ครบ 3 ปีถูกจองจำ อานนท์ นำภา เขียนจ.ม.ถึงมิตรสหาย ให้คำมั่น จะร่วมเดินไปให้สุดทาง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5850713
.

.
ครบ 3 ปีถูกจองจำ อานนท์ นำภา เขียนจ.ม.ถึงมิตรสหาย ให้คำมั่น จะร่วมเดินไปให้สุดทาง
.
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เฟซบุ๊ก
อานนท์ นำภา ได้โพสต์จดหมายลายมือของนายอานนท์ ในวาระที่ถูกกักขังครบ 3 ปี ดังนี้
.
“โดยธรรมชาติ ความยากลำบากจะเซาะกร่อนให้คนเราถอดใจ ละทิ้งความใฝ่ฝันและอาจบางทีเวลาที่ยาวนานก็อาจทำให้บางคนทำความฝันหล่นหาย ในค่ำคืนที่ฟ้ามืดมนมองไม่เห็นแสงใดนอกจากแสงนีออน (ในสมัยนั้นอาจยังไม่มีด้วยซ้ำ) ก็ยังมีใครบางคนเขียนเพลงได้ลึกซึ้งกินใจ
.
“ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ…”
.
เพลงนี้ร้องไม่ยาก หลายๆคนอาจเคยร้อง เคยฟังและพอเข้าใจความหมายของมัน แต่เชื่อเถิดมิตรสหาย การได้รู้สึกเยาะเย้ยกับความยากลำบากจริงๆในสถานที่จริงๆ สถานการณ์จริงๆ มันโคตรมีพลัง!
.
ในวาระที่เขาขังผมจะครบ 3 ปี ผมอยากส่งผ่านความรู้สึกและพลังเช่นว่านั้นไปถึงมิตรสหายทุกคน เมื่อท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้และรู้สึกโกรธต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผม เราคือมิตรสหายกัน และยิ่งอ่านแล้วสัมผัสได้ในพลังใจและไฟฝันของผม นั่นคือคำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมเดินไปบนถนนนี้ให้สุดทาง
.
ขอบคุณสำหรับทุกน้ำใจและกำลังใจ มันมีค่า มีความหมายอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้
.
เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา
ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 4″
.
https://www.facebook.com/xannth.na.pha/posts/pfbid0DtP3FfBqZeNecoECXQUarcMb6FEbg3DG18QTXvTngSWkcuiQJUAMEEeZ2LDB5tJBl
.
.
วีระ ข้องใจงบศาลยุติธรรม มีเงินสด-เงินฝากกว่า 3.7 หมื่นล้าน รองเลขาฯแจงยิบ ยันเงินมีที่มา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5850340
.
‘วีระ’ ข้องใจงบศาลยุติธรรม ทั้งเงินสด-เงินฝาก สูงมาก ด้าน ‘รองเลขาฯศาลฯ’ แจงยิบ เป็นเงินที่มีภาระผูกพัน ทั้งค่าธรรมเนียมศาล ค่าปรับ ต้องคืนเมื่อคดีสิ้นสุด ไม่ใช่รายรับของศาล
.
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นาย
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาการของบประมาณของหน่วยงานศาล
.
โดยช่วงหนึ่งของการพิจารณา นาย
วีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ซักถามต่องบประมาณสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ขอจัดสรร 3.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานมีเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด มากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบการเงินที่เป็นเงินสด 48 ล้านบาท เงินทดลองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝาก 2.6 หมื่นล้านบาท ฝากประจำ 689 ล้านบาท ฝากคลัง 9,520 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คล้ายกับเงินกระแสรายวันไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเงินสดที่หน่วยงานมีจะทำอย่างไรได้หรือไม่ที่จะนำออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ประเทศ และเพื่อลดภาระทางงบประมาณ
.
ทั้งนี้ นาย
ภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า งบการเงินของศาลธุติกรรมรวมเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 3.6 หมื่นล้านบาท เงินตรงนี้มีที่มาที่ไป และมีความผูกพันที่ต้องใช้ ไม่ใช่เงินที่ศาลจะนำไปใช้ได้ ในส่วนของเงินฝากสถาบัน รวมทั้งเงินฝากที่มีระยะสั้น 2.7 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมปรับ 907 ล้านบาท ส่วนนี้ต้องรอนำส่งในช่วงสิ้นปีงบประมาณ ในจำนวนศาล 280 กว่าแห่ง และเป็นเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน 51 ล้านบาท ซึ่งต้องรอนำส่งเช่นเดียวกัน ส่วนเงินจำนวนมากจะเป็นเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนด และเป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน
.
“
เพราะฉะนั้นจะเป็นเงินที่ต้องมีภาระที่ต้องคืนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย บางครั้งอาจจะมีการวางทรัพย์ไว้ ก็จะต้องมีการรับชำระเงินไปเมื่อคดีเสร็จสิ้น ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เงินรายรับของศาล แต่เป็นเงินที่ต้องคืน” รองเลขาฯศาลยุติธรรม กล่าว
.
นาย
ภพชี้แจงว่า อีกส่วนจะมีเงินฝากของคู่ความ จำนวน 437 ล้านบาท ตรงนี้จะเป็นในส่วนที่คู่ความนำมาวางไว้เพื่อส่งคำคู่ความทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่รับฝากไว้และรอจ่าย และเป็นเงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาท ซึ่งค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการจะมีการจ่ายให้กับฝ่ายที่มีการชนะคดี โดยใช้เงินตรงนี้เป็นเงินส่วนที่จะจ่ายค่าป่วยการให้กับอนุญาโตตุลาการ อีก 11 ล้านบาท ส่วนนี้จาก 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีภาระผูกพัน
.
นาย
ภพชี้แจงว่า นอกจากนั้นยังมีเงินที่ศาลได้นำไปฝากคลังไว้ จะเป็นในส่วนของเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท คือการดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นเงินที่มีภาระผูกพัน และมีเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 9,000 กว่าล้านบาท เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินฝากค่าธรรมเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้ แต่สุดท้ายก็จะมีการใช้ในเรื่องตามภารกิจนั้นๆ ยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เงินรายรับที่ศาลยุติธรรม
.
.
พริษฐ์ รอคำตอบ กกต.-ดีเอสไอ ไขข้อสงสัย ปมคำชี้แจง ‘วิทยา’ เอี่ยวคดีโกงเลือก สว.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10363650
.
พริษฐ์ รอคำตอบ กกต.-ดีเอสไอ ไขข้อสงสัย ปมคำชี้แจง ‘วิทยา’ เอี่ยวคดีโกงเลือก สว.
.
วันที่ 17 ส.ค.2569 นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ข้อความผ่าน
พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu ระบุว่า
.
คำถามถึง กกต. และ DSI สืบเนื่องจากคำชี้แจงของ นายก วิทยา คำพวง เกี่ยวกับคดีโกง สว.
.
เช้าวันนี้ หลายคนคงได้เห็นคำชี้แจงของนายก วิทยา คำพวง ในหลายรายการเกี่ยวกับคลิปหลักฐานที่ผมได้นำเสนอเกี่ยวกับขบวนการโกง สว.
.
สาระสำคัญที่สุดของคำชี้แจง คือการที่ นายก วิทยา ยอมรับว่าเขาคือบุคคลในคลิป (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) โดยเขายังได้อธิบายถึงความหมายของหลายประโยคในคลิปที่หลายคนสงสัย เช่น
– “ไม่น่าเชื่อว่า สว. เราได้เยอะที่สุด”
– “พวกผมมันสายยาวกว่านี้”
– “เราทำเพื่อข้างบน”
– “อย่าไปกลัว เพราะข้างบนท่าน [..] – ไม่งั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว”
– “ทางผู้ใหญ่พวกสายทหารก็เข้ามา”
(ใครที่สนใจ สามารถฟังคำชี้แจงของนายก วิทยา เต็มๆได้ที่ link ใน comment)
.
คำชี้แจงดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่ ฟังขึ้นหรือไม่ ผมขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอง
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ามีข้อเท็จจริงในอีก 2 เรื่อง ที่นายก วิทยา ปฏิเสธ แต่ผมยังคงมีข้อสงสัย
.
1.ตกลง นายก วิทยา มีความสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคภูมิใจไทย?
.
– นายก วิทยา ให้สัมภาษณ์ว่าตนไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคภูมิใจไทย (แม้จะชื่นชอบนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ของพรรค) โดยภาพที่ปรากฏร่วมกับรัฐมนตรีภูมิใจไทย (เช่น ทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นเพียงการทำหน้าที่ในฐานะนายกท้องถิ่นเกี่ยวกับโครงการพื้นที่
– อย่างไรก็ตาม ผมได้ค้นพบว่า นายก วิทยา เคยสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ไปร่วมแถลงข่าวกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี ในงานเปิดตัวผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย หนองคาย-ชัยภูมิ-สกลนคร เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 (ซึ่งคาดว่าเป็นที่ทำการพรรคภูมิใจไทย: https://bhumjaithai.com/news/110566)
.
2.ตกลง นายก วิทยา ชำระค่าที่พักที่โรงแรม B2 (2 หมายเลขการจอง / ยอดรวม 7,520 บาท) หรือไม่?
– นายก วิทยา ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนจองหรือชำระค่าที่พักดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหา
– ความจริงแล้ว ผมไม่เคยกล่าวหาว่านายก วิทยา เป็นคน “จอง” ห้อง แต่ข้อมูลที่ผมได้รับ เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าบัญชีที่ถูกใช้ “โอนเงิน” ไปที่บัญชีของโรงแรมเพื่อ “ชำระค่าที่พัก” เป็นบัญชีชื่อ วิทยา คำพวง
– ดังนั้น ประเด็นหลักจึงไม่ใช่ว่าใครจอง แต่คือใครจ่าย / หรือหาก นายก วิทยา ยืนยันว่าตนไม่ทราบว่าตนเป็นคนจ่าย มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีคนนำบัญชีของ นายก วิทยา ไปชำระค่าที่พักดังกล่าวแทน?
.
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อนายก วิทยา ชี้แจงมาเช่นนี้ ผมเห็นว่าตอนนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและ(คาดว่า)มีข้อมูลอยู่ในมือ ในการออกมาชี้แจงและไขข้อสงสัยให้เกิดความชัดเจน
.
ในฝั่งของ DSI ผมขอเรียกร้องให้ DSI ออกมาชี้แจงชัดๆว่า
1. DSI ได้เคยมีการสอบสวนหรือตรวจสอบกับทางโรงแรม B2 รังสิต หรือไม่ ว่ามีใครจอง เข้าพัก หรือชำระเงินค่าที่พัก ในห้วงเวลาดังกล่าว (25-26 มิ.ย. 2567)?
2. หากเคย: DSI สามารถยืนยันได้หรือไม่ ว่าตกลงแล้ว มีการชำระค่าที่พักในโรงแรม B2 รังสิต โดยเป็นการโอนเงินจากบัญชีชื่อ วิทยา คำพวง หรือไม่?
.
ในฝั่งของ กกต. (สำคัญที่สุด) ผมขอเรียกร้องให้ กกต. ออกมาชี้แจงชัดๆว่า
1. เหตุการณ์ที่ปรากฏเกี่ยวกับนายก วิทยา ที่โรงแรม B2 รังสิต ในวันที่ 25 มิ.ย. 2567 อยู่ในสำนวนสอบสวนของ กกต. หรือคำให้การของพยานต่อ กกต. (เช่น ในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) หรือไม่?
2. กกต. ได้เคยมีการสอบปากคำ หรือ สอบสวน เกี่ยวกับการกระทำของ นายก วิทยา หรือไม่?
3. หากไม่เคย (ตามที่นายก วิทยา ชี้แจง): ทำไมถึงไม่มีการสอบปากคำหรือสอบสวน?
.
ผมรอคำตอบจาก DSI และ กกต. ครับ.
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0trbPDJpcwMbTLYe38HdkfdwQF6BT9DxTAzPwDKLrXQEaxUJaiZK4s5c5yQmS7YJBl
.
.
"วีระยุทธ" ชำแหละจีดีพีไตรมาส 2 "โตทิพย์"! แฉรัฐบาลปล่อยผี Data Center
.
สส.พรรคประชาชน จวกเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9 เป็นตัวเลข "โตทิพย์" หวังอุ้มภาพรวมลงทุนสวนทางภาคการผลิตไทยดิ่งเหว
.
วันที่ 17 ส.ค. 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขดังกล่าวซ่อนภาวะความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เนื่องจากมีโครงการ Data Center เข้ามาเป็น "เดอะแบก" เศรษฐกิจไทย ขณะที่ภาคการผลิตและ SME ไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนักกว่าเดิม
JJNY : 5in1 จ.ม.ถึงมิตรสหาย│วีระข้องใจงบศาล│พริษฐ์รอคำตอบ│"วีระยุทธ"ชำแหละจีดีพี Q2"โตทิพย์"!│ภูเขาไฟในอินโดนีเซียประทุ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5850713
.
.
ครบ 3 ปีถูกจองจำ อานนท์ นำภา เขียนจ.ม.ถึงมิตรสหาย ให้คำมั่น จะร่วมเดินไปให้สุดทาง
.
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ได้โพสต์จดหมายลายมือของนายอานนท์ ในวาระที่ถูกกักขังครบ 3 ปี ดังนี้
.
“โดยธรรมชาติ ความยากลำบากจะเซาะกร่อนให้คนเราถอดใจ ละทิ้งความใฝ่ฝันและอาจบางทีเวลาที่ยาวนานก็อาจทำให้บางคนทำความฝันหล่นหาย ในค่ำคืนที่ฟ้ามืดมนมองไม่เห็นแสงใดนอกจากแสงนีออน (ในสมัยนั้นอาจยังไม่มีด้วยซ้ำ) ก็ยังมีใครบางคนเขียนเพลงได้ลึกซึ้งกินใจ
.
“ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ…”
.
เพลงนี้ร้องไม่ยาก หลายๆคนอาจเคยร้อง เคยฟังและพอเข้าใจความหมายของมัน แต่เชื่อเถิดมิตรสหาย การได้รู้สึกเยาะเย้ยกับความยากลำบากจริงๆในสถานที่จริงๆ สถานการณ์จริงๆ มันโคตรมีพลัง!
.
ในวาระที่เขาขังผมจะครบ 3 ปี ผมอยากส่งผ่านความรู้สึกและพลังเช่นว่านั้นไปถึงมิตรสหายทุกคน เมื่อท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้และรู้สึกโกรธต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผม เราคือมิตรสหายกัน และยิ่งอ่านแล้วสัมผัสได้ในพลังใจและไฟฝันของผม นั่นคือคำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมเดินไปบนถนนนี้ให้สุดทาง
.
ขอบคุณสำหรับทุกน้ำใจและกำลังใจ มันมีค่า มีความหมายอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้
.
เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา
ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 4″
.
https://www.facebook.com/xannth.na.pha/posts/pfbid0DtP3FfBqZeNecoECXQUarcMb6FEbg3DG18QTXvTngSWkcuiQJUAMEEeZ2LDB5tJBl
.
.
วีระ ข้องใจงบศาลยุติธรรม มีเงินสด-เงินฝากกว่า 3.7 หมื่นล้าน รองเลขาฯแจงยิบ ยันเงินมีที่มา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5850340
.
‘วีระ’ ข้องใจงบศาลยุติธรรม ทั้งเงินสด-เงินฝาก สูงมาก ด้าน ‘รองเลขาฯศาลฯ’ แจงยิบ เป็นเงินที่มีภาระผูกพัน ทั้งค่าธรรมเนียมศาล ค่าปรับ ต้องคืนเมื่อคดีสิ้นสุด ไม่ใช่รายรับของศาล
.
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาการของบประมาณของหน่วยงานศาล
.
โดยช่วงหนึ่งของการพิจารณา นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ซักถามต่องบประมาณสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ขอจัดสรร 3.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานมีเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด มากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบการเงินที่เป็นเงินสด 48 ล้านบาท เงินทดลองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝาก 2.6 หมื่นล้านบาท ฝากประจำ 689 ล้านบาท ฝากคลัง 9,520 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คล้ายกับเงินกระแสรายวันไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเงินสดที่หน่วยงานมีจะทำอย่างไรได้หรือไม่ที่จะนำออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ประเทศ และเพื่อลดภาระทางงบประมาณ
.
ทั้งนี้ นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า งบการเงินของศาลธุติกรรมรวมเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 3.6 หมื่นล้านบาท เงินตรงนี้มีที่มาที่ไป และมีความผูกพันที่ต้องใช้ ไม่ใช่เงินที่ศาลจะนำไปใช้ได้ ในส่วนของเงินฝากสถาบัน รวมทั้งเงินฝากที่มีระยะสั้น 2.7 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมปรับ 907 ล้านบาท ส่วนนี้ต้องรอนำส่งในช่วงสิ้นปีงบประมาณ ในจำนวนศาล 280 กว่าแห่ง และเป็นเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน 51 ล้านบาท ซึ่งต้องรอนำส่งเช่นเดียวกัน ส่วนเงินจำนวนมากจะเป็นเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนด และเป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน
.
“เพราะฉะนั้นจะเป็นเงินที่ต้องมีภาระที่ต้องคืนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย บางครั้งอาจจะมีการวางทรัพย์ไว้ ก็จะต้องมีการรับชำระเงินไปเมื่อคดีเสร็จสิ้น ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เงินรายรับของศาล แต่เป็นเงินที่ต้องคืน” รองเลขาฯศาลยุติธรรม กล่าว
.
นายภพชี้แจงว่า อีกส่วนจะมีเงินฝากของคู่ความ จำนวน 437 ล้านบาท ตรงนี้จะเป็นในส่วนที่คู่ความนำมาวางไว้เพื่อส่งคำคู่ความทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่รับฝากไว้และรอจ่าย และเป็นเงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาท ซึ่งค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการจะมีการจ่ายให้กับฝ่ายที่มีการชนะคดี โดยใช้เงินตรงนี้เป็นเงินส่วนที่จะจ่ายค่าป่วยการให้กับอนุญาโตตุลาการ อีก 11 ล้านบาท ส่วนนี้จาก 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีภาระผูกพัน
.
นายภพชี้แจงว่า นอกจากนั้นยังมีเงินที่ศาลได้นำไปฝากคลังไว้ จะเป็นในส่วนของเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท คือการดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นเงินที่มีภาระผูกพัน และมีเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 9,000 กว่าล้านบาท เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินฝากค่าธรรมเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้ แต่สุดท้ายก็จะมีการใช้ในเรื่องตามภารกิจนั้นๆ ยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เงินรายรับที่ศาลยุติธรรม
.
.
พริษฐ์ รอคำตอบ กกต.-ดีเอสไอ ไขข้อสงสัย ปมคำชี้แจง ‘วิทยา’ เอี่ยวคดีโกงเลือก สว.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10363650
.
พริษฐ์ รอคำตอบ กกต.-ดีเอสไอ ไขข้อสงสัย ปมคำชี้แจง ‘วิทยา’ เอี่ยวคดีโกงเลือก สว.
.
วันที่ 17 ส.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ข้อความผ่าน พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu ระบุว่า
.
คำถามถึง กกต. และ DSI สืบเนื่องจากคำชี้แจงของ นายก วิทยา คำพวง เกี่ยวกับคดีโกง สว.
.
เช้าวันนี้ หลายคนคงได้เห็นคำชี้แจงของนายก วิทยา คำพวง ในหลายรายการเกี่ยวกับคลิปหลักฐานที่ผมได้นำเสนอเกี่ยวกับขบวนการโกง สว.
.
สาระสำคัญที่สุดของคำชี้แจง คือการที่ นายก วิทยา ยอมรับว่าเขาคือบุคคลในคลิป (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) โดยเขายังได้อธิบายถึงความหมายของหลายประโยคในคลิปที่หลายคนสงสัย เช่น
– “ไม่น่าเชื่อว่า สว. เราได้เยอะที่สุด”
– “พวกผมมันสายยาวกว่านี้”
– “เราทำเพื่อข้างบน”
– “อย่าไปกลัว เพราะข้างบนท่าน [..] – ไม่งั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว”
– “ทางผู้ใหญ่พวกสายทหารก็เข้ามา”
(ใครที่สนใจ สามารถฟังคำชี้แจงของนายก วิทยา เต็มๆได้ที่ link ใน comment)
.
คำชี้แจงดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่ ฟังขึ้นหรือไม่ ผมขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอง
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ามีข้อเท็จจริงในอีก 2 เรื่อง ที่นายก วิทยา ปฏิเสธ แต่ผมยังคงมีข้อสงสัย
.
1.ตกลง นายก วิทยา มีความสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคภูมิใจไทย?
.
– นายก วิทยา ให้สัมภาษณ์ว่าตนไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคภูมิใจไทย (แม้จะชื่นชอบนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ของพรรค) โดยภาพที่ปรากฏร่วมกับรัฐมนตรีภูมิใจไทย (เช่น ทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นเพียงการทำหน้าที่ในฐานะนายกท้องถิ่นเกี่ยวกับโครงการพื้นที่
– อย่างไรก็ตาม ผมได้ค้นพบว่า นายก วิทยา เคยสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ไปร่วมแถลงข่าวกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี ในงานเปิดตัวผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย หนองคาย-ชัยภูมิ-สกลนคร เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 (ซึ่งคาดว่าเป็นที่ทำการพรรคภูมิใจไทย: https://bhumjaithai.com/news/110566)
.
2.ตกลง นายก วิทยา ชำระค่าที่พักที่โรงแรม B2 (2 หมายเลขการจอง / ยอดรวม 7,520 บาท) หรือไม่?
– นายก วิทยา ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนจองหรือชำระค่าที่พักดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหา
– ความจริงแล้ว ผมไม่เคยกล่าวหาว่านายก วิทยา เป็นคน “จอง” ห้อง แต่ข้อมูลที่ผมได้รับ เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าบัญชีที่ถูกใช้ “โอนเงิน” ไปที่บัญชีของโรงแรมเพื่อ “ชำระค่าที่พัก” เป็นบัญชีชื่อ วิทยา คำพวง
– ดังนั้น ประเด็นหลักจึงไม่ใช่ว่าใครจอง แต่คือใครจ่าย / หรือหาก นายก วิทยา ยืนยันว่าตนไม่ทราบว่าตนเป็นคนจ่าย มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีคนนำบัญชีของ นายก วิทยา ไปชำระค่าที่พักดังกล่าวแทน?
.
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อนายก วิทยา ชี้แจงมาเช่นนี้ ผมเห็นว่าตอนนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและ(คาดว่า)มีข้อมูลอยู่ในมือ ในการออกมาชี้แจงและไขข้อสงสัยให้เกิดความชัดเจน
.
ในฝั่งของ DSI ผมขอเรียกร้องให้ DSI ออกมาชี้แจงชัดๆว่า
1. DSI ได้เคยมีการสอบสวนหรือตรวจสอบกับทางโรงแรม B2 รังสิต หรือไม่ ว่ามีใครจอง เข้าพัก หรือชำระเงินค่าที่พัก ในห้วงเวลาดังกล่าว (25-26 มิ.ย. 2567)?
2. หากเคย: DSI สามารถยืนยันได้หรือไม่ ว่าตกลงแล้ว มีการชำระค่าที่พักในโรงแรม B2 รังสิต โดยเป็นการโอนเงินจากบัญชีชื่อ วิทยา คำพวง หรือไม่?
.
ในฝั่งของ กกต. (สำคัญที่สุด) ผมขอเรียกร้องให้ กกต. ออกมาชี้แจงชัดๆว่า
1. เหตุการณ์ที่ปรากฏเกี่ยวกับนายก วิทยา ที่โรงแรม B2 รังสิต ในวันที่ 25 มิ.ย. 2567 อยู่ในสำนวนสอบสวนของ กกต. หรือคำให้การของพยานต่อ กกต. (เช่น ในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) หรือไม่?
2. กกต. ได้เคยมีการสอบปากคำ หรือ สอบสวน เกี่ยวกับการกระทำของ นายก วิทยา หรือไม่?
3. หากไม่เคย (ตามที่นายก วิทยา ชี้แจง): ทำไมถึงไม่มีการสอบปากคำหรือสอบสวน?
.
ผมรอคำตอบจาก DSI และ กกต. ครับ.
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0trbPDJpcwMbTLYe38HdkfdwQF6BT9DxTAzPwDKLrXQEaxUJaiZK4s5c5yQmS7YJBl
.
.