KEY POINTS
เนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจในบริษัทร่วมทุนผู้ผลิตเนสกาแฟ (QCP) ที่ดำเนินมายาวนาน 35 ปี
ชนวนเหตุเกิดจากการเจรจาซื้อขายหุ้นที่ล้มเหลว โดยเนสท์เล่เสนอซื้อหุ้นส่วนของมหากิจศิริในราคา 30,500 ล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธ
ตระกูลมหากิจศิริได้ยื่นข้อเสนอขายกลับที่ราคา 70,000 ล้านบาท แต่เนสท์เล่ปฏิเสธโดยอ้างว่าบริษัทร่วมทุนไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ และได้บอกเลิกสัญญาในที่สุด
ความขัดแย้งได้บานปลายสู่การฟ้องร้องหลายคดีทั้งในและต่างประเทศ โดยมีทุนทรัพย์รวมกันกว่าแสนล้านบาท
คำพิพากษาที่กำลังจะมาถึงนี้ ถือเป็นหมุดหมายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของศึกธุรกิจที่ยืดเยื้อมาหลายปี ระหว่างยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์กับกลุ่มทุนไทยผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟ แต่กว่าจะมาถึงวันที่ต้องพบกันในศาล เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 35 ปีก่อน และหากนับตามคำบอกเล่าของนายประยุทธ มหากิจศิริ เอง เส้นทางสายนี้ทอดยาวกว่านั้น ย้อนไปได้ถึงกาแฟแก้วแรกในปี 2515 หรือกว่าครึ่งศตวรรษ
ข้อพิพาททางธุรกิจระหว่าง "เนสท์เล่" (Nestlé) ยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ กับ "ตระกูลมหากิจศิริ" กลุ่มทุนไทยผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟในประเทศ กลายเป็นหนึ่งในคดีธุรกิจที่ถูกจับตามากที่สุดในรอบหลายปี
เมื่อความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานราว 35 ปี ผ่านบริษัทร่วมทุน ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) สิ้นสุดลงด้วยการฟ้องร้องหลายชั้นศาลทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมคดีแพ่ง คดีอาญา และการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล โดยมีทุนทรัพย์ในการฟ้องรวมกันสูงเกินหนึ่งแสนล้านบาท
เบื้องหลังของศึกครั้งนี้คือแบรนด์กาแฟสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของไทย และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้ายว่า เมื่อพันธมิตรที่สร้างธุรกิจมาด้วยกันแตกหัก กติกาและบรรทัดฐานของการร่วมทุนในประเทศไทยควรเป็นอย่างไร
ก่อนจะเป็น QCP "กาแฟแก้วแรก" ปี 2515 แบรนด์ "วีว่า"
ตามบันทึกส่วนตัวของนายประยุทธ จุดตั้งต้นไม่ได้อยู่ที่ปี 2533 แต่อยู่ที่การเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2510 หลังสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ติดตาเขามาจากอเมริกาคือภาพคนทำงานหยิบกาแฟสำเร็จรูปในแก้วกระดาษดื่มได้ทุกเช้าในราคาที่ใคร ๆ ก็จ่ายได้ เขามองว่าประเทศไทยควรมีกาแฟของคนไทยในราคาที่คนไทยทุกระดับเข้าถึงได้ ขณะที่กาแฟสำเร็จรูปในตลาดเวลานั้นล้วนเป็นสินค้านำเข้า รสชาติยังไม่ถูกปากคนไทย และราคาสูง
ในปี 2515 นายประยุทธได้ก่อตั้ง
บริษัท กาแฟผงไทย จำกัด ขึ้นที่บางนา และเดินทางไปประเทศอิสราเอลด้วยตัวเองเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรชุดต้มสกัดกาแฟชุดแรก โดยระบุถึงการพบกับ Mr. Abba Fromcenko ผู้ขายเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้
เขาระบุว่าเป็นผู้คิดสูตร กระบวนการ และรสชาติให้เหมาะกับลิ้นคนไทย ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตั้งใจแต่แรกว่าจะผลิตและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองคือ "วีว่า"
ประตูที่เปิดให้เนสท์เล่ จากหุ้น 10% สู่ 50%
เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มก่อตัว มีผู้ลงทุนต่างชาติหลายรายเข้ามาติดต่อ ทั้งกลุ่มเนสท์เล่และผู้แทนแบรนด์ Maxwell House ซึ่งขณะนั้นเป็นกาแฟสำเร็จรูปที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลก ต่างจาก Nescafé ที่ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย ขณะที่เนสท์เล่ในไทยเองก็เป็นเพียงผู้ขายผลิตภัณฑ์นมเป็นหลัก
เหตุผลที่นายประยุทธระบุว่าเลือกเนสท์เล่เป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่เพราะแบรนด์แข็งแรงที่สุด แต่เพราะตัวผู้แทนของเนสท์เล่ในวันนั้น คือ อรรถ เสนาสาร (เดิมชื่อนายอัลเฟรด เอเดรียน) ชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่พูดภาษาไทยได้และใช้ชื่อไทย ซึ่งผู้แทนรายนี้ให้ความสำคัญต่อประเทศไทยและเคารพความเป็นท้องถิ่น
พร้อมให้คำมั่นว่าความร่วมมือนี้จะเป็นความร่วมมือที่ "ไม่มีที่สิ้นสุด" สองฝ่ายจะเติบโตไปด้วยกันเพื่อประเทศไทย ผู้บริโภคชาวไทย และเกษตรกรชาวไทย
จากนั้น เนสท์เล่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท
กาแฟผงไทย จำกัด เริ่มต้นที่ราวร้อยละ 10 ในปี 2517 ก่อนจะทยอยขยายเป็นร้อยละ 50 ในเวลาต่อมา
หากนับความสัมพันธ์กับเนสท์เล่ตั้งแต่บริษัทกาแฟผงไทยในปี 2517 ก็ยาวนานราว 50 ปี ส่วนตัวเลข "ว 35 ปี" ที่มักถูกอ้างถึงในการรายงานทั่วไปนั้น นับจากบริษัทร่วมทุน QCP ในช่วงราวปี 2533 เป็นหลัก
จุดเริ่มต้นบริษัท QCP ร่วมทุนหุ้นส่วน 50:50
โครงสร้างความร่วมมือในรูปบริษัทร่วมทุนที่กลายเป็นแกนของคดี เริ่มต้นเมื่อเนสท์เล่ เอส.เอ. และตระกูลมหากิจศิริ นำโดยนายประยุทธ มหากิจศิริ ร่วมกันก่อตั้งบริษัท
ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ในสัดส่วนถือหุ้นฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย
ในบันทึกส่วนตัว นายประยุทธเล่าว่าเมื่อตลาดเติบโตจนเกินกำลังของโรงงานเดิม (ซึ่งเขาระบุกำลังผลิตราว 2,000 ตันต่อปี) เขาได้ก่อตั้งบริษัทและโรงงานใหม่คือ QCP ที่มีกำลังผลิตถึงราว 25,000 ตันต่อปี และให้เนสท์เล่ร่วมถือหุ้นร้อยละ 50
โครงสร้างการถือหุ้นสามารถตรวจสอบได้จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ซึ่งยืนยันสัดส่วน 50 ต่อ 50 อย่างชัดเจน ฝ่ายมหากิจศิริถือรวม 25 ล้านหุ้น แบ่งเป็นนายประยุทธ 1.6 ล้านหุ้น นางสุวิมล 2.5 ล้านหุ้น และนายเฉลิมชัย 20.9 ล้านหุ้น ส่วนฝ่ายเนสท์เล่ถือรวม 25 ล้านหุ้น ผ่านเนสท์เล่ เอส.เอ. 15 ล้านหุ้น บริษัท Vetropa 9.5 ล้านหุ้น และเนสท์เล่เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) อีก 5 แสนหุ้น
ขณะที่คณะกรรมการบริษัทมี 7 คน แบ่งเป็นฝ่ายมหากิจศิริ 4 คน และฝ่ายเนสท์เล่กับบุคคลอื่นอีก 3 คน โครงสร้างที่เจ้าของสองฝ่ายถือหุ้นเท่ากันเป๊ะและกรรมการที่แทบสมดุลกันนี้ คือรากของภาวะชะงักงันหรือ deadlock ที่ทั้งสองฝ่ายจะหยิบมาต่อสู้กันในชั้นศาลในเวลาต่อมา
ประเด็นสำคัญที่เป็นแกนกลางของข้อพิพาทในเวลาต่อมา คือการแบ่งบทบาทภายใต้สัญญาร่วมทุน เนสท์เล่เป็นผู้มีอำนาจบริหารงาน การผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาดของผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ อีกทั้งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตและเครื่องหมายการค้า "Nescafé" แต่เพียงผู้เดียว ในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท
ส่วน QCP บริษัทร่วมทุนทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิต โดยฝ่ายมหากิจศิริระบุว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา QCP ได้จ่ายค่าสิทธิและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้เนสท์เล่เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
ตลอดเส้นทางที่เนสกาแฟเติบโตในไทย ชื่อของนายประยุทธได้รับการขนานนามในสื่อว่า "เจ้าพ่อเนสกาแฟ" จนบางครั้งกลบชื่อของเนสท์เล่ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ตัวจริง แม้ในทางธุรกิจ เขาจะไม่เคยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเนสกาแฟ และไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทแม่ของเนสท์เล่
ต่อมานายประยุทธได้ทยอยโอนหุ้นส่วนใหญ่ที่ถืออยู่ให้แก่นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ บุตรชาย เพื่อสานต่อธุรกิจ โดยตัวเขาเองคงเหลือหุ้นในสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ในระยะหลัง นายเฉลิมชัยกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนการต่อสู้ในชั้นศาลแทน
อาณาจักรเนสกาแฟ ขุมทรัพย์ที่ทำกำไรทุกปีตลอดทศวรรษ
ธุรกิจเนสกาแฟถือเป็น "โปรดักต์ฮีโร่" ที่สร้างรายได้หลักให้ทั้งสองฝ่าย ข้อมูลงบการเงินของ QCP (อ้างอิงฐานข้อมูล Creden Data ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569) สะท้อนว่าบริษัทเป็นกิจการที่ทำกำไรสม่ำเสมอตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้รวมเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 14,800–17,800 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรสุทธิเป็นบวกทุกปี อยู่ระหว่างราว 2,600–3,700 ล้านบาท
เมื่อไล่เรียงรายปี รายได้รวมของ QCP ในปี 2557 อยู่ที่ราว 17,751 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 3,361 ล้านบาท จากนั้นรายได้ปรับลงมาอยู่ในกรอบราว 14,800–16,500 ล้านบาทในช่วงปี 2558–2563 โดยกำไรสุทธิยังยืนได้ระหว่างราว 2,600–3,700 ล้านบาท
กระทั่งในปี 2564 บริษัททำรายได้รวมราว 15,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 3,705 ล้านบาท ก่อนที่รายได้จะกลับมาแตะระดับสูงอีกครั้งในปี 2565 และ 2566 ที่ราว 17,115 ล้านบาทและ 17,184 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิในสองปีนั้นอยู่ที่ราว 3,403 ล้านบาทและ 3,068 ล้านบาท
ในเชิงความสามารถทำกำไร QCP รักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับสูงราว 32–39 เปอร์เซ็นต์ตลอดช่วง และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นในปีหลัง ๆ อยู่ระหว่างราว 61–74 บาทต่อหุ้น จุดที่น่าสังเกตคือปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่เนสท์เล่เริ่มส่งสัญญาณยุติความร่วมมือ กลับเป็นปีที่ QCP ทำกำไรสุทธิสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 3,705 ล้านบาท ก่อนที่กำไรสุทธิจะค่อย ๆ ลดลงในปี 2565 และ 2566
ความสำเร็จนี้เองที่ทำให้ข้อพิพาทมีเดิมพันสูง เพราะสิ่งที่กำลังต่อสู้กันไม่ใช่กิจการที่ขาดทุนหรือใกล้ล้ม แต่เป็นหนึ่งในบริษัทร่วมทุนที่ทำกำไรสม่ำเสมอที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ในภาพรวมตลาดกาแฟสำเร็จรูปของไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟ 3-in-1 ราว 60–65 เปอร์เซ็นต์ กาแฟสำเร็จรูปราว 20–25 เปอร์เซ็นต์ และกาแฟพรีเมียมนำเข้าราว 10–15 เปอร์เซ็นต์ โดยเนสกาแฟครองส่วนแบ่งตลาดโดยรวมสูงสุดราว 50–55 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่บริษัท
เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มีรายได้รวมในปี 2566 ที่ 57,028 ล้านบาท
มีต่อ
อวสานพันธมิตร 35 ปี "เนสท์เล่–มหากิจศิริ"สู่ดีลซื้อหุ้นโรงงานเนสกาแฟล่ม- EP1.