วอลล์สตรีทเปลี่ยนหุ้นให้เป็น "โทเค็นดิจิทัล" ได้แล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตการเงินโลก?



เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาขายหุ้น เงินถึงไม่เข้าบัญชีทันที ต้องรอ 1 วันทำการ? นั่นเพราะระบบซื้อขายหุ้นทั่วโลกยังใช้กระบวนการเก่าที่มีขั้นตอนเยอะ
ตอนนี้บริษัทที่ชื่อ DTCC ซึ่งเป็นเหมือน "คลังกลาง" ที่เก็บและจัดการหุ้นทั้งหมดในอเมริกา (ถือครองสินทรัพย์รวมกันมากถึง 114 ล้านล้านดอลลาร์ และดูแลธุรกรรมปีละกว่า 4,000 ล้านล้านดอลลาร์ — ตัวเลขใหญ่ระดับที่นับไม่ถูก) ประกาศว่าเดือนตุลาคมนี้จะเปิดตัวบริการใหม่ ที่จะเปลี่ยนวิธีการซื้อขายหุ้นไปตลอดกาล

แปลงหุ้นเป็นโทเค็น แปลว่าอะไร
พูดง่ายๆ คือ DTCC จะทำให้หุ้นบริษัทดังๆ อย่าง Nvidia, Apple, Microsoft รวมถึงกองทุน ETF และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถแปลงเป็น "โทเค็นดิจิทัล" ได้ เหมือนกับการแปลงเงินสดเป็นเหรียญคริปโตนั่นแหละ
จุดสำคัญคือ นี่ไม่ใช่การสร้างเหรียญคริปโตปลอมๆ ขึ้นมาใหม่ แต่เป็น "ฝาแฝดดิจิทัล" (Digital Twin) ที่ผูกติดกับหุ้นจริงแบบ 1 ต่อ 1 คุณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ได้รับเงินปันผล และมีสิทธิ์โหวตในบริษัทเหมือนเดิมทุกอย่าง แค่รูปแบบมันอยู่บนบล็อกเชนแทน
ที่สำคัญคือเรื่องนี้ไม่ใช่การทำมั่วๆ เพราะ DTCC ได้รับ "ใบอนุญาตผ่อนผัน" จากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหุ้นสหรัฐฯ (SEC) เป็นเวลา 3 ปีแล้ว

ทำไมต้องทำแบบนี้
ลองนึกภาพระบบเก่า คุณซื้อหุ้น ต้องรอ 1 วันเงินถึงเข้า (เรียกว่า T+1) แถมช่วงที่รอนั้น เงินก็ถูกกักไว้เฉยๆ ทำอะไรไม่ได้
แต่ถ้าหุ้นอยู่ในรูปโทเค็นดิจิทัล การซื้อขายและโอนย้ายจะเกิดขึ้น แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ไม่ต้องรอเวลาทำการธนาคาร สถาบันการเงินก็เอาหุ้นไปใช้เป็นหลักประกันกู้ยืมได้ทันทีแม้เป็นเวลากลางดึก
มีตัวอย่างจริงแล้วด้วย JPMorgan เคยทดลองแปลงกองทุน Invesco QQQ Trust เป็นโทเค็น แล้วเอาไปวางเป็นหลักประกันกับ CME Group ได้ภายในไม่กี่นาที ทั้งที่ปกติขั้นตอนแบบนี้กินเวลานานกว่านั้นมาก

ใครร่วมด้วยบ้าง
โครงการนี้ไม่ได้ทำเล่นๆ เพราะมีสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กว่า 40-50 แห่งเข้าร่วมทดสอบ เช่น JPMorgan, Goldman Sachs, BlackRock, Vanguard รวมถึงตลาดหุ้น NYSE และ Nasdaq เอง
ด้านเทคโนโลยี ระบบนี้จะเชื่อมกับบล็อกเชนของสถาบันอย่าง Hyperledger Besu และ Canton Network พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับบล็อกเชนสาธารณะอย่าง Stellar ด้วย

แล้วมันเปลี่ยนโลกยังไง
ถ้าโครงการนี้สำเร็จ มันจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิม (หุ้น พันธบัตร) กับโลกคริปโตและ DeFi เข้าด้วยกันจริงจังเป็นครั้งแรก และอาจกดดันให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในยุโรปกับเอเชียต้องรีบปรับตัวตามไม่ให้ตกขบวน

หมายเหตุ: บทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่