ช่วงนี้เราเห็นข่าวสมาคมและค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นบางค่าย ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า นโยบายสนับสนุน EV ของรัฐบาลไทยทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม รถจีนได้เปรียบ และถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยจะตายกันหมด
วันนี้ผมอยากชวนทุกคนวางความชอบเรื่องแบรนด์ลงก่อน เลิกมองผ่านเลนส์ "ติ่งจีน" หรือ "ติ่งญี่ปุ่น" แล้วมาดู "ความจริงอันโหดร้าย" ของโลกธุรกิจกันครับ ว่าตกลงกติกามันไม่แฟร์ หรือแค่มีคนก้าวตามโลกไม่ทัน?
1. กติกาไม่ได้ลำเอียง (แม้อ้างเรื่อง FTA 0%) แต่คุณเดินเกมพลาดเอง
เวลาพูดเรื่องนี้ หลายคนชอบยกประเด็นว่า "ก็รถจีนนำเข้าภาษี 0% ตามข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) ไง! ค่ายอื่นนำเข้าเสียภาษีบาน กติกาแบบนี้แฟร์ตรงไหน?"
เดี๋ยวก่อนครับ... ดึงสติกันนิดนึง ข้อตกลง FTA ที่ว่าลดภาษีนำเข้ารถยนต์เหลือ 0% เนี่ย ต้นขั้วมันเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548 (เกือบ 20 ปีที่แล้ว!) และลดภาษีเป็น 0% อย่างสมบูรณ์ในปี 2553 มันไม่ได้เพิ่งถูกรัฐบาลเขียนขึ้นมาแอบอุ้มรถจีนในยุคนี้ ตอนที่เซ็นกันเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน รถจีนยังไม่มีน้ำหนักอะไรในตลาดโลกเลยด้วยซ้ำ ค่ายญี่ปุ่นตอนนั้นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะตัวเองเป็นจ้าวตลาด
แต่พอวันนี้ เทรนด์โลกหมุนไปหา BEV จีนมีโปรดักต์ที่พร้อมขายและตรงกับเงื่อนไข 0% เป๊ะๆ ในขณะที่ค่ายญี่ปุ่นดื้อรั้นกอดเครื่องยนต์สันดาปกับไฮบริดไว้ พอไม่มีรถ BEV สเปกดีๆ มาสู้ จะมาโวยวายว่าสนธิสัญญาที่มีมาเกือบ 20 ปีนี้ "ไม่แฟร์" ...มันคือตรรกะของคนแพ้ครับ คุณมีฐานการผลิตในไทยระดับหมื่นล้าน มีข้อตกลง JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) ในมือ แต่คุณดันก้าวพลาดเรื่องเทคโนโลยีเอง
แถมมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ของไทย รัฐพ่วงเงื่อนไข "มัดคอ" ไว้ชัดเจนว่า ถ้านำเข้ามาก่อน วันข้างหน้าคุณ "ต้อง" ตั้งไลน์ผลิตชดเชยในไทยในอัตรา 1:1 หรือ 1:1.5 ซึ่งกติกานี้ "เปิดกว้างให้ทุกชาติ" ถ้ายุโรปหรือญี่ปุ่นเอา BEV มาเล่นในเกมนี้ ก็ได้สิทธิเท่ากันครับ
2. ทำไมประเทศไทยถึง "ต้อง" เหยียบคันเร่ง EV ถอยหลังไม่ได้?
หลายคนบอกว่า ไทยปล่อยคาร์บอนนิดเดียว ชะลอ EV ไปก่อนเพื่ออุ้มซัพพลายเออร์ไทยไม่ดีกว่าเหรอ? คำตอบคือ "ทำแบบนั้นเท่ากับฆ่าตัวตายหมู่ทั้งประเทศครับ"
เรื่องลดคาร์บอน วันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องโลกสวย แต่มันคือ "อาวุธและกำแพงทางการค้า" ยุโรปเริ่มใช้มาตรการ CBAM แล้ว และอีกหลายประเทศกำลังตามมา กติกานี้บอกชัดเจนว่า สินค้า "ทุกชนิด" (ย้ำว่าทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่รวมถึงเหล็ก ซีเมนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ยันสินค้าเกษตร) หากผลิตจากประเทศที่โครงสร้างพลังงานยังสกปรก จะถูกสกัดด้วยการ "เก็บภาษีนำเข้าข้ามแดนมหาศาล" จนส่งออกไม่ได้
ถ้าเราเตะถ่วง ไม่ยอมเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาด วันข้างหน้าอุตสาหกรรมส่งออกไทยจะตายเรียบ นี่คือไฟต์บังคับที่ไทยต้องดัน EV เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของทั้งประเทศ ไม่ใช่อยากเอาใจค่ายจีน
3. แล้วซัพพลายเออร์ไทยกำลังจะตาย เพราะจีน หรือ เพราะโลกเปลี่ยน?
รถน้ำมันมีชิ้นส่วนราวๆ 30,000 ชิ้น พอเป็น EV ชิ้นส่วนหายไปครึ่งนึง (เครื่องยนต์ ท่อไอเสีย ระบบเกียร์ ฯลฯ) ซัพพลายเออร์ไทยที่ผลิตชิ้นส่วนพวกนี้ ต่อให้ไม่มีค่ายรถจีนเข้ามาเลยแม้แต่ค่ายเดียว วันนึงก็ต้องล่มสลายอยู่ดีตามกลไก Creative Destruction
4. ทางรอดที่แท้จริงคือกลยุทธ์ "เหยียบเรือสองแคม"
การเชียร์ EV ไม่ได้แปลว่าเราต้องเตะทิ้งค่ายญี่ปุ่นหรือปิดโรงงานรถน้ำมันทิ้งในวันพรุ่งนี้ นโยบายที่ฉลาดที่สุดที่ไทยต้องทำคือการเป็น "สะพานเชื่อมสองยุค"
- ฝั่งรถน้ำมัน/ไฮบริด : ตลาดอย่างออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ยังต้องใช้รถกระบะและรถสันดาปไปอีก 10-15 ปี ไทยต้องประกาศตัวเป็น "ฐานที่มั่นสุดท้าย (Last Man Standing)" ดูดค่ายญี่ปุ่นให้ย้ายฐานผลิตรถน้ำมันจากประเทศอื่นมากองรวมที่ไทย เพื่อรักษายอดส่งออกปีละล้านคัน และรักษา "กระแสเงินสด" ให้ซัพพลายเออร์ไทยยังมีกำไรไปต่อทุน
- ฝั่ง EV : ในขณะเดียวกัน ก็ใช้เม็ดเงินและเวลาที่ยื้อได้จากโลกเก่า มาเป็นทุนให้ซัพพลายเออร์ปรับตัว (Re-tooling) เพื่อก้าวเข้าสู่โลกใหม่
5. รัฐต้องเลิกเกรงใจ และใช้ไม้แข็งบีบให้คายเทคโนโลยี
บทเรียนจากยุคสันดาปคือ เราได้แค่เทคโนโลยีประกอบรถ แต่ไม่ได้ Core R&D ยุค EV เราต้องไม่พลาดซ้ำสอง ตอนนี้เราถือไพ่เหนือกว่าในฐานะตลาดใหญ่ รัฐต้อง
- บังคับ Technology Transfer : ค่ายจีนกอบโกยไปเยอะแล้ว ต้องตั้งเงื่อนไขบังคับเลยว่าภายใน 3-5 ปี ต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ "สัญชาติไทยแท้ๆ" (Local Content) ตามสัดส่วนที่กำหนด ห้ามซิกแซกเอาบริษัทซัพพลายเออร์จีนมาเปิดลูกในไทยแล้วเนียนนับเป็นไทย
- ดึง R&D มาไทย ไม่ใช่แค่เอาโรงงาน : ให้สิทธิพิเศษ BOI ระดับสูงสุดเฉพาะบริษัทที่ยอมมาตั้ง "ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D)" ในไทย เพื่อให้วิศวกรไทยได้ Know-how ด้านแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ เปลี่ยนสถานะจากแรงงานขันน็อต เป็นหุ้นส่วนทางเทคโนโลยี
สรุปเลยนะครับ เราจะไม่ทิ้งรถสันดาปจนกว่าตลาดโลกใบสุดท้ายจะเลิกใช้ หน้าที่ของไทยคือรีดรายได้จากรถน้ำมันให้เกลี้ยง ไปพร้อมๆ กับการบีบคอเอาเทคโนโลยี EV จากจีนให้หมด โลกธุรกิจไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ รัฐบาลต้องมองให้ออกและเล่นเกมนี้ให้เป็นครับ
ค่ายญี่ปุ่นร้องกติกา EV ไม่แฟร์? แกะรอย FTA ปี 48 และเหตุผลที่ไทย "ถอยไม่ได้"
วันนี้ผมอยากชวนทุกคนวางความชอบเรื่องแบรนด์ลงก่อน เลิกมองผ่านเลนส์ "ติ่งจีน" หรือ "ติ่งญี่ปุ่น" แล้วมาดู "ความจริงอันโหดร้าย" ของโลกธุรกิจกันครับ ว่าตกลงกติกามันไม่แฟร์ หรือแค่มีคนก้าวตามโลกไม่ทัน?
1. กติกาไม่ได้ลำเอียง (แม้อ้างเรื่อง FTA 0%) แต่คุณเดินเกมพลาดเอง
เวลาพูดเรื่องนี้ หลายคนชอบยกประเด็นว่า "ก็รถจีนนำเข้าภาษี 0% ตามข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) ไง! ค่ายอื่นนำเข้าเสียภาษีบาน กติกาแบบนี้แฟร์ตรงไหน?"
เดี๋ยวก่อนครับ... ดึงสติกันนิดนึง ข้อตกลง FTA ที่ว่าลดภาษีนำเข้ารถยนต์เหลือ 0% เนี่ย ต้นขั้วมันเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548 (เกือบ 20 ปีที่แล้ว!) และลดภาษีเป็น 0% อย่างสมบูรณ์ในปี 2553 มันไม่ได้เพิ่งถูกรัฐบาลเขียนขึ้นมาแอบอุ้มรถจีนในยุคนี้ ตอนที่เซ็นกันเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน รถจีนยังไม่มีน้ำหนักอะไรในตลาดโลกเลยด้วยซ้ำ ค่ายญี่ปุ่นตอนนั้นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะตัวเองเป็นจ้าวตลาด
แต่พอวันนี้ เทรนด์โลกหมุนไปหา BEV จีนมีโปรดักต์ที่พร้อมขายและตรงกับเงื่อนไข 0% เป๊ะๆ ในขณะที่ค่ายญี่ปุ่นดื้อรั้นกอดเครื่องยนต์สันดาปกับไฮบริดไว้ พอไม่มีรถ BEV สเปกดีๆ มาสู้ จะมาโวยวายว่าสนธิสัญญาที่มีมาเกือบ 20 ปีนี้ "ไม่แฟร์" ...มันคือตรรกะของคนแพ้ครับ คุณมีฐานการผลิตในไทยระดับหมื่นล้าน มีข้อตกลง JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) ในมือ แต่คุณดันก้าวพลาดเรื่องเทคโนโลยีเอง
แถมมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ของไทย รัฐพ่วงเงื่อนไข "มัดคอ" ไว้ชัดเจนว่า ถ้านำเข้ามาก่อน วันข้างหน้าคุณ "ต้อง" ตั้งไลน์ผลิตชดเชยในไทยในอัตรา 1:1 หรือ 1:1.5 ซึ่งกติกานี้ "เปิดกว้างให้ทุกชาติ" ถ้ายุโรปหรือญี่ปุ่นเอา BEV มาเล่นในเกมนี้ ก็ได้สิทธิเท่ากันครับ
2. ทำไมประเทศไทยถึง "ต้อง" เหยียบคันเร่ง EV ถอยหลังไม่ได้?
หลายคนบอกว่า ไทยปล่อยคาร์บอนนิดเดียว ชะลอ EV ไปก่อนเพื่ออุ้มซัพพลายเออร์ไทยไม่ดีกว่าเหรอ? คำตอบคือ "ทำแบบนั้นเท่ากับฆ่าตัวตายหมู่ทั้งประเทศครับ"
เรื่องลดคาร์บอน วันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องโลกสวย แต่มันคือ "อาวุธและกำแพงทางการค้า" ยุโรปเริ่มใช้มาตรการ CBAM แล้ว และอีกหลายประเทศกำลังตามมา กติกานี้บอกชัดเจนว่า สินค้า "ทุกชนิด" (ย้ำว่าทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่รวมถึงเหล็ก ซีเมนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ยันสินค้าเกษตร) หากผลิตจากประเทศที่โครงสร้างพลังงานยังสกปรก จะถูกสกัดด้วยการ "เก็บภาษีนำเข้าข้ามแดนมหาศาล" จนส่งออกไม่ได้
ถ้าเราเตะถ่วง ไม่ยอมเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาด วันข้างหน้าอุตสาหกรรมส่งออกไทยจะตายเรียบ นี่คือไฟต์บังคับที่ไทยต้องดัน EV เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของทั้งประเทศ ไม่ใช่อยากเอาใจค่ายจีน
3. แล้วซัพพลายเออร์ไทยกำลังจะตาย เพราะจีน หรือ เพราะโลกเปลี่ยน?
รถน้ำมันมีชิ้นส่วนราวๆ 30,000 ชิ้น พอเป็น EV ชิ้นส่วนหายไปครึ่งนึง (เครื่องยนต์ ท่อไอเสีย ระบบเกียร์ ฯลฯ) ซัพพลายเออร์ไทยที่ผลิตชิ้นส่วนพวกนี้ ต่อให้ไม่มีค่ายรถจีนเข้ามาเลยแม้แต่ค่ายเดียว วันนึงก็ต้องล่มสลายอยู่ดีตามกลไก Creative Destruction
4. ทางรอดที่แท้จริงคือกลยุทธ์ "เหยียบเรือสองแคม"
การเชียร์ EV ไม่ได้แปลว่าเราต้องเตะทิ้งค่ายญี่ปุ่นหรือปิดโรงงานรถน้ำมันทิ้งในวันพรุ่งนี้ นโยบายที่ฉลาดที่สุดที่ไทยต้องทำคือการเป็น "สะพานเชื่อมสองยุค"
- ฝั่งรถน้ำมัน/ไฮบริด : ตลาดอย่างออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ยังต้องใช้รถกระบะและรถสันดาปไปอีก 10-15 ปี ไทยต้องประกาศตัวเป็น "ฐานที่มั่นสุดท้าย (Last Man Standing)" ดูดค่ายญี่ปุ่นให้ย้ายฐานผลิตรถน้ำมันจากประเทศอื่นมากองรวมที่ไทย เพื่อรักษายอดส่งออกปีละล้านคัน และรักษา "กระแสเงินสด" ให้ซัพพลายเออร์ไทยยังมีกำไรไปต่อทุน
- ฝั่ง EV : ในขณะเดียวกัน ก็ใช้เม็ดเงินและเวลาที่ยื้อได้จากโลกเก่า มาเป็นทุนให้ซัพพลายเออร์ปรับตัว (Re-tooling) เพื่อก้าวเข้าสู่โลกใหม่
5. รัฐต้องเลิกเกรงใจ และใช้ไม้แข็งบีบให้คายเทคโนโลยี
บทเรียนจากยุคสันดาปคือ เราได้แค่เทคโนโลยีประกอบรถ แต่ไม่ได้ Core R&D ยุค EV เราต้องไม่พลาดซ้ำสอง ตอนนี้เราถือไพ่เหนือกว่าในฐานะตลาดใหญ่ รัฐต้อง
- บังคับ Technology Transfer : ค่ายจีนกอบโกยไปเยอะแล้ว ต้องตั้งเงื่อนไขบังคับเลยว่าภายใน 3-5 ปี ต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ "สัญชาติไทยแท้ๆ" (Local Content) ตามสัดส่วนที่กำหนด ห้ามซิกแซกเอาบริษัทซัพพลายเออร์จีนมาเปิดลูกในไทยแล้วเนียนนับเป็นไทย
- ดึง R&D มาไทย ไม่ใช่แค่เอาโรงงาน : ให้สิทธิพิเศษ BOI ระดับสูงสุดเฉพาะบริษัทที่ยอมมาตั้ง "ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D)" ในไทย เพื่อให้วิศวกรไทยได้ Know-how ด้านแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ เปลี่ยนสถานะจากแรงงานขันน็อต เป็นหุ้นส่วนทางเทคโนโลยี
สรุปเลยนะครับ เราจะไม่ทิ้งรถสันดาปจนกว่าตลาดโลกใบสุดท้ายจะเลิกใช้ หน้าที่ของไทยคือรีดรายได้จากรถน้ำมันให้เกลี้ยง ไปพร้อมๆ กับการบีบคอเอาเทคโนโลยี EV จากจีนให้หมด โลกธุรกิจไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ รัฐบาลต้องมองให้ออกและเล่นเกมนี้ให้เป็นครับ