ฟินแลนด์จาก “ต้นแบบเศรษฐกิจยุโรป” สู่ประเทศที่ว่างงานสูงสุดใน EU
ฟินแลนด์เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดของยุโรป ทั้งด้านการจ้างงาน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และฐานะการคลัง แต่สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดแรงงานและหนี้สาธารณะ
1. ฟินแลนด์มีอัตราว่างงานสูงสุดในสหภาพยุโรป
ประเด็นสำคัญของข่าวคือ
อัตราว่างงานของฟินแลนด์เพิ่มขึ้นจนแซงสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีปัญหาการว่างงานสูงในยุโรป
ข้อมูลล่าสุดที่ข่าวนำเสนอระบุว่า อัตราว่างงานของฟินแลนด์อยู่ที่มากกว่า
10% ขณะที่โปรตุเกสต่ำกว่า 6%
ข้อมูล Eurostat ที่เผยแพร่ล่าสุดก็ยืนยันภาพเดียวกัน โดยเดือนมิถุนายน 2026 ฟินแลนด์มีอัตราว่างงาน
10.3% สูงกว่าสเปนที่
10.1% ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดใน EU ในขณะนั้น
2. ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องงาน แต่ลามไปถึงฐานะการคลัง
อีกประเด็นที่ข่าวเน้นคือ
หนี้สาธารณะของฟินแลนด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หนี้รัฐบาลต่อ GDP กำลังเข้าใกล้
90% และคณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าหนี้จะทะลุระดับ 90% ของ GDP ในปี 2026
นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะในอดีตฟินแลนด์ถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีวินัยทางการคลังและมีหนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป
ปัจจุบันระดับหนี้ของฟินแลนด์จึงเริ่มเข้าใกล้โปรตุเกสมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการเปรียบเทียบในพาดหัวข่าว
3. เศรษฐกิจฟินแลนด์ซบเซามาหลายปี
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตระยะสั้น แต่เป็นผลสะสมจากเศรษฐกิจที่เติบโตอ่อนแอเป็นเวลานาน
ธนาคารกลางฟินแลนด์ระบุว่าเศรษฐกิจเผชิญภาวะซบเซา การคลังของรัฐบาลขาดดุลอย่างหนัก และหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ
ด้าน OECD มองว่าเศรษฐกิจฟินแลนด์กำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง โดยคาดว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ
0.8% ในปี 2026 ก่อนเพิ่มเป็น 1.2% ในปี 2027 ขณะที่อัตราว่างงานอาจแตะประมาณ 10.5% ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง
4. ทำไมประเทศที่เคยแข็งแกร่งถึงมาถึงจุดนี้?
บริบทเพิ่มเติม ปัญหาของฟินแลนด์มีหลายด้านประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
ฟินแลนด์เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก เมื่อความต้องการจากตลาดยุโรปอ่อนแอ การส่งออกและการลงทุนจึงได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันภาคก่อสร้างและตลาดที่อยู่อาศัยก็ซบเซาหลังการปรับฐานในช่วงปี 2023–2024
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซียหลังสงครามยูเครนก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อเศรษฐกิจฟินแลนด์ ซึ่งเดิมมีความเชื่อมโยงกับรัสเซียค่อนข้างมาก
5. รัฐบาลจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน
ฟินแลนด์กำลังเผชิญโจทย์ที่ยาก คือ
ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมการขาดดุลและหนี้
รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการลดรายจ่ายและปรับภาษีเพื่อควบคุมฐานะการคลัง ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนในด้านกลาโหม พลังงาน และอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่จะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวดมากขึ้นก็มีความเสี่ยง เพราะหากลดการใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอ ก็อาจทำให้การฟื้นตัวช้าลงและกระทบตลาดแรงงานเพิ่มเติม
สรุป
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากข่าวนี้คือ
ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนจากภาพประเทศยุโรปเหนือที่มีเศรษฐกิจและการคลังแข็งแกร่ง ไปสู่ประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจแบบที่เคยพบในประเทศยุโรปตอนใต้
ปัจจุบันฟินแลนด์มีอัตราว่างงาน
10.3% สูงกว่าสเปนเล็กน้อย และหนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้
90% ของ GDP ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำและรัฐบาลต้องเร่งควบคุมการขาดดุล
อย่างไรก็ตาม
ไม่ได้หมายความว่าฟินแลนด์กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจอ่อนแอในระดับเดียวกับประเทศที่เคยเกิดวิกฤตหนี้ยุโรป เพราะฟินแลนด์ยังมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี พลังงานไฟฟ้าที่มีต้นทุนแข่งขันได้ และเงินสำรองเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปัญหาคือศักยภาพเหล่านี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการเติบโตและการจ้างงานได้เร็วพอในช่วงที่ผ่านมา
#ประเทศฟินแลนด์พึ่งพาการส่งออกสูง พอเศรษฐกิจในตลาดยุโรปชะลอตัวเป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ส่งผลต่อตลาดแรงงานอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุปและเรียบเรียง)
executivedigest destatis economy-finance bofbulletin oecd
ฟินแลนด์จาก “ต้นแบบเศรษฐกิจยุโรป” สู่ประเทศที่ว่างงานสูงสุดใน EU
ฟินแลนด์จาก “ต้นแบบเศรษฐกิจยุโรป” สู่ประเทศที่ว่างงานสูงสุดใน EU
ฟินแลนด์เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดของยุโรป ทั้งด้านการจ้างงาน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และฐานะการคลัง แต่สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดแรงงานและหนี้สาธารณะ
1. ฟินแลนด์มีอัตราว่างงานสูงสุดในสหภาพยุโรป
ประเด็นสำคัญของข่าวคือ อัตราว่างงานของฟินแลนด์เพิ่มขึ้นจนแซงสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีปัญหาการว่างงานสูงในยุโรป
ข้อมูลล่าสุดที่ข่าวนำเสนอระบุว่า อัตราว่างงานของฟินแลนด์อยู่ที่มากกว่า 10% ขณะที่โปรตุเกสต่ำกว่า 6%
ข้อมูล Eurostat ที่เผยแพร่ล่าสุดก็ยืนยันภาพเดียวกัน โดยเดือนมิถุนายน 2026 ฟินแลนด์มีอัตราว่างงาน 10.3% สูงกว่าสเปนที่ 10.1% ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดใน EU ในขณะนั้น
2. ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องงาน แต่ลามไปถึงฐานะการคลัง
อีกประเด็นที่ข่าวเน้นคือ หนี้สาธารณะของฟินแลนด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หนี้รัฐบาลต่อ GDP กำลังเข้าใกล้ 90% และคณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าหนี้จะทะลุระดับ 90% ของ GDP ในปี 2026
นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะในอดีตฟินแลนด์ถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีวินัยทางการคลังและมีหนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป
ปัจจุบันระดับหนี้ของฟินแลนด์จึงเริ่มเข้าใกล้โปรตุเกสมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการเปรียบเทียบในพาดหัวข่าว
3. เศรษฐกิจฟินแลนด์ซบเซามาหลายปี
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตระยะสั้น แต่เป็นผลสะสมจากเศรษฐกิจที่เติบโตอ่อนแอเป็นเวลานาน
ธนาคารกลางฟินแลนด์ระบุว่าเศรษฐกิจเผชิญภาวะซบเซา การคลังของรัฐบาลขาดดุลอย่างหนัก และหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ
ด้าน OECD มองว่าเศรษฐกิจฟินแลนด์กำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง โดยคาดว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 0.8% ในปี 2026 ก่อนเพิ่มเป็น 1.2% ในปี 2027 ขณะที่อัตราว่างงานอาจแตะประมาณ 10.5% ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง
4. ทำไมประเทศที่เคยแข็งแกร่งถึงมาถึงจุดนี้?
บริบทเพิ่มเติม ปัญหาของฟินแลนด์มีหลายด้านประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
ฟินแลนด์เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก เมื่อความต้องการจากตลาดยุโรปอ่อนแอ การส่งออกและการลงทุนจึงได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันภาคก่อสร้างและตลาดที่อยู่อาศัยก็ซบเซาหลังการปรับฐานในช่วงปี 2023–2024
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซียหลังสงครามยูเครนก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อเศรษฐกิจฟินแลนด์ ซึ่งเดิมมีความเชื่อมโยงกับรัสเซียค่อนข้างมาก
5. รัฐบาลจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน
ฟินแลนด์กำลังเผชิญโจทย์ที่ยาก คือ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมการขาดดุลและหนี้
รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการลดรายจ่ายและปรับภาษีเพื่อควบคุมฐานะการคลัง ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนในด้านกลาโหม พลังงาน และอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่จะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวดมากขึ้นก็มีความเสี่ยง เพราะหากลดการใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอ ก็อาจทำให้การฟื้นตัวช้าลงและกระทบตลาดแรงงานเพิ่มเติม
สรุป
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากข่าวนี้คือ ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนจากภาพประเทศยุโรปเหนือที่มีเศรษฐกิจและการคลังแข็งแกร่ง ไปสู่ประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจแบบที่เคยพบในประเทศยุโรปตอนใต้
ปัจจุบันฟินแลนด์มีอัตราว่างงาน 10.3% สูงกว่าสเปนเล็กน้อย และหนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้ 90% ของ GDP ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำและรัฐบาลต้องเร่งควบคุมการขาดดุล
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าฟินแลนด์กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจอ่อนแอในระดับเดียวกับประเทศที่เคยเกิดวิกฤตหนี้ยุโรป เพราะฟินแลนด์ยังมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี พลังงานไฟฟ้าที่มีต้นทุนแข่งขันได้ และเงินสำรองเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปัญหาคือศักยภาพเหล่านี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการเติบโตและการจ้างงานได้เร็วพอในช่วงที่ผ่านมา
#ประเทศฟินแลนด์พึ่งพาการส่งออกสูง พอเศรษฐกิจในตลาดยุโรปชะลอตัวเป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ส่งผลต่อตลาดแรงงานอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุปและเรียบเรียง) executivedigest destatis economy-finance bofbulletin oecd