TACC ซื้อหุ้น 30% “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ดีล 45 ล้านบาท นี่คือการสร้าง Growth Engine ใหม่?

ข่าวดีลของ TACC แล้วน่าสนใจ เพราะครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การเพิ่มสินค้าเครื่องดื่ม แต่เป็นการขยับจากธุรกิจที่ทำงานอยู่ “หลังบ้าน” ให้แบรนด์ใหญ่ ไปสู่การเข้าไปถือแบรนด์ที่ขายตรงถึงผู้บริโภค

  ล่าสุด บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ประกาศเข้าถือหุ้น 30% ในบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด (Betterbeam Food) เจ้าของแบรนด์ชาไทย “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน”  

มูลค่าดีลอยู่ที่ 45 ล้านบาท
ถ้าคิดแบบง่าย ๆ เท่ากับ TACC ประเมินมูลค่าของบริษัทนี้ทั้งกิจการประมาณ
45 ล้านบาท ÷ 30% = 150 ล้านบาท

แล้ว TACC คือใคร?
   - สำหรับคนที่ไม่คุ้นชื่อ TACC บริษัทนี้อาจไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคเห็นบ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจเครื่องดื่มของ 7-Eleven
   - TACC มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและส่งมอบเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่มในโถกด เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป เครื่องดื่มในมุม All Café ชานม ชาเย็น ช็อกโกแลต มัทฉะ
   - โดยรายได้หลักของ TACC มากกว่า 90% มาจากการขายให้ 7-Eleven
      ปี 2568 TACC มีรายได้ประมาณ 2,411 ล้านบาท
      และมีกำไรสุทธิประมาณ 299 ล้านบาท
      ดังนั้นจุดน่าสนใจของดีลนี้จึงอยู่ตรงที่ TACC กำลังพยายามขยายธุรกิจออกจากโมเดลเดิม

ทำไม TACC ถึงต้องเข้ามาถือหุ้น?
   - เหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ที่การ ลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงรายเดียว เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า รายได้ของ TACC มากกว่า 90% มาจาก 7-Eleven
   - แม้โมเดลนี้จะสร้างรายได้ที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่ก็มีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกค้า
   - ดังนั้นการสร้างธุรกิจ B2C ของตัวเองจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างการเติบโต และถ้าแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สามารถขยายจาก 27 สาขาไปเป็นหลักร้อยสาขาได้ในอนาคต TACC ก็จะมี Growth Engine อีกตัวหนึ่งนอกเหนือจากธุรกิจเดิม

จุดแข็งของแต่ละฝ่ายคืออะไร?
   - TACC มี Know-how + Supply Chain + ระบบหลังบ้าน + การพัฒนาเครื่องดื่ม
   - ส่วน ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน มี Brand + หน้าร้าน + ลูกค้า + ช่องทาง B2C
   - เมื่อเอาสองอย่างมารวมกัน ก็กลายเป็น “แบรนด์ที่มีลูกค้า” + “บริษัทที่มีระบบ” ซึ่งอาจช่วยให้การขยายธุรกิจทำได้เร็วขึ้นกว่าการที่แบรนด์ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง

ดีล 45 ล้านบาท แพงหรือถูก?
   - ถ้าดูเฉพาะตัวเลข TACC จ่าย 45 ล้านบาท เพื่อหุ้น 30% คิดเป็นมูลค่าบริษัทประมาณ 150 ล้านบาท
   - แต่ตรงนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแพงหรือถูก เพราะข้อมูลที่ให้มายังไม่มีรายละเอียดสำคัญ เช่น รายได้ของ Betterbeam Food กำไรสุทธิ EBITDA กระแสเงินสด หนี้สิน รายได้เฉลี่ยต่อสาขา ต้นทุนการเปิดสาขา ระยะเวลาคืนทุนต่อสาขา
   - ดังนั้นการมองว่า “27 สาขา × มูลค่า 150 ล้านบาท = ถูกหรือแพง” ยังเร็วเกินไป
     สิ่งที่ต้องดูต่อคือ หลังจาก TACC เข้าไปแล้ว ยอดขายและจำนวนสาขาจะโตได้แค่ไหน

สรุป
   - ดีลนี้จึงน่าสนใจตรงที่เป็นการจับมือกันของสองธุรกิจที่มีจุดแข็งต่างกัน
   - TACC มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม ระบบ Supply Chain และการบริหารหลังบ้าน
   - ขณะที่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” มีแบรนด์และฐานลูกค้าในตลาด B2C พร้อมสาขา 27 แห่ง
   - TACC ลงทุน 45 ล้านบาท แลกหุ้น 30% คิดเป็นมูลค่าธุรกิจประมาณ 150 ล้านบาท
   - ถ้ามองในระยะยาว สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ยอดขายชาเย็น แต่คือว่า
   - TACC จะสามารถเปลี่ยนแบรนด์ชาไทย 27 สาขา ให้กลายเป็น Growth Engine ตัวใหม่ได้จริงหรือไม่?

ที่มา BrandCase   infoquest





แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่