จนท.และประชาชน ต้องใส่ใจปกป้องและส่งเสริม
พระพุทธศาสนา ตามมาตรา 67
ที่มา
https://www.facebook.com/share/p/18TevSDRWL/
ถ้าสำนักพุทธฯ ไม่ใส่ใจป้องกัน เหตุแบบนี้ก็เกิดอีก
)
มาตรา 67
รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน
รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท
เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
ไม่ว่าในรูปแบบใด
และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
มาตรา 67 อยู่ในหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ
บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รวมถึงศาสนาอื่น ๆ ด้วย
โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนหลักธรรมและการป้องกันการบ่อนทำลาย [
1]
สาระสำคัญของมาตรา 67
การอุปถัมภ์ทั่วไป: รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองทั้งพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
การส่งเสริมพุทธศาสนา: สนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมเถรวาทเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญา
การป้องกันการบ่อนทำลาย: ต้องมีมาตรการและกลไกป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกรูปแบบ
การมีส่วนร่วม: ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนเข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
###
นอกจากผู้ดูหมิ่นได้รับโทษตามกฏหมายแล้ว ในทางเทววิทยา
ยังได้รับโทษจากเทวดาที่รักษาองค์พระได้ด้วย
ถ้ามองตามความเชื่อพื้นบ้านและคติพิธีกรรมบางท้องถิ่น การ “เบิกเนตร”
พระพุทธรูปอาจมีแนวคิดใกล้เคียงกับที่คุณกล่าว แต่ต้องแยกให้ชัดว่า
นี่เป็นคติความเชื่อของพิธีกรรม ไม่ใช่หลักคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาโดยตรง
โดยทั่วไปมีแนวคิดประมาณนี้ครับ
พระพุทธรูปก่อนประกอบพิธี เป็นรูปเคารพที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้า
การ เบิกเนตร/เปิดพระเนตร เป็นพิธีเชิงสัญลักษณ์ ทำให้พระพุทธรูป “สมบูรณ์” ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับการสักการะ
ในคติพื้นบ้านบางแห่ง อาจมีความเชื่อว่า เชิญเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิต/รักษาองค์พระ ทำให้องค์พระมีอำนาจคุ้มครองสถานที่หรือผู้สักการะ
จึงอาจเกิดความเชื่อเรื่อง ให้คุณแก่ผู้บูชา และให้โทษแก่ผู้ลบหลู่ ตามระบบความเชื่อเรื่องเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ดูหมิ่น ทำลายพระพุทธรูป มีโทษอย่างไร
พระพุทธศาสนา ตามมาตรา 67
ที่มา
https://www.facebook.com/share/p/18TevSDRWL/
ถ้าสำนักพุทธฯ ไม่ใส่ใจป้องกัน เหตุแบบนี้ก็เกิดอีก
)
มาตรา 67
รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน
รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท
เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
ไม่ว่าในรูปแบบใด
และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
มาตรา 67 อยู่ในหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ
บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รวมถึงศาสนาอื่น ๆ ด้วย
โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนหลักธรรมและการป้องกันการบ่อนทำลาย [1]
สาระสำคัญของมาตรา 67
การอุปถัมภ์ทั่วไป: รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองทั้งพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
การส่งเสริมพุทธศาสนา: สนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมเถรวาทเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญา
การป้องกันการบ่อนทำลาย: ต้องมีมาตรการและกลไกป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกรูปแบบ
การมีส่วนร่วม: ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนเข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
###
นอกจากผู้ดูหมิ่นได้รับโทษตามกฏหมายแล้ว ในทางเทววิทยา
ยังได้รับโทษจากเทวดาที่รักษาองค์พระได้ด้วย
ถ้ามองตามความเชื่อพื้นบ้านและคติพิธีกรรมบางท้องถิ่น การ “เบิกเนตร”
พระพุทธรูปอาจมีแนวคิดใกล้เคียงกับที่คุณกล่าว แต่ต้องแยกให้ชัดว่า
นี่เป็นคติความเชื่อของพิธีกรรม ไม่ใช่หลักคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาโดยตรง
โดยทั่วไปมีแนวคิดประมาณนี้ครับ
พระพุทธรูปก่อนประกอบพิธี เป็นรูปเคารพที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้า
การ เบิกเนตร/เปิดพระเนตร เป็นพิธีเชิงสัญลักษณ์ ทำให้พระพุทธรูป “สมบูรณ์” ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับการสักการะ
ในคติพื้นบ้านบางแห่ง อาจมีความเชื่อว่า เชิญเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิต/รักษาองค์พระ ทำให้องค์พระมีอำนาจคุ้มครองสถานที่หรือผู้สักการะ
จึงอาจเกิดความเชื่อเรื่อง ให้คุณแก่ผู้บูชา และให้โทษแก่ผู้ลบหลู่ ตามระบบความเชื่อเรื่องเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์