#น้ำมัน #ทันหุ้น – กูรูเชื่อราคาน้ำมันดิบจะยังอยู่ในแดนสูงยาวถึงปี 2570 หากสงครามยืดเยื้อ กรณีคลี่คลายมีโอกาสลดสู่ 65–76 ดอลลาร์ ด้าน กบง. ดึงกำไรหน้าโรงกลั่นกดดันผลงานไตรมาส 3 วางเกมลงทุนเน้นเทรดดิ้งหุ้นพลังงานระยะสั้นตามทิศทางราคาน้ำมันและรอจังหวะทยอยสะสมเมื่อสงครามคลี่คลาย
นางสาวนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังผันผวนแดนสูง ขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยล่าสุดวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ประมาณ 91.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.5% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ประมาณ 85.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.6% จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมัน
โดยหากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังทำหน้าที่พยุงราคา แต่สถานการณ์สงครามเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยากและจำเป็นต้องติดตามเป็นรายวัน ทั้งนี้หากสถานการณ์คลี่คลายหรือสงครามยุติลง ราคาน้ำมันมีโอกาสกลับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนความต้องการใช้ (Demand) และอุปทาน (Supply) ที่แท้จริงของตลาดโดยคาดราคาน้ำมันดิบอาจปรับลดลงมาอยู่ในกรอบประมาณ 65–76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเฉลี่ยราว 70 ดอลลาร์ ในปี 2570
@รัฐดูดเงินโรงกลั่น
สำหรับสถานการณ์ในไทย ยังมีปัจจัยกดดันจากมาตรการภาครัฐในการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาดีเซลยังเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ยังอยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะอุปทานที่ยังตึงตัว แต่การถูกกดดันส่วนต่างราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเวลานานมีแนวโน้มกระทบกำไรสุทธิของกลุ่มโรงกลั่นในงวดไตรมาส 3/2569 มากกว่าไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นในเดือนกรกฎาคม 2569 มาปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0, B7 และ B20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 15 สิงหาคม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม–15 กันยายน 2569 นับเป็นครั้งที่ 6 ที่ภาครัฐนำส่วนต่างกำไรของกลุ่มโรงกลั่นมาใช้บรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยเสริมฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมวงเงินกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท
สำหรับผลกระทบต่อผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 ประเมินว่า PTTGC จะได้รับผลกระทบสูงสุดราว 4 พันล้านบาท โดยเป็นผลกระทบจากมาตรการรอบล่าสุดประมาณ 1.9 พันล้านบาท รองลงมาเป็น BCP ซึ่งคาดได้รับผลกระทบราว 2.98 พันล้านบาท TOP คาดได้รับผลกระทบราว 2.93 พันล้านบาท ขณะที่ IRPC คาดได้รับผลกระทบราว 2.5 พันล้านบาท และ SPRC คาดได้รับผลกระทบราว 1.4 พันล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นางสาวนลินรัตน์ แนะนำให้นักลงทุนเน้น “ซื้อเก็งกำไรระยะสั้น” ตามทิศทางราคาน้ำมัน และความสามารถในการจ่ายเงินปันผล สำหรับนักลงทุนระยะยาวควรรอประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากสงครามยุติ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานมีโอกาสปรับตัวลง และอาจเป็นจังหวะ “ทยอยสะสม”
@ น้ำมันสูงหนุน PTTEP-PTT
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มกลุ่มพลังงานยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้น 6% เทียบสัปดาห์ก่อน (WoW) ขณะที่ราคาแนฟทาเพิ่มขึ้น 4% WoW จากความกังวลต่ออุปทานน้ำมัน หลังสหรัฐ เตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียมีแนวโน้มลดลง หลังยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากภาวะอุปทานที่หยุดชะงัก
สำหรับกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์สัปดาห์ล่าสุดลดลง 7% WoW มาอยู่ที่ 25.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินที่อ่อนตัวลง หลังจีนผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงและเพิ่มการระบายน้ำมันเบนซินเข้าสู่ตลาด แต่ระดับค่าการกลั่นเฉลี่ยในงวดไตรมาส 3/2569 ยังอยู่ในระดับสูงและเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการ โดยมองว่ากลุ่มโรงกลั่นมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ขณะที่ PTT ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากผลประกอบการของบริษัทในเครือกลุ่มโรงกลั่น รวมถึงปัจจัยหนุนจากการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายโดยโบรกเกอร์ต่างประเทศ
ดังนั้นจึงประเมินว่า PTTEP เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากช่วยสนับสนุนราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ PTT ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นในกลุ่ม ส่วนหุ้นโรงกลั่นยังมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง แม้ต้องติดตามความผันผวนของค่าการกลั่นในระยะถัดไป

ผ่าความผันผวนราคาน้ำมัน กลยุทธ์เทรดดิ้งหุ้นพลังงาน
#น้ำมัน #ทันหุ้น – กูรูเชื่อราคาน้ำมันดิบจะยังอยู่ในแดนสูงยาวถึงปี 2570 หากสงครามยืดเยื้อ กรณีคลี่คลายมีโอกาสลดสู่ 65–76 ดอลลาร์ ด้าน กบง. ดึงกำไรหน้าโรงกลั่นกดดันผลงานไตรมาส 3 วางเกมลงทุนเน้นเทรดดิ้งหุ้นพลังงานระยะสั้นตามทิศทางราคาน้ำมันและรอจังหวะทยอยสะสมเมื่อสงครามคลี่คลาย
นางสาวนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังผันผวนแดนสูง ขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยล่าสุดวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ประมาณ 91.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.5% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ประมาณ 85.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.6% จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมัน
โดยหากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังทำหน้าที่พยุงราคา แต่สถานการณ์สงครามเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยากและจำเป็นต้องติดตามเป็นรายวัน ทั้งนี้หากสถานการณ์คลี่คลายหรือสงครามยุติลง ราคาน้ำมันมีโอกาสกลับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนความต้องการใช้ (Demand) และอุปทาน (Supply) ที่แท้จริงของตลาดโดยคาดราคาน้ำมันดิบอาจปรับลดลงมาอยู่ในกรอบประมาณ 65–76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเฉลี่ยราว 70 ดอลลาร์ ในปี 2570
@รัฐดูดเงินโรงกลั่น
สำหรับสถานการณ์ในไทย ยังมีปัจจัยกดดันจากมาตรการภาครัฐในการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาดีเซลยังเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ยังอยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะอุปทานที่ยังตึงตัว แต่การถูกกดดันส่วนต่างราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเวลานานมีแนวโน้มกระทบกำไรสุทธิของกลุ่มโรงกลั่นในงวดไตรมาส 3/2569 มากกว่าไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นในเดือนกรกฎาคม 2569 มาปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0, B7 และ B20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 15 สิงหาคม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม–15 กันยายน 2569 นับเป็นครั้งที่ 6 ที่ภาครัฐนำส่วนต่างกำไรของกลุ่มโรงกลั่นมาใช้บรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยเสริมฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมวงเงินกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท
สำหรับผลกระทบต่อผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 ประเมินว่า PTTGC จะได้รับผลกระทบสูงสุดราว 4 พันล้านบาท โดยเป็นผลกระทบจากมาตรการรอบล่าสุดประมาณ 1.9 พันล้านบาท รองลงมาเป็น BCP ซึ่งคาดได้รับผลกระทบราว 2.98 พันล้านบาท TOP คาดได้รับผลกระทบราว 2.93 พันล้านบาท ขณะที่ IRPC คาดได้รับผลกระทบราว 2.5 พันล้านบาท และ SPRC คาดได้รับผลกระทบราว 1.4 พันล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นางสาวนลินรัตน์ แนะนำให้นักลงทุนเน้น “ซื้อเก็งกำไรระยะสั้น” ตามทิศทางราคาน้ำมัน และความสามารถในการจ่ายเงินปันผล สำหรับนักลงทุนระยะยาวควรรอประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากสงครามยุติ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานมีโอกาสปรับตัวลง และอาจเป็นจังหวะ “ทยอยสะสม”
@ น้ำมันสูงหนุน PTTEP-PTT
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มกลุ่มพลังงานยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้น 6% เทียบสัปดาห์ก่อน (WoW) ขณะที่ราคาแนฟทาเพิ่มขึ้น 4% WoW จากความกังวลต่ออุปทานน้ำมัน หลังสหรัฐ เตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียมีแนวโน้มลดลง หลังยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากภาวะอุปทานที่หยุดชะงัก
สำหรับกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์สัปดาห์ล่าสุดลดลง 7% WoW มาอยู่ที่ 25.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินที่อ่อนตัวลง หลังจีนผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงและเพิ่มการระบายน้ำมันเบนซินเข้าสู่ตลาด แต่ระดับค่าการกลั่นเฉลี่ยในงวดไตรมาส 3/2569 ยังอยู่ในระดับสูงและเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการ โดยมองว่ากลุ่มโรงกลั่นมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ขณะที่ PTT ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากผลประกอบการของบริษัทในเครือกลุ่มโรงกลั่น รวมถึงปัจจัยหนุนจากการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายโดยโบรกเกอร์ต่างประเทศ
ดังนั้นจึงประเมินว่า PTTEP เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากช่วยสนับสนุนราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ PTT ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นในกลุ่ม ส่วนหุ้นโรงกลั่นยังมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง แม้ต้องติดตามความผันผวนของค่าการกลั่นในระยะถัดไป