Samsung ขึ้นราคาผลิตชิปสูงสุด 15% หลังความต้องการชิป AI พุ่ง

กระทู้ข่าว

Samsung ขึ้นราคาผลิตชิปสูงสุด 15% หลังความต้องการชิป AI พุ่ง
Samsung Electronics ปรับขึ้นราคาบริการ รับจ้างผลิตชิป (Foundry) สำหรับลูกค้ารายใหม่บางส่วนสูงสุดประมาณ 15% ท่ามกลางความต้องการชิปสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกำลังการผลิตของโรงงานผลิตชิปขั้นสูงเริ่มตึงตัว

1. Samsung มีอำนาจต่อรองด้านราคามากขึ้น
ที่ผ่านมา ตลาด Foundry มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะระหว่าง Samsung กับ TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรับจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลก

แต่การลงทุนด้าน AI ทำให้ความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่กำลังการผลิตกระบวนการผลิตขั้นสูงไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที ส่งผลให้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนจากตลาดที่ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันแย่งลูกค้า มาเป็นตลาดที่ ลูกค้าต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้กำลังการผลิต มากขึ้น 

Reuters ระบุว่า Samsung ปรับราคาในกระบวนการผลิต 4 นาโนเมตร (SF4) โดยราคาสำหรับลูกค้าในจีนและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 10–15% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนลูกค้าในไต้หวันเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10% 

นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานว่าการปรับราคาครอบคลุมกระบวนการผลิตบางส่วนในระดับ 5 นาโนเมตรและ 8 นาโนเมตร ด้วย

2. ลูกค้าจีนยอมจ่ายแพงขึ้น
จุดที่น่าสนใจคือ ความต้องการจากลูกค้าจีนค่อนข้างแข็งแกร่ง และลูกค้าจีนเป็นกลุ่มที่ยอมรับการขึ้นราคาสูงในระดับหนึ่ง
ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของสหรัฐฯ ต่อการส่งออกอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน ทำให้บริษัทจีนมีแรงจูงใจที่จะพึ่งพาโรงงานผลิตชิปนอกประเทศมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายอื่นมีจำกัด Samsung จึงมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ต้องการผลิตชิปขั้นสูงและไม่สามารถสร้างโรงงานเองได้ในระยะสั้น 

3. ไม่ได้หมายความว่า Samsung ขึ้นราคาชิปทุกประเภท 15%
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะคำว่า “ขึ้นราคา 15%” อาจทำให้เข้าใจว่า Samsung ขึ้นราคาบริการ Foundry ทั้งหมด

แต่ข้อมูลจากข่าวระบุว่าเป็นการขึ้นราคาสำหรับ กระบวนการผลิตบางประเภทและลูกค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะกระบวนการที่มีความต้องการสูง

ก่อนหน้านี้ ChosunBiz ก็รายงานว่า Samsung ขึ้นราคาสำหรับลูกค้ารายใหม่ประมาณ 15% ในกระบวนการ 4 นาโนเมตร, 5 นาโนเมตร และ 8 นาโนเมตรบางประเภท ซึ่งสะท้อนว่าการปรับราคาเป็นการเจาะจงไปยังส่วนที่กำลังการผลิตตึงตัวมากกว่าเป็นการขึ้นราคาทั้งธุรกิจ 

4. เป็นสัญญาณที่ดีต่อธุรกิจ Foundry ของ Samsung
ธุรกิจ Foundry ของ Samsung ประสบปัญหาขาดทุนมาหลายปี แต่สถานการณ์ในตลาดกำลังเปลี่ยนไปจากการเติบโตของ AI

Reuters รายงานว่าโรงงานกระบวนการ 4 นาโนเมตรของ Samsung ที่เมืองพย็องแท็ก มีการใช้กำลังการผลิตเต็ม และกำลังผลิตให้ลูกค้ารวมถึง Qualcomm ขณะเดียวกัน Samsung ยังต้องจัดสรรกำลังการผลิตสำหรับธุรกิจชิปของตัวเองด้วย 

Samsung ยังได้รับคำสั่งซื้อและความร่วมมือด้าน AI เพิ่มขึ้น เช่น ความร่วมมือกับ Broadcom ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยความจำ Foundry และ Advanced Packaging และมีมูลค่าที่คาดว่าจะเกิน 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

5. ผลกระทบอาจไม่ได้จบแค่ Samsung
บริบทเพิ่มเติม: การขึ้นราคา Foundry เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่อาจทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมชิปเพิ่มขึ้น เพราะผู้ผลิตชิปออกแบบ เช่น บริษัทที่ทำชิป AI ต้องจ่ายทั้งค่าผลิตเวเฟอร์ ค่าหน่วยความจำ HBM และค่าบรรจุชิปขั้นสูง

ก่อนหน้านี้ ChosunBiz รายงานว่า TSMC ก็ปรับขึ้นราคากระบวนการผลิตบางส่วนเช่นกัน โดยประมาณ 5–10% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับ Samsung เพียงบริษัทเดียว แต่เกี่ยวข้องกับภาวะกำลังการผลิตชิปขั้นสูงที่ตึงตัวจากกระแสลงทุน AI 

ดังนั้น หากความต้องการ AI ยังคงแข็งแกร่ง ผู้ผลิต Foundry อย่าง Samsung และ TSMC จะมีอำนาจในการกำหนดราคามากขึ้น และต้นทุนที่สูงขึ้นอาจถูกส่งต่อไปยังผู้ผลิต GPU, AI Accelerator, สมาร์ตโฟน, เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท้ายที่สุด


สรุป
เรื่องนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของตลาดชิป

AI ต้องการชิปมากขึ้น → กำลังการผลิตขั้นสูงเริ่มตึงตัว → Foundry มีอำนาจต่อรองมากขึ้น → Samsung สามารถขึ้นราคาบางกระบวนการได้สูงสุด 15%

และกรณีของ Samsung มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะธุรกิจ Foundry เคยเป็นจุดอ่อนของบริษัท แต่ตอนนี้ความต้องการชิป AI กำลังช่วยเพิ่มการใช้กำลังการผลิตและอำนาจต่อรองด้านราคาให้กับธุรกิจนี้

หมายเหตุ ตัวเลขและรายละเอียดข้างต้นที่ระบุว่าเป็นการปรับราคา มาจากข้อมูลของแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมที่ Reuters สัมภาษณ์ ไม่ใช่ประกาศราคาสาธารณะจาก Samsung โดยตรง

#ตอนนี้อำนาจต่อรองอยู่ที่ผู้ผลิต แม้แต่จีนยังยอมจ่ายแพงขึ้นอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุปและเรียบเรียง) yonhapnewstv reuters chosun yahoo.co.jp investing
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่