Ukraine's 6-Ton 'Flamingo' Missile by Daily Mail
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้วิดีโอรายการ "War on Tape" จากสำนักข่าว Daily Mail นำเสนอเจาะลึกเกี่ยวกับ ขีปนาวุธ 'ฟลามิงโก' (Flamingo หรือรุ่น FP5) ซึ่งเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์แบบครูซมิสไซล์ (Cruise Missile) ขนาดใหญ่ที่ประเทศยูเครนพัฒนาและผลิตขึ้นเองภายในประเทศ
1. ข้อมูลทั่วไปและที่มาของชื่อ "ฟลามิงโก" [00:43]
ขีปนาวุธนี้มีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า FP5 โดยย่อมาจากชื่อบริษัทผู้ผลิตคือ Firepoint (FP) ส่วนเลข 5 คือลำดับรุ่น (ก่อนหน้านี้มีรุ่น FP1 ถึง 4 ซึ่งเป็นโดรน) ชื่อเล่น "ฟลามิงโก" ได้มาจากการที่รุ่นทดสอบในยุคแรกๆ ถูกทาด้วยสีชมพู [00:51] ในช่วงแรกที่เริ่มมีข่าวลือเกี่ยวกับขีปนาวุธนี้ หลายฝ่ายรวมถึงผู้เชี่ยวชาญต่างไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่จากภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐานที่ปรากฏ ยืนยันได้ว่าฟลามิงโกไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง แต่เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้งานได้จริง [00:23]
2. สเปกพื้นฐานที่น่าทึ่ง (Key Specifications) [01:00]
ขนาดและน้ำหนัก: ฟลามิงโกมีความยาวถึง 45 ฟุต (ประมาณ 13.7 เมตร) และมีระยะปีกกว้าง 20 ฟุต น้ำหนักรวมพุ่งสูงถึง 6 ตัน (Metric Tons) โดยเฉพาะส่วนหัวรบ (Warhead) เพียงอย่างเดียวก็มีน้ำหนักมากถึง 1 ตัน [01:09]
สมรรถนะ: ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 600 ไมล์ต่อชั่วโมง (เกือบเท่าความเร็วเสียง) และมีระยะหวังผลไกลสูงสุดถึง 1,900 ไมล์ (ประมาณ 3,000 กิโลเมตร) [01:18]
ต้นทุนและความคุ้มค่า: ราคาประเมินอยู่ที่ประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อลูก (ประมาณ 17 ล้านบาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ของสหรัฐฯ ฟลามิงโกมีขนาดใหญ่กว่าถึงสองเท่า มีพลังทำลายล้างมากกว่าเกินสองเท่า แต่กลับมีราคาถูกกว่าเกือบ 4 เท่าตัว [01:28]
3. โครงสร้างและการประกอบร่างอัจฉริยะ (Design & Components) [01:46]
การออกแบบฟลามิงโกเน้นการใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ประกอบได้เร็ว และมีต้นทุนต่ำ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ:
ลำตัวและปีก: โครงสร้างหลักทอจากเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) ด้วยเครื่องจักร ซึ่งแม้จะมีราคาแพงแต่แข็งแรงทนทานและน้ำหนักเบามาก ทำให้บรรทุกเชื้อเพลิงได้มากขึ้นและบินได้ไกลขึ้น กระบวนการทอโครงสร้างใช้เวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้น [01:54] ส่วนหัวของขีปนาวุธทำจากไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) เพื่อลดต้นทุนและช่วยลดน้ำหนัก [02:10]
ระบบควบคุมการบิน: บริเวณส่วนท้ายมีครีบขนาดเล็กที่เรียกว่า 'Canards' ทำหน้าที่ควบคุมทิศทางและรักษาเสถียรภาพ ขณะที่ปีกหลักตรงกลางช่วยให้ขีปนาวุธสามารถร่อนในแนวระนาบได้อย่างยาวนานแบบเครื่องบินทั่วไป [02:24] ส่วนปลายจมูกมีท่อ 'Pitot tube' สำหรับวัดความเร็วลมในขณะพุ่งทะยาน [02:49]
ขุมพลังเครื่องยนต์สุดคุ้ม: ยูเครนดัดแปลงเครื่องยนต์เจ็ต Ivchenko AI-25TL ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ยุคโซเวียตที่เดิมใช้สำหรับเครื่องบินฝึกหัด [03:00] เครื่องยนต์เหล่านี้มีอยู่หลายพันเครื่องในสุสานขยะ แม้จะเหลืออายุการใช้งานเพียงไม่กี่สิบชั่วโมงและไม่ปลอดภัยสำหรับเครื่องบินรบแล้ว แต่มัน "สมบูรณ์แบบ" สำหรับการเป็นขีปนาวุธที่ใช้บินแบบเที่ยวเดียวจบ (One-way trip) [03:16] หากอะไหล่เครื่องยนต์เก่าหมด ยูเครนก็มีองค์ความรู้ในการผลิตเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดด้วยตัวเอง [03:29]
หัวรบมหาประลัย (The Warhead): แทนที่จะต้องออกแบบหัวรบแบบใหม่ ยูเครนได้นำ "ระเบิดโง่" (Dumb bombs) รุ่น FAB-500 ยุคโซเวียตที่มีน้ำหนักลูกละ 500 กิโลกรัม ซึ่งมีเหลือทิ้งอยู่ในคลังแสงนับหมื่นลูก มายัดใส่เข้าไปในขีปนาวุธทีเดียวถึง 2 ลูก ทำให้เกิดเป็นหัวรบน้ำหนักรวม 1 ตันที่ทรงพลังมหาศาล [04:06]
ระบบนำวิถีแบบพึ่งพาตนเอง: ใช้ระบบพิกัด GPS ของอเมริกา หรือระบบ GNSS ระดับโลก ผสานกับระบบนำทางด้วยแรงเฉื่อย (Inertial Navigation System) เป็นระบบสำรอง ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดความเร่งและไจโรสโคปบนเครื่อง [04:45] แต่สิ่งที่ยูเครนตั้งใจ "ไม่ใส่" เข้ามาคือ ระบบสแกนภูมิประเทศเพื่อนำทาง (TERCOM) แบบที่ขีปนาวุธโทมาฮอว์กของตะวันตกใช้ สาเหตุเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากพึ่งพาชิ้นส่วนประกอบระดับสูงจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกวอชิงตันตัดการเชื่อมต่อ หรือใช้สวิตช์ปิดระบบจากระยะไกลอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางการเมือง [05:10]
ระบบการปล่อยตัว: ใช้ระบบรางส่งที่เรียบง่ายร่วมกับจรวดขับดันเสริมแบบเชื้อเพลิงแข็ง (RATO หรือ JATO) เนื่องจากเครื่องยนต์หลักของฟลามิงโกมีกำลังพอที่จะพยุงตัวในอากาศเมื่อลอยขึ้นไปแล้วเท่านั้น แต่ไม่แรงพอที่จะดันตัวเองขึ้นจากพื้นในตอนแรก [05:31] จรวดเสริมจะดันตัวขีปนาวุธพุ่งขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะสลัดตัวเองทิ้งไป โดยมีเอกลักษณ์พิเศษคือทิศทางการปล่อยตัวที่คดเคี้ยวเป็น "รูปตัว S" ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากน้ำหนักที่มหาศาลของมัน [06:03]
4. นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์: ทำไม 'ฟลามิงโก' จึงเป็นอาวุธเปลี่ยนเกม? [07:30]
เติมเต็มช่องโหว่ด้านอาวุธระยะไกล: ตลอดสงคราม รัสเซียใช้ขีปนาวุธนำวิถีทุกรูปแบบ (ครูซมิสไซล์ ขีปนาวุธวิถีโค้ง ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง) โจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเมืองต่างๆ ของยูเครนอย่างไม่ลดละ โดยที่ยูเครนไม่มีอาวุธในระดับเดียวกันที่จะสวนกลับได้ [07:40] แม้จะได้ขีปนาวุธจากตะวันตกอย่าง ATACMS ของสหรัฐฯ, Storm Shadow ของอังกฤษ หรือ SCALP ของฝรั่งเศส แต่ก็มีจำนวนน้อยมากและมีข้อจำกัดในการใช้งานมากมาย [08:32]
ทำลายล้าง มากกว่าแค่สร้างความเสียหาย: ก่อนหน้านี้ยูเครนใช้ 'โดรนระยะไกล' บุกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซีย ซึ่งโดรนมีข้อจำกัดคือ บินช้า น้ำหนักเบา และบรรทุกระเบิดได้น้อย (เหมาะกับเป้าหมายบอบบางและติดไฟง่ายอย่างโรงกลั่นน้ำมันเพื่อสร้างผลกระทบแบบลูกโซ่) แต่ไม่สามารถทำลายล้างโรงงานโครงสร้างแข็งแรงได้ [10:12] การมาของฟลามิงโกที่มีความเร็ว 600 ไมล์ต่อชั่วโมงและหัวรบ 1 ตัน ทำให้มันมีแรงปะทะทะลุทะลวงสูง และสามารถระเบิดเป้าหมายใหญ่ๆ ให้แหลกละเอียดเป็นจุณได้ในพริบตา [11:15]
อิสรภาพไร้ข้อจำกัด: ด้วยความที่มันเป็น "Made in Ukraine" 100% ทำให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีและกองทัพรัฐบาลเคียฟมีอำนาจสั่งการโจมตีเป้าหมายใดๆ ก็ได้ในแผ่นดินรัสเซีย (โดยเฉพาะโรงงานผลิตอาวุธ) ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องรอขออนุมัติ หรืออึดอัดกับข้อแม้จากชาติตะวันตกที่มักกังวลเรื่องการยกระดับความขัดแย้งและห้ามไม่ให้ยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย [11:48]
ระยะยิงที่ครอบคลุมทั้งรัสเซียตะวันตก: ระยะการบินที่ 1,900 ไมล์ หมายความว่าเมืองสำคัญอย่างกรุงมอสโก หรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รวมถึงฐานทัพ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานอุตสาหกรรมทางการทหารเกือบทั้งหมดที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของรัสเซีย ล้วนตกอยู่ในรัศมีการโจมตีของขีปนาวุธนี้อย่างสมบูรณ์แบบ [09:18]
5. กำลังการผลิตและผลงานในสมรภูมิจริง [12:38]
ปัจจุบันยูเครนเพิ่มกำลังการผลิตจาก 1 ลูกต่อวัน เป็น 3 ลูกต่อวัน และกำลังตั้งเป้าเร่งอัตราการผลิตไปที่ 7 ลูกต่อวัน ซึ่งใช้เวลาผลิตเร็วกว่าสหรัฐฯ ในการประกอบขีปนาวุธโทมาฮอว์กเป็นอย่างมาก [12:44]
สถิติการโจมตีจริง: ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 เป็นต้นมา ฟลามิงโกถูกนำมาใช้งานจริงอย่างต่อเนื่องในอย่างน้อย 8 ปฏิบัติการ โดยยกระดับขีดความสามารถการรุกเข้าไปในดินแดนของข้าศึกได้อย่างน่าทึ่ง [13:10]
สิงหาคม 2025: โจมตีด่านหน้าในแหลมไครเมีย (ระยะ 65 ไมล์) เป็นการทดสอบระบบและยืนยันขีดความสามารถเบื้องต้น [13:18]
กันยายน 2025: โจมตีโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบของรัสเซียในเบลโกรอด (ระยะ 40 ไมล์) จากขีปนาวุธ 4 ลูก ทั้ง 4 ลูกถึงเป้าหมายและเกิดเพลิงไหม้ทำลายล้างรุนแรง [13:38]
ตุลาคม 2025: โจมตีสองระลอก แต่หนึ่งในการโจมตีล้มเหลวเพราะถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศรัสเซียยิงตก [13:51]
พฤศจิกายน 2025: เล็งเป้าหมายที่โรงไฟฟ้าในโอริออล (ระยะมากกว่า 100 ไมล์) โดยขีปนาวุธทั้ง 4 ลูกถูกยิงสกัดตกในจังหวะสุดท้าย ทิ้งเศษซากไฟลุกไหม้ตกลงสู่พื้นเมือง [14:19]
ธันวาคม 2025 - มกราคม 2026: ยกระดับพิสัยการยิงลึกเข้าไปเกือบ 400 ไมล์หลังแนวหน้า โดยมีลูกหนึ่งเจาะทะลุสนามซ้อมยิงขีปนาวุธของรัสเซียได้ [14:32]
กุมภาพันธ์ 2026: สร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการทำลายคลังเก็บกระสุน Kotluban (300 ไมล์) และสร้างความเสียหายหนักให้กับโรงงานมิสไซล์ Votkinsk ที่อยู่ห่างแนวหน้าไปไกลถึงกว่า 800 ไมล์ ซึ่งไกลกว่าสถิติทั้งหมดที่ยูเครนเคยทำได้ด้วยอาวุธชนิดใดๆ แม้แต่ตอนที่ใช้อาวุธของชาติตะวันตก [14:47]
มีนาคม - พฤษภาคม 2026: โจมตีโรงงานกระสุนที่อยู่ห่างออกไป 600 ไมล์ (พลาดเป้า) และโจมตีโรงงานชิ้นส่วนระบบนำทางที่ Cheboksary โดยมี 1 จาก 6 ลูกพุ่งชนโรงงานสำเร็จ [15:17]
Ukraine's 6-Ton 'Flamingo' Missile by Daily Mail
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้