ที่ดินริมคลองหรือแม่น้ำสาธารณะ ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังทลายหายไปบางส่วนหรือเกือบหมด ในคลองหรือแม่น้ำตรงที่เคยเป็นที่ดิน

เจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิอยู่หรือไม่ในคลองหรือแม่น้ำบริเวณที่เคยเป็นส่วนของที่ดินของเขา

คำตอบ คือ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า เจ้าของที่ดิน ได้มีการแสดงอาการหวงกัน เช่น เอาเสามาปักกั้นลงไปในคลองส่วนที่เคยเป็นที่ดินของตัวเองหรือไม่

หรือว่า ช่างมัน ฉันไม่แคร์ แล้วก็ปล่อยปละละเลยให้ประชาชนที่สัญจรทางน้ำก็ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นเวลานานหลายสิบปี โดยไม่ได้แสดงอาการหวงกัน

ถ้าเจ้าของยังแสดงอาการหวงก้างหรือหวงกันในที่ดินตรงที่ถูกน้ำกัดเซาะพังไว้  แม้ที่ดินบริเวณนั้นจะสูญหายไปในน้ำแล้ว  กรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม (เพราะเจ้าของอาจจะลงทุนทำเขื่อน แล้วถมดินลงไปในน้ำใหม่ เพื่อให้ที่ดินเต็มเหมือนเดิม)

แต่ถ้าเจ้าของปล่อยไป ไม่ได้ทำเครื่องหมายอะไรที่แสดงอาการหวงกัน จนประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นทางสัญจร หรือเข้ามาตกปลา หาปู แถวนั้น เป็นเวลาหลายปี  ก็จะทำให้บริเวณนั้นตกเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน

แต่เคยมีคดีที่ เจ้าของที่ดินปล่อยปละละเลยที่ดินที่ติดริมคลองที่ถูกน้ำกัดเซาะไปหลายสิบปี  ไม่มีการหวงกันสิทธิ ปล่อยให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์มานาน  ตอนหลังเจ้าของที่ดินตาย ทายาทมารับมรดกต่อ ก็นำชี้รังวัดที่ดิน ปรากฏว่าพบว่าที่ดินบางส่วนอยู่ในคลอง  แต่ในการนำชี้รังวัด มีเจ้าหน้าที่ของ อบต. ต้องไประวังแนวเขตในวันนัดรังวัดด้วย (เพราะที่ดินติดกับคลองสาธารณะประโยชน์)  แล้วเจ้าหน้าที่ของ อบต. ก็ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินไว้ เพราะเห็นว่า แนวที่ดินมันล้ำเข้าไปในคลองสาธารณะประโยชน์

ทายาท เลยต้องไปฟ้องศาลเพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่เขตถอนการคัดค้าน

ทางเขตก็สู้คดี

ยกแรก ทายาทซึ่งเป็นโจทก์ ชนะคดีในศาลชั้นต้น

แต่พอถึงศาลอุทธรณ์ ตัดสินให้โจทก์แพ้คดี

พอไปถึงศาลฎีกา คดีก็พลิกอีก กลับมาเป็นโจทก์ชนะคดี

เหตุผลเพราะฝ่ายจำเลย (คือ อบต) ไม่ได้นำสืบให้สมกับคำให้การ (คำให้การจะบรรยายหรือกล่าวอ้างอย่างไรก็ได้  แต่ก็ต้องนำสืบพิสูจน์ให้เห็นจริงตามข้ออ้างในคำให้การด้วย ตามหลักที่ว่า "ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ")

สรุป จำเลยกล่าวอ้างไปในคำให้การว่า "โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่คัดค้าน เพราะถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาธารณประโยชน์ (คลองกะเฉด) เป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานการหวงกันสิทธิ "  แต่ไม่ได้เอาพยานหลักฐานมานำสืบในศาลให้ศาลเห็นว่า ที่ดินถูกกัดเซาะไปตั้งแต่เมื่อใด  และก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า มีประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ในบริเวณคลองที่เคยเป็นที่ดินดังกล่าว ติดต่อกันมาหลายสิบปีจริงตามที่กล่าวอ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5925/2562
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่