บทที่ 4
ปัญหาความล้มเหลวในการจัดบริการการศึกษาระดับประถมศึกษาให้ทุกคน และปัญหาความล้มเหลวในการขยายบริการการศึกษาระดับมัธยมต้น ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7
4.1 หลักฐานความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาที่สะสมอยู่ในระบบการศึกษาของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญหาการจัดบริการการศึกษาให้ประชาชนอย่างทั่วถึงและเพียงพอ
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ข้อจำกัดของระบบราชการ งบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา ทำให้การขยายบริการไม่สามารถดำเนินไปได้ในอัตราที่ทันกับความต้องการของประชากร
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “ประเทศไทยมีโรงเรียนจำนวนเท่าใด” หากอยู่ที่ว่า เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาศักยภาพของตนเองหรือไม่
หลักฐานก่อน พ.ศ. 2538 แสดงให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถขยายการศึกษาระดับประถมศึกษาได้เป็นวงกว้าง แต่ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และเมื่อพิจารณาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปัญหากลับมีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะโครงสร้างของระบบยังไม่สามารถสร้างที่เรียนรองรับเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เพียงพอ
ปัญหานี้จึงเป็น ปัญหาความต่อเนื่องของระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
4.2 พ.ศ. 2530: มติคณะรัฐมนตรีกับนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษา
หลักฐานสำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2530 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรมสามัญศึกษาดำเนินการเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล ตามนโยบายการขยายโอกาสทางการศึกษา
สาระสำคัญของนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐตระหนักถึงปัญหาการที่เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้ โดยเฉพาะเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาในพื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ใกล้บ้าน
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การดำเนินการไม่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว
มีการประเมินว่า หากดำเนินการด้วยขีดความสามารถและอัตราการขยายในขณะนั้น อาจต้องใช้เวลาถึงประมาณ 20 ปี จึงจะสามารถเปิดโรงเรียนได้ครบทุกตำบล จากจำนวนประมาณ 5,000 ตำบลทั่วประเทศ
ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินประสิทธิภาพของระบบเดิม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีนโยบาย แต่คือ ช่องว่างระหว่างนโยบายกับขีดความสามารถในการดำเนินการจริง
4.3 “20 ปี” กับปัญหาความเร็วในการขยายบริการ
หากเริ่มต้นการขยายโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบลใน พ.ศ. 2530 และสมมติว่าการดำเนินงานยังคงอยู่ในอัตราเดิมที่ประเมินไว้ ระยะเวลา 20 ปีจะนำไปสู่ประมาณ พ.ศ. 2550
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและยังใช้วิธีการเดิมในการขยายบริการ การทำให้เด็กในทุกตำบลมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอาจต้องรอไปถึงประมาณ พ.ศ. 2550
พ.ศ. 2550 อยู่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2549 เพียงหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข พ.ศ. 2550 ในที่นี้ควรเข้าใจในฐานะ การประมาณตามอัตราการขยายที่มีอยู่ในขณะนั้น มิใช่การกล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ขยายโรงเรียนครบทุกตำบลจริงในปีดังกล่าว
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่า “จะเสร็จปีใด” แต่คือคำถามว่า
หากระบบเดิมต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการขยายบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ระบบดังกล่าวจะสามารถตอบสนองต่อเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยมัธยมศึกษาได้ทันเวลาหรือไม่
คำตอบย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการเร่งขยายระบบ ซึ่งเป็นปัญหาที่การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 จำเป็นต้องเข้ามาแก้ไข
4.4 ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในการจัดบริการการศึกษา พ.ศ. [url=tel:2534-2535]2534–2535[/url]
ปัญหาการจัดบริการการศึกษาไม่ได้เหมือนกันทุกภูมิภาค แต่มีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และสังคม
เอกสารที่ศึกษาปัญหาการจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. [url=tel:2534-2535]2534–2535[/url] สะท้อนข้อจำกัดของแต่ละภูมิภาคไว้แตกต่างกัน
4.4.1 ภาคเหนือ: ความทุรกันดารและความห่างไกล
พื้นที่จำนวนมากมีภูมิประเทศเป็นภูเขาและมีชุมชนกระจายตัวอยู่ห่างไกล การเดินทางและการจัดส่งบุคลากร รวมทั้งการสร้างและดูแลโรงเรียน จึงเป็นปัญหาสำคัญของการจัดบริการการศึกษา
ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการการศึกษาที่น้อยกว่า แต่เกิดจาก ต้นทุนและความยากในการนำบริการของรัฐไปถึงประชาชน
4.4.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ความขาดแคลน ความแห้งแล้ง และความกันดาร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านสภาพเศรษฐกิจ สภาพภูมิประเทศ และความแห้งแล้ง ความขาดแคลนของครอบครัวและชุมชนส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงและคงอยู่ในระบบการศึกษา
ดังนั้น การขยายโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเด็กยังมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจในการเข้าสู่ระบบและเรียนต่อ
4.4.3 ภาคใต้: ความเสี่ยงภัย
การจัดบริการการศึกษาในบางพื้นที่ของภาคใต้มีข้อจำกัดจากสภาพความไม่ปลอดภัยและความเสี่ยงภัย ทำให้การนำบริการทางการศึกษาไปถึงประชาชนมีความซับซ้อนมากกว่าการพิจารณาจำนวนโรงเรียนเพียงอย่างเดียว
4.4.4 ภาคกลาง: ความเหลื่อมล้ำและความแตกต่าง
แม้ภาคกลางจะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าหลายพื้นที่ แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างระหว่างพื้นที่ยังคงมีอยู่
จึงเห็นได้ว่า “ความทั่วถึง” ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกพื้นที่ แต่ต้องสามารถตอบสนองต่อข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาค
4.5 พ.ศ. 2538: ปัญหาที่ปรากฏต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการใน พ.ศ. 2538 ปัญหาการขยายบริการการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจึงมิใช่เพียงปัญหาในเอกสารหรือแผนงานอีกต่อไป
ตามข้อมูลที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ได้รับจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการมีขีดความสามารถในการรับนักเรียนเพิ่มได้เพียงประมาณ 10,000 คนต่อปีหรือน้อยกว่า ขณะที่มีเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วไม่ได้รับบริการการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสะสมประมาณ 3 ล้านคน
เด็กกลุ่มดังกล่าวมีทั้งเด็กจากครอบครัวยากจน และเด็กในพื้นที่ทุรกันดารหรือห่างไกล
ตัวเลขนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของ “โรงเรียนไม่พอ” แต่สะท้อน ข้อจำกัดของระบบในการเปลี่ยนความต้องการทางการศึกษาให้กลายเป็นบริการที่เกิดขึ้นจริง
4.6 เด็ก 3 ล้านคน กับขีดความสามารถในการรับเพิ่มปีละ 10,000 คน
หากนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณโดยสมมติให้อัตราการรับเพิ่มคงที่
เด็กที่ไม่ได้รับบริการ = 3,000,000 คน
ขีดความสามารถในการรับเพิ่ม = 10,000 คนต่อปี
ดังนั้น
3,000,000 ÷ 10,000 = 300 ปี
ตัวเลข 300 ปี ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะใช้เวลาจริง 300 ปีในการแก้ปัญหา แต่เป็นการคำนวณเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความไม่สมดุลระหว่างขนาดของปัญหากับขีดความสามารถของระบบในขณะนั้น
หากปัญหามีขนาดหลายล้านคน แต่ระบบสามารถเพิ่มที่เรียนได้เพียงปีละหนึ่งหมื่นคนหรือน้อยกว่า ต่อให้ระบบดำเนินงานต่อเนื่องด้วยวิธีเดิม ปัญหาก็ไม่สามารถถูกแก้ได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตของเด็ก
เด็กอายุ 12 ปีไม่สามารถรอให้ระบบสร้างโรงเรียนในอีกหลายสิบปีข้างหน้าได้
โอกาสทางการศึกษาต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในวัยเรียน
นี่คือหัวใจของปัญหา
ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7
ปัญหาความล้มเหลวในการจัดบริการการศึกษาระดับประถมศึกษาให้ทุกคน และปัญหาความล้มเหลวในการขยายบริการการศึกษาระดับมัธยมต้น ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7
4.1 หลักฐานความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาที่สะสมอยู่ในระบบการศึกษาของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญหาการจัดบริการการศึกษาให้ประชาชนอย่างทั่วถึงและเพียงพอ
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ข้อจำกัดของระบบราชการ งบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา ทำให้การขยายบริการไม่สามารถดำเนินไปได้ในอัตราที่ทันกับความต้องการของประชากร
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “ประเทศไทยมีโรงเรียนจำนวนเท่าใด” หากอยู่ที่ว่า เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาศักยภาพของตนเองหรือไม่
หลักฐานก่อน พ.ศ. 2538 แสดงให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถขยายการศึกษาระดับประถมศึกษาได้เป็นวงกว้าง แต่ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และเมื่อพิจารณาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปัญหากลับมีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะโครงสร้างของระบบยังไม่สามารถสร้างที่เรียนรองรับเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เพียงพอ
ปัญหานี้จึงเป็น ปัญหาความต่อเนื่องของระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
4.2 พ.ศ. 2530: มติคณะรัฐมนตรีกับนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษา
หลักฐานสำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2530 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรมสามัญศึกษาดำเนินการเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล ตามนโยบายการขยายโอกาสทางการศึกษา
สาระสำคัญของนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐตระหนักถึงปัญหาการที่เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้ โดยเฉพาะเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาในพื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ใกล้บ้าน
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การดำเนินการไม่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว
มีการประเมินว่า หากดำเนินการด้วยขีดความสามารถและอัตราการขยายในขณะนั้น อาจต้องใช้เวลาถึงประมาณ 20 ปี จึงจะสามารถเปิดโรงเรียนได้ครบทุกตำบล จากจำนวนประมาณ 5,000 ตำบลทั่วประเทศ
ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินประสิทธิภาพของระบบเดิม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีนโยบาย แต่คือ ช่องว่างระหว่างนโยบายกับขีดความสามารถในการดำเนินการจริง
4.3 “20 ปี” กับปัญหาความเร็วในการขยายบริการ
หากเริ่มต้นการขยายโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบลใน พ.ศ. 2530 และสมมติว่าการดำเนินงานยังคงอยู่ในอัตราเดิมที่ประเมินไว้ ระยะเวลา 20 ปีจะนำไปสู่ประมาณ พ.ศ. 2550
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและยังใช้วิธีการเดิมในการขยายบริการ การทำให้เด็กในทุกตำบลมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอาจต้องรอไปถึงประมาณ พ.ศ. 2550
พ.ศ. 2550 อยู่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2549 เพียงหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข พ.ศ. 2550 ในที่นี้ควรเข้าใจในฐานะ การประมาณตามอัตราการขยายที่มีอยู่ในขณะนั้น มิใช่การกล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ขยายโรงเรียนครบทุกตำบลจริงในปีดังกล่าว
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่า “จะเสร็จปีใด” แต่คือคำถามว่า
หากระบบเดิมต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการขยายบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ระบบดังกล่าวจะสามารถตอบสนองต่อเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยมัธยมศึกษาได้ทันเวลาหรือไม่
คำตอบย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการเร่งขยายระบบ ซึ่งเป็นปัญหาที่การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 จำเป็นต้องเข้ามาแก้ไข
4.4 ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในการจัดบริการการศึกษา พ.ศ. [url=tel:2534-2535]2534–2535[/url]
ปัญหาการจัดบริการการศึกษาไม่ได้เหมือนกันทุกภูมิภาค แต่มีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และสังคม
เอกสารที่ศึกษาปัญหาการจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. [url=tel:2534-2535]2534–2535[/url] สะท้อนข้อจำกัดของแต่ละภูมิภาคไว้แตกต่างกัน
4.4.1 ภาคเหนือ: ความทุรกันดารและความห่างไกล
พื้นที่จำนวนมากมีภูมิประเทศเป็นภูเขาและมีชุมชนกระจายตัวอยู่ห่างไกล การเดินทางและการจัดส่งบุคลากร รวมทั้งการสร้างและดูแลโรงเรียน จึงเป็นปัญหาสำคัญของการจัดบริการการศึกษา
ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการการศึกษาที่น้อยกว่า แต่เกิดจาก ต้นทุนและความยากในการนำบริการของรัฐไปถึงประชาชน
4.4.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ความขาดแคลน ความแห้งแล้ง และความกันดาร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านสภาพเศรษฐกิจ สภาพภูมิประเทศ และความแห้งแล้ง ความขาดแคลนของครอบครัวและชุมชนส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงและคงอยู่ในระบบการศึกษา
ดังนั้น การขยายโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเด็กยังมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจในการเข้าสู่ระบบและเรียนต่อ
4.4.3 ภาคใต้: ความเสี่ยงภัย
การจัดบริการการศึกษาในบางพื้นที่ของภาคใต้มีข้อจำกัดจากสภาพความไม่ปลอดภัยและความเสี่ยงภัย ทำให้การนำบริการทางการศึกษาไปถึงประชาชนมีความซับซ้อนมากกว่าการพิจารณาจำนวนโรงเรียนเพียงอย่างเดียว
4.4.4 ภาคกลาง: ความเหลื่อมล้ำและความแตกต่าง
แม้ภาคกลางจะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าหลายพื้นที่ แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างระหว่างพื้นที่ยังคงมีอยู่
จึงเห็นได้ว่า “ความทั่วถึง” ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกพื้นที่ แต่ต้องสามารถตอบสนองต่อข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาค
4.5 พ.ศ. 2538: ปัญหาที่ปรากฏต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการใน พ.ศ. 2538 ปัญหาการขยายบริการการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจึงมิใช่เพียงปัญหาในเอกสารหรือแผนงานอีกต่อไป
ตามข้อมูลที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ได้รับจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการมีขีดความสามารถในการรับนักเรียนเพิ่มได้เพียงประมาณ 10,000 คนต่อปีหรือน้อยกว่า ขณะที่มีเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วไม่ได้รับบริการการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสะสมประมาณ 3 ล้านคน
เด็กกลุ่มดังกล่าวมีทั้งเด็กจากครอบครัวยากจน และเด็กในพื้นที่ทุรกันดารหรือห่างไกล
ตัวเลขนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของ “โรงเรียนไม่พอ” แต่สะท้อน ข้อจำกัดของระบบในการเปลี่ยนความต้องการทางการศึกษาให้กลายเป็นบริการที่เกิดขึ้นจริง
4.6 เด็ก 3 ล้านคน กับขีดความสามารถในการรับเพิ่มปีละ 10,000 คน
หากนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณโดยสมมติให้อัตราการรับเพิ่มคงที่
เด็กที่ไม่ได้รับบริการ = 3,000,000 คน
ขีดความสามารถในการรับเพิ่ม = 10,000 คนต่อปี
ดังนั้น
3,000,000 ÷ 10,000 = 300 ปี
ตัวเลข 300 ปี ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะใช้เวลาจริง 300 ปีในการแก้ปัญหา แต่เป็นการคำนวณเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความไม่สมดุลระหว่างขนาดของปัญหากับขีดความสามารถของระบบในขณะนั้น
หากปัญหามีขนาดหลายล้านคน แต่ระบบสามารถเพิ่มที่เรียนได้เพียงปีละหนึ่งหมื่นคนหรือน้อยกว่า ต่อให้ระบบดำเนินงานต่อเนื่องด้วยวิธีเดิม ปัญหาก็ไม่สามารถถูกแก้ได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตของเด็ก
เด็กอายุ 12 ปีไม่สามารถรอให้ระบบสร้างโรงเรียนในอีกหลายสิบปีข้างหน้าได้
โอกาสทางการศึกษาต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในวัยเรียน
นี่คือหัวใจของปัญหา