
ภาพ : Sanook
เชื่อว่าหลายบ้านต้องเคยทำแบบนี้ครับ เปิดตู้เย็นปุ๊บก็หยิบของจากชั้นตรงประตูได้ทันที เพราะทั้งสะดวก และออกแบบช่องมาให้พอดีกับขวดนม ขวดน้ำหรือแม้แต่ถาดไข่ แต่รู้หรือไม่ว่า บริเวณประตูตู้เย็นเป็นส่วนที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้บ่อยกว่าบริเวณด้านใน เพราะทุกครั้งที่เปิดประตู อากาศภายนอกจะเข้ามาสัมผัสโดยตรง ดังนั้น อาหารที่เน่าเสียง่ายหรือไวต่ออุณหภูมิ จึงควรพิจารณาเก็บไว้บริเวณด้านในของตู้เย็นมากกว่า
วันนี้เรามาลองเช็กกันครับว่า 5 สิ่งต่อไปนี้ บ้านเราเก็บไว้ตรงไหนกันบ้าง :

ภาพ : Pixabay
1. ไข่สด
🧿 หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าตู้เย็นมีช่องใส่ไข่ตรงประตู แล้วจะทำขึ้นมาทำไม จริงๆแล้วการเก็บไข่ในช่องประตูไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไข่เสียทันที แต่หากต้องการให้อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ การเก็บไข่ไว้บริเวณด้านในของตู้เย็นมักเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะบริเวณประตูได้รับความร้อนจากภายนอกทุกครั้งที่เปิดตู้เย็น
หากซื้อไข่มาแล้ว ควรเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมหรือภาชนะที่สะอาด และแช่เย็นอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ควรนำเข้าๆออกๆจากตู้เย็นบ่อยๆ

ภาพ : Pixabay
2. นมสด
🧿 นมสดเป็นอาหารที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพ และความปลอดภัย แม้ชั้นประตูจะมีขนาดพอดีกับขวดนม แต่บริเวณนี้มีโอกาสได้รับอากาศอุ่นจากภายนอกทุกครั้งที่เปิดตู้เย็น จึงไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับอาหารที่เน่าเสียง่าย
ทางเลือกที่ดีกว่าคือ เก็บนมไว้บริเวณด้านในของตู้เย็น และหลังเทนมแล้วควรปิดฝาให้สนิทก่อนนำกลับเข้าตู้เย็น ที่สำคัญคือควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลาก และไม่ควรเก็บนมไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป
3. เนื้อสัตว์/อาหารทะเลที่ละลายน้ำแข็งแล้ว
🧿 กลุ่มนี้ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะเนื้อสัตว์ และอาหารทะเลเป็นอาหารที่เน่าเสียง่าย หากนำออกจากช่องแช่แข็งมาละลายในตู้เย็นแล้ว ควรเก็บไว้บริเวณที่มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ และใส่ภาชนะหรือถุงที่ปิดสนิท เพื่อป้องกันน้ำจากเนื้อสัตว์หยดปนเปื้อนอาหารอื่น จึงไม่แนะนำให้เอาเนื้อสัตว์ที่ละลายแล้วไปวางไว้ตรงประตูตู้เย็น โดยเฉพาะหากเปิดตู้เย็นบ่อยตลอดทั้งวัน
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ไม่ควรนำเนื้อสัตว์ที่ละลายด้วยการวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องกลับเข้าไปแช่เย็นเพื่อเก็บไว้นานๆ เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับวิธี และระยะเวลาที่ใช้ในการละลายด้วย

ภาพ : Pixabay
4. โยเกิร์ต
🧿 โยเกิร์ตต้องเก็บรักษาในความเย็น และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต การวางโยเกิร์ตไว้ที่ประตูตู้เย็นไม่ได้หมายความว่าจะเสียทันที แต่หากตู้เย็นถูกเปิดบ่อย และอุณหภูมิบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงมาก การเก็บไว้ด้านในอาจช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิได้สม่ำเสมอกว่า
ส่วนเรื่องจุลินทรีย์หรือโพรไบโอติกส์นั้น ไม่ควรสรุปว่าอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตายหมด เพราะความคงตัวขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ และสายพันธุ์จุลินทรีย์ด้วย ดังนั้น หลักง่ายๆคือ เก็บตามคำแนะนำบนฉลาก และรักษาความเย็นให้สม่ำเสมอ

ภาพ : Pixabay
5. ยาที่ระบุว่าต้องแช่เย็น
🧿 ข้อนี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่ยาทุกชนิดที่ต้องเก็บในตู้เย็น สำหรับยาที่ฉลากหรือเอกสารกำกับยาระบุว่าต้องเก็บในตู้เย็น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการเก็บในจุดที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยทั่วไปควรเก็บในบริเวณด้านในของตู้เย็นที่เหมาะสม และไม่ควรนำยาไปแช่ช่องแช่แข็ง เว้นแต่ฉลากระบุไว้โดยเฉพาะ
ส่วนอาหารเสริมก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกชนิดที่จำเป็นต้องแช่เย็น ควรดูคำแนะนำจากฉลากเป็นหลัก หากไม่แน่ใจว่ายาชนิดนั้นควรเก็บอย่างไร สามารถสอบถามเภสัชกรได้โดยตรง
☑️
ประตูตู้เย็นเหมาะกับของที่ทนต่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้ดี :
🧿 หลักง่ายๆคือ บริเวณประตูเหมาะกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่ ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากนัก และมีคำแนะนำบนฉลากให้เก็บในตู้เย็น ตัวอย่างเช่นซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มัสตาร์ด เครื่องปรุงบางชนิด น้ำสลัดบางประเภท และเครื่องดื่มที่เปิดแล้ว และฉลากระบุให้แช่เย็น
แต่ก็ไม่ควรเหมารวมว่าซอสทุกชนิดต้องอยู่ประตูตู้เย็น เพราะเครื่องปรุงแต่ละชนิดมีคำแนะนำการเก็บรักษาแตกต่างกัน ควรดูฉลากเป็นหลัก
☑️
ทริกจัดตู้เย็นแบบจำง่ายๆ :
🧿 ถ้าไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไว้ตรงไหนดี ลองใช้หลักการที่ว่า ของที่เน่าเสียง่าย เก็บด้านใน ส่วนของที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เก็บในจุดที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ และของที่ทนต่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า พิจารณาเก็บบริเวณประตู และที่สำคัญ อย่าอัดของในตู้เย็นแน่นจนเกินไป เพราะอากาศเย็นควรสามารถหมุนเวียนได้ทั่วถึง
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ อุณหภูมิตู้เย็นควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ควรเปิดประตูทิ้งไว้นานๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการรักษาคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารเช่นกัน
☑️ สรุปแล้ว ประตูตู้เย็นไม่ได้เป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับอาหารทุกชนิด แต่เป็นบริเวณที่อุณหภูมิมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากกว่าบริเวณด้านใน ดังนั้น อาหารที่เน่าเสียง่ายอย่างนมสด เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ต้องรักษาอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ ควรพิจารณาจัดไว้ด้านในมากกว่า
ส่วนไข่ และโยเกิร์ต ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามเก็บที่ประตูโดยเด็ดขาด แต่หากต้องการลดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การเก็บในบริเวณด้านในมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรยึดเป็นหลักที่สุดคือ คำแนะนำบนฉลากของอาหาร และยา เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีเงื่อนไขการเก็บรักษาไม่เหมือนกันครับ
ที่มา : Sanook
🥛เตือนแล้วนะ ! 5 สิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ที่ประตูตู้เย็น ไข่กับนมก็ติดลิสต์ที่หลายคนมักพลาด
ภาพ : Sanook
เชื่อว่าหลายบ้านต้องเคยทำแบบนี้ครับ เปิดตู้เย็นปุ๊บก็หยิบของจากชั้นตรงประตูได้ทันที เพราะทั้งสะดวก และออกแบบช่องมาให้พอดีกับขวดนม ขวดน้ำหรือแม้แต่ถาดไข่ แต่รู้หรือไม่ว่า บริเวณประตูตู้เย็นเป็นส่วนที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้บ่อยกว่าบริเวณด้านใน เพราะทุกครั้งที่เปิดประตู อากาศภายนอกจะเข้ามาสัมผัสโดยตรง ดังนั้น อาหารที่เน่าเสียง่ายหรือไวต่ออุณหภูมิ จึงควรพิจารณาเก็บไว้บริเวณด้านในของตู้เย็นมากกว่า
วันนี้เรามาลองเช็กกันครับว่า 5 สิ่งต่อไปนี้ บ้านเราเก็บไว้ตรงไหนกันบ้าง :
ภาพ : Pixabay
1. ไข่สด
🧿 หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าตู้เย็นมีช่องใส่ไข่ตรงประตู แล้วจะทำขึ้นมาทำไม จริงๆแล้วการเก็บไข่ในช่องประตูไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไข่เสียทันที แต่หากต้องการให้อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ การเก็บไข่ไว้บริเวณด้านในของตู้เย็นมักเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะบริเวณประตูได้รับความร้อนจากภายนอกทุกครั้งที่เปิดตู้เย็น
หากซื้อไข่มาแล้ว ควรเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมหรือภาชนะที่สะอาด และแช่เย็นอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ควรนำเข้าๆออกๆจากตู้เย็นบ่อยๆ
ภาพ : Pixabay
2. นมสด
🧿 นมสดเป็นอาหารที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพ และความปลอดภัย แม้ชั้นประตูจะมีขนาดพอดีกับขวดนม แต่บริเวณนี้มีโอกาสได้รับอากาศอุ่นจากภายนอกทุกครั้งที่เปิดตู้เย็น จึงไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับอาหารที่เน่าเสียง่าย
ทางเลือกที่ดีกว่าคือ เก็บนมไว้บริเวณด้านในของตู้เย็น และหลังเทนมแล้วควรปิดฝาให้สนิทก่อนนำกลับเข้าตู้เย็น ที่สำคัญคือควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลาก และไม่ควรเก็บนมไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป
3. เนื้อสัตว์/อาหารทะเลที่ละลายน้ำแข็งแล้ว
🧿 กลุ่มนี้ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะเนื้อสัตว์ และอาหารทะเลเป็นอาหารที่เน่าเสียง่าย หากนำออกจากช่องแช่แข็งมาละลายในตู้เย็นแล้ว ควรเก็บไว้บริเวณที่มีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ และใส่ภาชนะหรือถุงที่ปิดสนิท เพื่อป้องกันน้ำจากเนื้อสัตว์หยดปนเปื้อนอาหารอื่น จึงไม่แนะนำให้เอาเนื้อสัตว์ที่ละลายแล้วไปวางไว้ตรงประตูตู้เย็น โดยเฉพาะหากเปิดตู้เย็นบ่อยตลอดทั้งวัน
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ไม่ควรนำเนื้อสัตว์ที่ละลายด้วยการวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องกลับเข้าไปแช่เย็นเพื่อเก็บไว้นานๆ เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับวิธี และระยะเวลาที่ใช้ในการละลายด้วย
ภาพ : Pixabay
4. โยเกิร์ต
🧿 โยเกิร์ตต้องเก็บรักษาในความเย็น และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต การวางโยเกิร์ตไว้ที่ประตูตู้เย็นไม่ได้หมายความว่าจะเสียทันที แต่หากตู้เย็นถูกเปิดบ่อย และอุณหภูมิบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงมาก การเก็บไว้ด้านในอาจช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิได้สม่ำเสมอกว่า
ส่วนเรื่องจุลินทรีย์หรือโพรไบโอติกส์นั้น ไม่ควรสรุปว่าอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตายหมด เพราะความคงตัวขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ และสายพันธุ์จุลินทรีย์ด้วย ดังนั้น หลักง่ายๆคือ เก็บตามคำแนะนำบนฉลาก และรักษาความเย็นให้สม่ำเสมอ
ภาพ : Pixabay
5. ยาที่ระบุว่าต้องแช่เย็น
🧿 ข้อนี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่ยาทุกชนิดที่ต้องเก็บในตู้เย็น สำหรับยาที่ฉลากหรือเอกสารกำกับยาระบุว่าต้องเก็บในตู้เย็น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการเก็บในจุดที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยทั่วไปควรเก็บในบริเวณด้านในของตู้เย็นที่เหมาะสม และไม่ควรนำยาไปแช่ช่องแช่แข็ง เว้นแต่ฉลากระบุไว้โดยเฉพาะ
ส่วนอาหารเสริมก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกชนิดที่จำเป็นต้องแช่เย็น ควรดูคำแนะนำจากฉลากเป็นหลัก หากไม่แน่ใจว่ายาชนิดนั้นควรเก็บอย่างไร สามารถสอบถามเภสัชกรได้โดยตรง
☑️ ประตูตู้เย็นเหมาะกับของที่ทนต่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้ดี :
🧿 หลักง่ายๆคือ บริเวณประตูเหมาะกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่ ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากนัก และมีคำแนะนำบนฉลากให้เก็บในตู้เย็น ตัวอย่างเช่นซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มัสตาร์ด เครื่องปรุงบางชนิด น้ำสลัดบางประเภท และเครื่องดื่มที่เปิดแล้ว และฉลากระบุให้แช่เย็น
แต่ก็ไม่ควรเหมารวมว่าซอสทุกชนิดต้องอยู่ประตูตู้เย็น เพราะเครื่องปรุงแต่ละชนิดมีคำแนะนำการเก็บรักษาแตกต่างกัน ควรดูฉลากเป็นหลัก
☑️ ทริกจัดตู้เย็นแบบจำง่ายๆ :
🧿 ถ้าไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไว้ตรงไหนดี ลองใช้หลักการที่ว่า ของที่เน่าเสียง่าย เก็บด้านใน ส่วนของที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เก็บในจุดที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ และของที่ทนต่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า พิจารณาเก็บบริเวณประตู และที่สำคัญ อย่าอัดของในตู้เย็นแน่นจนเกินไป เพราะอากาศเย็นควรสามารถหมุนเวียนได้ทั่วถึง
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ อุณหภูมิตู้เย็นควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ควรเปิดประตูทิ้งไว้นานๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการรักษาคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารเช่นกัน
☑️ สรุปแล้ว ประตูตู้เย็นไม่ได้เป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับอาหารทุกชนิด แต่เป็นบริเวณที่อุณหภูมิมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากกว่าบริเวณด้านใน ดังนั้น อาหารที่เน่าเสียง่ายอย่างนมสด เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ต้องรักษาอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ ควรพิจารณาจัดไว้ด้านในมากกว่า
ส่วนไข่ และโยเกิร์ต ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามเก็บที่ประตูโดยเด็ดขาด แต่หากต้องการลดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การเก็บในบริเวณด้านในมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรยึดเป็นหลักที่สุดคือ คำแนะนำบนฉลากของอาหาร และยา เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีเงื่อนไขการเก็บรักษาไม่เหมือนกันครับ
ที่มา : Sanook