไม่ได้แม่น แต่ผมเชื่อในวิทยาศาสตร์ และเราเองก็ยังไม่มีความสามารถที่จะคาดการณ์ในระดับนั้นได้ “หากเราเป็นน้ำเต็มแก้ว”
.
หัวใจของระบบเตือนภัยคือท้องถิ่น ผมมั่นใจว่าท้องถิ่นสามารถประเมินความเสี่ยงตนเองได้ แต่เมื่อไรเวลานั้นจะมาถึง ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีความสูญเสียมากขึ้น น้ำท่วมน่าน 3 ปีติดกัน 67-68-69 และจะท่วมหนักอีก ในปี 2570 ผมพูดหลายครั้ง ว่าอย่าคาดหวังจากส่วนกลางในการเตือนภัย หรือประเมินความเสี่ยงให้ท่าน ระบบส่วนกลาง (T-Alert) ถูกออกแบบเฉพาะภัยขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ก่อการร้าย เป็นต้น ส่วนเรื่องน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เป็นเรื่องของท้องถิ่น (L-Alert) ตอนนี้ก็ปล่อยให้ T-Alert ทำงานแทนก่อน คำถามแล้วจะจัดการกันอย่างไร ? ง่ายนิดเดียว “Put the man to the right job”
.
.
.
น่านอ่วม มวลน้ำเชี่ยวทะลักท่วมเมืองน่าน โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ ทางจังหวัดสั่งอพยพ 19 ชุมชนเขต อ.เมือง ออกจากพื้นที่แล้ว
.
วันนี้ (20 ส.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ อ.เมืองจังหวัดน่าน จ.น่าน ตอนนี้ยังคงน่าเป็นห่วง เพราะมวลน้ำจากแม่น้ำน่าน ได้หลายเข้ามาท่วมบ้านเรือนประชาชนในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ
.
โดยกระแสน้ำ จากแม่น้ำน่านไหลเข้าพื้นที่ชุมชนบริเวณ สี่แยกเจ้าราชวงศ์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางพื้นที่เศรษฐกิจ ของ อ.เมือง จ.น่าน
.
เพราะพื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งในเบื้องต้น ทางจังหวัดได้ประกาศให้ผู้คน ทั้ง 19 ชุมชนเขต อ.เมือง อพยพออกจากพื้นที่แล้ว
.
โดยเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาทีมข่าวได้มาสำรวจบริเวณภายในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ พบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น เป็นระยะ ๆ ทั้งกระแสน้ำที่ล้นตลิ่ง จากแม่น้ำน่าน บวกกับ น้ำที่ผุดขึ้นจากท่อระบายน้ำทำให้ปริมาณน้ำสะสม ไหลเชี่ยวกรากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน โดยมีระดับน้ำท่วมประมาณ 40 เซนติเมตร
.
ถึงแม้ว่าชาวบ้านส่วนมากจะอพยพออกไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังคงมีชาวบ้านไม่น้อยที่ขอเฝ้าดูสถานการณ์และเป็นห่วงทรัพย์สินภายในบ้าน
.
เช่นเดียวกับ นายสมพงศ์ อายุ 65 ปี เจ้าของร้านผัดไทยในย่านนี้ ก็ออกมาสังเกตการณ์ปริมาณน้ำตั้งแต่ช่วงเช้ามืด บอกว่ายังไว้ใจไม่ได้ เชื้อคงไม่หนักเท่ากับปีที่แล้ว แต่กระแสน้ำปีนี้มาแรงกว่า และส่วนตัวเชื่อว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วม เป็นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า ทำ หวดน้ำจากบนเขา ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านประชาชนมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสียหายทำให้คนใน จ.น่าน ขาดรายได้ และต้องเยียวยากันหลังน้ำท่วม
.
.
“ณัฐพล” ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม “แก้ไขน้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างเงื่อนปมใหม่”
.
“ณัฐพล” ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม “แก้ไขน้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างเงื่อนปมใหม่” เตรียมสู้ต่อในสภาผู้แทนราษฎร หลังทักท้วงไม่สำเร็จ
.
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชน เข้าชี้แจงข้อกังวลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และพระราชบัญญัติโรงแรม ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ โดยระบุอย่างชัดเจนว่าร่างกฎหมายดังกล่าว “แก้น้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างปัญหาเพิ่ม” ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาเดิม แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างรุนแรง
.
นายณัฐพลกล่าวว่า ตนได้หยิบยก 3 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของร่างกฎหมายฉบับนี้ ประการแรกคือ การยกเลิกมาตรา 37 (2) ซึ่งเป็นการริบอำนาจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการจัดการกับชาวต่างชาติที่แจ้งที่อยู่อาศัยเป็นเท็จ ทั้งที่กฎหมายข้อนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและดำเนินคดีกับกลุ่มทุนสีเทาหรือผู้ที่เข้าประเทศมาโดยไม่สุจริต การแก้ไขเช่นนี้ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่สุจริต แต่กลับเปิดช่องให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาแฝงตัวในประเทศได้ง่ายขึ้น
.
ประการที่สอง ร่างกฎหมายนี้กำลังขยายเวลาให้คนต่างชาติล่องหน และผลักภาระทั้งหมดให้ผู้ประกอบการที่พัก โดยกำหนดให้คนต่างชาติแจ้งที่อยู่เพียงแค่ 2 ครั้ง คือตอนเข้าประเทศและเมื่ออยู่ครบ 90 วัน ส่วนช่องว่างระหว่างนั้น ภาระทั้งหมดถูกผลักไปให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่พักเป็นผู้แจ้งแทน ซึ่งในความเป็นจริง ที่พักรายย่อยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องเนื่องจากติดล็อกข้อจำกัดของ พ.ร.บ.โรงแรม การแก้กฎหมายแบบนี้จึงยิ่งขยายช่องโหว่ให้ชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศโดยไร้การติดตามได้นานขึ้น แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ...
.
ประการที่สาม ซึ่งถือเป็นความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน คือโครงสร้างโทษปรับที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ที่พักรายย่อยต้องรับภาระหนักกว่าโรงแรมขนาดใหญ่ โดยการกำหนดให้ที่พักที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรงแรม หากไม่แจ้งการเข้าพักของชาวต่างชาติ จะถูกปรับตาม “จำนวนหัว” หัวละไม่เกิน 2,000 บาท ในขณะที่โรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย กลับถูกปรับเป็น “รายครั้ง” ครั้งละ 20,000 - 100,000 บาท
.
“เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หากที่พักรายย่อยขนาด 8 ห้อง มีผู้เข้าพัก 16 คนแล้วไม่ได้แจ้ง พวกเขาอาจถูกปรับสูงสุดถึง 32,000 บาท แต่หากเป็นโรงแรมขนาด 10 ห้อง มีผู้เข้าพัก 20 คนแล้วไม่ได้แจ้ง กลับถูกปรับเพียงครั้งเดียวในอัตราขั้นต่ำคือ 20,000 บาท นี่คือโครงสร้างที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีรายได้น้อยกว่ากลับต้องแบกรับโทษที่หนักกว่ากลุ่มทุนโรงแรม ซึ่งเป็นเรื่องที่กำกวมและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง” นายณัฐพลกล่าวและว่า
.
ภายหลังการชี้แจงทั้ง 3 ประเด็น คณะกรรมาธิการวิสามัญกลับไม่มีผู้ใดเห็นด้วย และยืนยันที่จะคงร่างกฎหมายตามที่เสนอมาทั้งหมด ตนจึงได้ดำเนินการสงวนคำแปรญัตติไว้ เพื่อนำข้อมูลและความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ไปอภิปรายและลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
.
“กฎหมายนี้ยังไม่จบ ประชาชนและผู้ประกอบการที่พักรายย่อยทั่วประเทศควรติดตามและรับรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนตัวเล็กตัวน้อยในสภาใหญ่อย่างถึงที่สุด” นายณัฐพลกล่าวย้ำ
JJNY : รศ.ดร.เสรี ห่วงน้ำท่วมน่าน 3 ปีติด│น่านอ่วม ทะลักท่วมเมืองน่าน│“ณัฐพล” ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.│52 จว.ฝนถล่มหนัก น้ำท่วม
.
น้ำท่วมน่าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.วานนี้ (19 ส.ค.69) กรมชลประทานได้ประเมินสถานการร์น้ำล้นตลิ่งในตัวเมืองน่าน โดยระดับน้ำจะเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันอีกประมาณ 1.0-1.20 ม.ในวันนี้ (20 ส.ค.69) ท้องถิ่นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะยังมีฝนตกหนักเพิ่มเติมตอนบนสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ การแจ้งเตือนประชาชนย้ายรถ และทรัพย์สินไปยังที่ปลอดภัยจึงมีความสำคัญสูงสุด
.
ข้อความตอนหนึ่ง รศ.ดร.เสรี ระบุด้วยว่า ผมได้ออกคำเตือนเป็นคนแรก ว่าน้ำจะท่วมน่าน โดยปริมาณฝนจะตกหนักกว่า 300 มม. และมีระดับความรุนแรงถึง 0.8 ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ รับทราบมาว่ามีผู้เสียชีวิต 2 คน ที่ อ.ปัว กับ อ.ท่าวังผา ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียด้วย ความจริงผมไม่ได้แม่น แต่ผมเชื่อในวิทยาศาสตร์ และเราเองก็ยังไม่มีความสามารถที่จะคาดการณ์ในระดับนั้นได้ “หากเราเป็นน้ำเต็มแก้ว”
.
หัวใจของระบบเตือนภัยคือท้องถิ่น ผมมั่นใจว่าท้องถิ่นสามารถประเมินความเสี่ยงตนเองได้ แต่เมื่อไรเวลานั้นจะมาถึง ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีความสูญเสียมากขึ้น น้ำท่วมน่าน 3 ปีติดกัน 67-68-69 และจะท่วมหนักอีก ในปี 2570 ผมพูดหลายครั้ง ว่าอย่าคาดหวังจากส่วนกลางในการเตือนภัย หรือประเมินความเสี่ยงให้ท่าน ระบบส่วนกลาง (T-Alert) ถูกออกแบบเฉพาะภัยขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ก่อการร้าย เป็นต้น ส่วนเรื่องน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เป็นเรื่องของท้องถิ่น (L-Alert) ตอนนี้ก็ปล่อยให้ T-Alert ทำงานแทนก่อน คำถามแล้วจะจัดการกันอย่างไร ? ง่ายนิดเดียว “Put the man to the right job”
.
.
โดยกระแสน้ำ จากแม่น้ำน่านไหลเข้าพื้นที่ชุมชนบริเวณ สี่แยกเจ้าราชวงศ์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางพื้นที่เศรษฐกิจ ของ อ.เมือง จ.น่าน
.
เพราะพื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งในเบื้องต้น ทางจังหวัดได้ประกาศให้ผู้คน ทั้ง 19 ชุมชนเขต อ.เมือง อพยพออกจากพื้นที่แล้ว
.
โดยเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาทีมข่าวได้มาสำรวจบริเวณภายในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ พบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น เป็นระยะ ๆ ทั้งกระแสน้ำที่ล้นตลิ่ง จากแม่น้ำน่าน บวกกับ น้ำที่ผุดขึ้นจากท่อระบายน้ำทำให้ปริมาณน้ำสะสม ไหลเชี่ยวกรากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน โดยมีระดับน้ำท่วมประมาณ 40 เซนติเมตร
.
ถึงแม้ว่าชาวบ้านส่วนมากจะอพยพออกไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังคงมีชาวบ้านไม่น้อยที่ขอเฝ้าดูสถานการณ์และเป็นห่วงทรัพย์สินภายในบ้าน
.
เช่นเดียวกับ นายสมพงศ์ อายุ 65 ปี เจ้าของร้านผัดไทยในย่านนี้ ก็ออกมาสังเกตการณ์ปริมาณน้ำตั้งแต่ช่วงเช้ามืด บอกว่ายังไว้ใจไม่ได้ เชื้อคงไม่หนักเท่ากับปีที่แล้ว แต่กระแสน้ำปีนี้มาแรงกว่า และส่วนตัวเชื่อว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วม เป็นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า ทำ หวดน้ำจากบนเขา ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านประชาชนมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสียหายทำให้คนใน จ.น่าน ขาดรายได้ และต้องเยียวยากันหลังน้ำท่วม