สวัสดีค่ะพี่ๆ วันนี้มาเล่าเรื่องราวที่พบเจอ ต่อจากเหตุการ์ณในกระทู้ก่อนหน้านี้นะคะ
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ตอนนั้นเราทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง ลักษณะงานคือการตรวจสอบความบกพร่องในเนื้อวัสดุ ซึ่งต้องออกไปทำงานตามไซต์งานอยู่บ่อย ๆ
ช่วงนั้นทีมของเราได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน เราจึงต้องหาที่พักอยู่ใกล้หน้างาน สุดท้ายก็ได้อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เป็นอาคารสูงประมาณ 5 ชั้น ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ ภายนอกดูปกติดี ไม่ได้มีอะไรที่ชวนให้น่ากลัวเลย
แต่สิ่งแรกที่เรารู้สึกแปลกคือ “ลิฟต์”
ลิฟต์ของอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ไม่สามารถขึ้นไปถึงชั้นห้องพักได้ มันขึ้นไปได้แค่บริเวณชั้นลอยเท่านั้น จากนั้นต้องเดินขึ้นบันไดต่ออีกหนึ่งชั้นถึงจะถึงชั้นที่มีห้องพัก
ตอนนั้นเราพักอยู่ชั้น 4 และห้องของเราอยู่เกือบสุดทางเดิน โดยลิฟต์และบันไดจะอยู่ทางด้านขวาของตัวอาคาร ส่วนห้องของเราอยู่ฝั่งซ้าย
และที่สุดทางเดินนั้น มีประตูไม้อยู่บานหนึ่ง
มันเป็นประตูไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก พอให้คนลอดผ่านได้ ติดอยู่กับกำแพงตรงสุดทางเดิน เราเคยเดินไปดูแล้ว และแน่ใจว่าตรงนั้นไม่มีบันไดลงหรือทางเดินต่อไปอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือประตูบานนั้นเปิดไม่ได้ เหมือนถูกล็อกเอาไว้
ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าอาจเป็นห้องเก็บของหรือพื้นที่ส่วนตัวของอาคาร
ภายในห้องพักเองก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร เพียงแต่วันแรกที่เปิดประตูเข้าไป เราได้กลิ่นอับ ๆ คล้ายกลิ่นไม้แช่น้ำโชยออกมา
ด้านขวามือเป็นห้องน้ำ ส่วนด้านซ้ายเป็นตู้เสื้อผ้าไม้ที่ติดอยู่กับผนัง เดินตรงเข้าไปจะเจอเตียงเล็ก 2 เตียงวางคู่กัน และมีตู้เย็นอยู่ทางด้านซ้าย
แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแปลก ๆ คือห้องน้ำ
ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำติดกับชักโครก และมีผ้าม่านกั้นอ่างอาบน้ำอยู่ ผ้าม่านนั้นเต็มไปด้วยคราบสีน้ำตาลกระจายเป็นดวง ๆ ทั้งผืน ดูเหมือนผ่านการใช้งานมานานมาก
แต่ตอนนั้นห้องว่างเหลืออยู่แค่ห้องเดียว และเราก็พักกับเพื่อนร่วมงานอีกคน เราเลยไม่ได้คิดอะไรมาก ตัดสินใจเลือกห้องนั้นและเข้าอยู่ทันที
ช่วง 2–3 วันแรก ทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั่งคืนหนึ่ง...
วันนั้นเราเลิกงานประมาณ 2 ทุ่ม พอกลับถึงที่พัก เพื่อนร่วมงานของเราก็ลงไปซักผ้าที่ชั้นล่าง ส่วนเราอยู่ในห้องเพียงคนเดียว
เราเลยล็อกประตูห้องแล้วเข้าไปอาบน้ำ ระหว่างที่กำลังอาบน้ำอยู่ เราได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังไขลูกบิดประตูห้อง และเหมือนกำลังเปิดประตูเข้ามาจากด้านนอก
ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเพื่อนคงเอาผ้าลงไปซักเสร็จแล้วและกลับขึ้นมารออยู่บนห้อง
เราเลยตะโกนถามออกไปจากในห้องน้ำ
“ไม่มีคิวเหรอ ทำไมขึ้นมาไว?”
เสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า
“อืม คนไม่มีเลย”
ฟังดูเหมือนเป็นเสียงเพื่อนของเราจริง ๆ
ตอนนั้นเราเลยรู้สึกสบายใจ เพราะคิดว่าเพื่อนกลับมาแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ออกจากห้องน้ำ โทรศัพท์มือถือที่เราเอาเข้ามาด้วยก็มีสายเข้า
คนที่โทรมาคือ...
เพื่อนร่วมงานของเรา
เราถึงกับงง เพราะถ้าเพื่อนอยู่ในห้อง แล้วจะโทรมาทำไม?
เราเลยกดรับสาย
และเสียงปลายสายก็เป็นเสียงเพื่อนของเราจริง ๆ
มันถามว่า
“กินลูกชิ้นทอดไหม มีรถมาขายหน้าตึก เดี๋ยวซื้อขึ้นไปให้”
ตอนนั้นเรานิ่งไปเลย ก่อนจะถามกลับว่า
“อ้าว แล้วลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เพื่อนตอบว่า
“ก็ลงไปตอนเอาผ้าไปซักไง”
ตอนนั้นมือกับหน้าของเราชาไปหมด
เพราะเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน เราเพิ่งคุยกับ “ใครบางคน” ที่เราคิดว่าเป็นเพื่อน และคิดว่าเพื่อนเพิ่งกลับเข้าห้องมาแล้ว
แต่ตอนนี้เพื่อนตัวจริงกำลังโทรหาเราจากข้างล่าง
เราไม่รู้จะทำยังไง และไม่กล้าบอกเพื่อนในตอนนั้น เพราะรู้ว่าเพื่อนเป็นคนกลัวผีมากอยู่แล้ว
เราวางสาย แล้วได้แต่ยืนจ้องลูกบิดประตูห้องน้ำอยู่พักใหญ่
ตอนนั้นเราไม่กล้าเปิดประตูออกไปเลย
สุดท้ายเลยเปิดเพลงเสียงดัง ๆ แล้วรวบรวมความกล้าเปิดประตูห้องน้ำออกมา
สิ่งแรกที่เราทำคือเดินไปดูตรงเตียงนอน
ไม่มีใครอยู่
เราเลยเดินไปดูประตูห้องอีกครั้ง
มันยังคงล็อกจากด้านในเหมือนเดิม
ตอนนั้นเราเริ่มกลัวจริง ๆ แล้ว เพราะสิ่งที่เราได้ยินก่อนหน้านี้ไม่น่าจะใช่คนแน่ ๆ
เราจึงตั้งสติ แล้วรอให้เพื่อนกลับขึ้นมาถึงห้อง
พอเพื่อนมาถึง มันเคาะประตูเรียก เราเดินไปเปิดและถามทันทีว่า
“อ้าว ไม่ได้เอากุญแจห้องไปด้วยเหรอ?”
เพื่อนตอบว่า
“เปล่านะ ก็อยู่ในห้อง จะให้กูไขเข้าไปทำไม ก็ค่อยให้เปิดสิ”
คำตอบนั้นทำให้เรารู้ทันทีว่า เสียงที่เราได้ยินตอนอยู่ในห้องน้ำ ไม่ใช่เสียงเพื่อนแน่นอน
แต่เราก็ยังไม่กล้าบอกเพื่อน
เพราะคิดว่าถ้าพูดออกไป เพื่อนที่กลัวผีอยู่แล้วอาจยิ่งกลัวจนไม่กล้านอน
คืนนั้นเรานอนไม่หลับเลย
เราได้แต่นอนกังวลและคิดวนไปวนมา ในขณะที่หันไปมองเพื่อนของเราที่หลับอย่างสบายใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โชคดีที่คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
แต่หลังจากนั้นประมาณ 2–3 วัน ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
วันนั้นฝนตกหนักมาก และงานของพวกเราต้องทำกลางแจ้ง ฝนยิ่งตก งานก็ยิ่งเสร็จช้า ทำให้วันนั้นเราเลิกงานดึกมาก กว่าจะกลับถึงอพาร์ตเมนต์ก็ประมาณ 5 ทุ่มกว่า
เรากับเพื่อนขึ้นลิฟต์มาด้วยกันตามปกติ
พอลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นลอย เราก็เดินขึ้นบันไดต่อไปยังชั้น 4
และตรงนั้นเอง สายตาของเราก็ไปสะดุดกับบางอย่าง
บนพื้นทางเดินมี “รอยเท้าเปียก”
มันเป็นรอยเท้าจากเท้าทั้งสองข้าง วางคู่กันอยู่บนพื้น และมีรอยต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแปลกคือ รอยเท้าไม่ได้เรียงสลับซ้ายขวาเหมือนคนเดินปกติ แต่มันเหมือนคนกำลังวางเท้าคู่กันทีละจุด ราวกับกระโดดขาคู่มาตลอดทาง
เราเลยพยายามเดินตามรอยนั้นไปดูว่า มันจะไปหยุดอยู่ที่ห้องไหน
แต่ก่อนที่เราจะพูดอะไร เพื่อนของเราก็ดันเห็นรอยเท้าเหมือนกัน
มันมองแล้วพูดขึ้นมาว่า
“ใครมันเดินแบบนี้วะ กระโดดขาคู่ เหมือนผีกองกอยเลย”
ตอนนั้นเราแทบอยากเอามือตบปากมัน เพราะเรากำลังกลัวอยู่แล้ว แต่เพื่อนกลับพูดเรื่องผีออกมาตรง ๆ
เราเลยบอกให้มันเงียบ ๆ แล้วเดินตามรอยไปพร้อมกัน
รอยเท้ายาวมาตั้งแต่บริเวณหน้าบันได เดินตรงไปตามทางเดิน ผ่านหน้าห้องของพวกเรา และไปหยุดอยู่บริเวณระหว่างห้องของเรากับห้องสุดท้ายที่อยู่ติดกัน
สิ่งที่แปลกคือ รอยเหมือนจะผ่านหน้าห้องของเราไปแล้ว แต่หน้าห้องถัดไปกลับไม่มีรอยน้ำหรือกองน้ำอยู่เลย
เรานึกถึงประตูไม้ที่อยู่สุดทางเดินขึ้นมา
เราและเพื่อนรีบเดินไปดู
และตรงหน้าประตูไม้นั้น...
มีรอยน้ำอยู่จริง ๆ
ตอนนั้นเราไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว
เรารีบดึงแขนเพื่อนกลับเข้าห้องทันที
คราวนี้เพื่อนของเราเริ่มลนลานจริง ๆ และพูดขึ้นมาว่า
“... กูว่าผีแน่เลย”
ทั้งที่ตอนนั้นเรายังไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อนให้มันฟังเลย
เราสองคนเลยตัดสินใจคุยกันว่า หรือว่าเราควรหาที่พักใหม่
คืนนั้นเรานั่งช่วยกันหาที่พักใหม่ทั้งคืน เพื่อจะเอาไปให้ HR ดูและขอทำเรื่องเปลี่ยนที่พัก รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น เราสองคนลงไปคุยกับเจ้าของอพาร์ตเมนต์และแจ้งว่าจะขอย้ายออก
เจ้าของก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกว่า ถ้าจะออกก็ออกได้ แต่ค่าเช่าตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนยังต้องจ่ายเต็มจำนวน
เราเลยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับ HR ซึ่งโชคดีมากที่ HR เป็นคนสนิทกับเราอยู่แล้ว ทำให้คุยกันง่าย เขาจึงช่วยดำเนินเรื่องที่พักใหม่ให้
รุ่งขึ้นเป็นวันหยุดพอดี เรากับเพื่อนเลยขนของออกจากห้องนั้นทั้งหมด และย้ายไปพักที่ใหม่
หลังจากย้ายออก...
เราก็ไม่เคยเจออะไรแบบนั้นอีกเลย
จนถึงทุกวันนี้ เราเองก็ยังไม่รู้ว่าประตูไม้บานนั้นคืออะไร และไม่เคยถามเจ้าของอพาร์ตเมนต์ด้วย
ตอนนั้นเราไม่ได้อยากรู้แล้วว่ามันคือประตูอะไร
เพราะสิ่งที่คิดอย่างเดียวคือ
**“เราแค่อยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก็พอ”**
และลึก ๆ เราก็กลัวว่า ถ้ายิ่งรู้เรื่องของที่นั่นมากกว่านี้...
สิ่งที่อยู่ที่นั่นอาจจะตามเราไปที่ใหม่ด้วยก็ได้
# รอยเท้าปริศนาหน้าประตูไม้
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ตอนนั้นเราทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง ลักษณะงานคือการตรวจสอบความบกพร่องในเนื้อวัสดุ ซึ่งต้องออกไปทำงานตามไซต์งานอยู่บ่อย ๆ
ช่วงนั้นทีมของเราได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน เราจึงต้องหาที่พักอยู่ใกล้หน้างาน สุดท้ายก็ได้อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เป็นอาคารสูงประมาณ 5 ชั้น ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ ภายนอกดูปกติดี ไม่ได้มีอะไรที่ชวนให้น่ากลัวเลย
แต่สิ่งแรกที่เรารู้สึกแปลกคือ “ลิฟต์”
ลิฟต์ของอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ไม่สามารถขึ้นไปถึงชั้นห้องพักได้ มันขึ้นไปได้แค่บริเวณชั้นลอยเท่านั้น จากนั้นต้องเดินขึ้นบันไดต่ออีกหนึ่งชั้นถึงจะถึงชั้นที่มีห้องพัก
ตอนนั้นเราพักอยู่ชั้น 4 และห้องของเราอยู่เกือบสุดทางเดิน โดยลิฟต์และบันไดจะอยู่ทางด้านขวาของตัวอาคาร ส่วนห้องของเราอยู่ฝั่งซ้าย
และที่สุดทางเดินนั้น มีประตูไม้อยู่บานหนึ่ง
มันเป็นประตูไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก พอให้คนลอดผ่านได้ ติดอยู่กับกำแพงตรงสุดทางเดิน เราเคยเดินไปดูแล้ว และแน่ใจว่าตรงนั้นไม่มีบันไดลงหรือทางเดินต่อไปอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือประตูบานนั้นเปิดไม่ได้ เหมือนถูกล็อกเอาไว้
ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าอาจเป็นห้องเก็บของหรือพื้นที่ส่วนตัวของอาคาร
ภายในห้องพักเองก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร เพียงแต่วันแรกที่เปิดประตูเข้าไป เราได้กลิ่นอับ ๆ คล้ายกลิ่นไม้แช่น้ำโชยออกมา
ด้านขวามือเป็นห้องน้ำ ส่วนด้านซ้ายเป็นตู้เสื้อผ้าไม้ที่ติดอยู่กับผนัง เดินตรงเข้าไปจะเจอเตียงเล็ก 2 เตียงวางคู่กัน และมีตู้เย็นอยู่ทางด้านซ้าย
แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแปลก ๆ คือห้องน้ำ
ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำติดกับชักโครก และมีผ้าม่านกั้นอ่างอาบน้ำอยู่ ผ้าม่านนั้นเต็มไปด้วยคราบสีน้ำตาลกระจายเป็นดวง ๆ ทั้งผืน ดูเหมือนผ่านการใช้งานมานานมาก
แต่ตอนนั้นห้องว่างเหลืออยู่แค่ห้องเดียว และเราก็พักกับเพื่อนร่วมงานอีกคน เราเลยไม่ได้คิดอะไรมาก ตัดสินใจเลือกห้องนั้นและเข้าอยู่ทันที
ช่วง 2–3 วันแรก ทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั่งคืนหนึ่ง...
วันนั้นเราเลิกงานประมาณ 2 ทุ่ม พอกลับถึงที่พัก เพื่อนร่วมงานของเราก็ลงไปซักผ้าที่ชั้นล่าง ส่วนเราอยู่ในห้องเพียงคนเดียว
เราเลยล็อกประตูห้องแล้วเข้าไปอาบน้ำ ระหว่างที่กำลังอาบน้ำอยู่ เราได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังไขลูกบิดประตูห้อง และเหมือนกำลังเปิดประตูเข้ามาจากด้านนอก
ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเพื่อนคงเอาผ้าลงไปซักเสร็จแล้วและกลับขึ้นมารออยู่บนห้อง
เราเลยตะโกนถามออกไปจากในห้องน้ำ
“ไม่มีคิวเหรอ ทำไมขึ้นมาไว?”
เสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า
“อืม คนไม่มีเลย”
ฟังดูเหมือนเป็นเสียงเพื่อนของเราจริง ๆ
ตอนนั้นเราเลยรู้สึกสบายใจ เพราะคิดว่าเพื่อนกลับมาแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ออกจากห้องน้ำ โทรศัพท์มือถือที่เราเอาเข้ามาด้วยก็มีสายเข้า
คนที่โทรมาคือ...
เพื่อนร่วมงานของเรา
เราถึงกับงง เพราะถ้าเพื่อนอยู่ในห้อง แล้วจะโทรมาทำไม?
เราเลยกดรับสาย
และเสียงปลายสายก็เป็นเสียงเพื่อนของเราจริง ๆ
มันถามว่า
“กินลูกชิ้นทอดไหม มีรถมาขายหน้าตึก เดี๋ยวซื้อขึ้นไปให้”
ตอนนั้นเรานิ่งไปเลย ก่อนจะถามกลับว่า
“อ้าว แล้วลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เพื่อนตอบว่า
“ก็ลงไปตอนเอาผ้าไปซักไง”
ตอนนั้นมือกับหน้าของเราชาไปหมด
เพราะเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน เราเพิ่งคุยกับ “ใครบางคน” ที่เราคิดว่าเป็นเพื่อน และคิดว่าเพื่อนเพิ่งกลับเข้าห้องมาแล้ว
แต่ตอนนี้เพื่อนตัวจริงกำลังโทรหาเราจากข้างล่าง
เราไม่รู้จะทำยังไง และไม่กล้าบอกเพื่อนในตอนนั้น เพราะรู้ว่าเพื่อนเป็นคนกลัวผีมากอยู่แล้ว
เราวางสาย แล้วได้แต่ยืนจ้องลูกบิดประตูห้องน้ำอยู่พักใหญ่
ตอนนั้นเราไม่กล้าเปิดประตูออกไปเลย
สุดท้ายเลยเปิดเพลงเสียงดัง ๆ แล้วรวบรวมความกล้าเปิดประตูห้องน้ำออกมา
สิ่งแรกที่เราทำคือเดินไปดูตรงเตียงนอน
ไม่มีใครอยู่
เราเลยเดินไปดูประตูห้องอีกครั้ง
มันยังคงล็อกจากด้านในเหมือนเดิม
ตอนนั้นเราเริ่มกลัวจริง ๆ แล้ว เพราะสิ่งที่เราได้ยินก่อนหน้านี้ไม่น่าจะใช่คนแน่ ๆ
เราจึงตั้งสติ แล้วรอให้เพื่อนกลับขึ้นมาถึงห้อง
พอเพื่อนมาถึง มันเคาะประตูเรียก เราเดินไปเปิดและถามทันทีว่า
“อ้าว ไม่ได้เอากุญแจห้องไปด้วยเหรอ?”
เพื่อนตอบว่า
“เปล่านะ ก็อยู่ในห้อง จะให้กูไขเข้าไปทำไม ก็ค่อยให้เปิดสิ”
คำตอบนั้นทำให้เรารู้ทันทีว่า เสียงที่เราได้ยินตอนอยู่ในห้องน้ำ ไม่ใช่เสียงเพื่อนแน่นอน
แต่เราก็ยังไม่กล้าบอกเพื่อน
เพราะคิดว่าถ้าพูดออกไป เพื่อนที่กลัวผีอยู่แล้วอาจยิ่งกลัวจนไม่กล้านอน
คืนนั้นเรานอนไม่หลับเลย
เราได้แต่นอนกังวลและคิดวนไปวนมา ในขณะที่หันไปมองเพื่อนของเราที่หลับอย่างสบายใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โชคดีที่คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
แต่หลังจากนั้นประมาณ 2–3 วัน ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
วันนั้นฝนตกหนักมาก และงานของพวกเราต้องทำกลางแจ้ง ฝนยิ่งตก งานก็ยิ่งเสร็จช้า ทำให้วันนั้นเราเลิกงานดึกมาก กว่าจะกลับถึงอพาร์ตเมนต์ก็ประมาณ 5 ทุ่มกว่า
เรากับเพื่อนขึ้นลิฟต์มาด้วยกันตามปกติ
พอลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นลอย เราก็เดินขึ้นบันไดต่อไปยังชั้น 4
และตรงนั้นเอง สายตาของเราก็ไปสะดุดกับบางอย่าง
บนพื้นทางเดินมี “รอยเท้าเปียก”
มันเป็นรอยเท้าจากเท้าทั้งสองข้าง วางคู่กันอยู่บนพื้น และมีรอยต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแปลกคือ รอยเท้าไม่ได้เรียงสลับซ้ายขวาเหมือนคนเดินปกติ แต่มันเหมือนคนกำลังวางเท้าคู่กันทีละจุด ราวกับกระโดดขาคู่มาตลอดทาง
เราเลยพยายามเดินตามรอยนั้นไปดูว่า มันจะไปหยุดอยู่ที่ห้องไหน
แต่ก่อนที่เราจะพูดอะไร เพื่อนของเราก็ดันเห็นรอยเท้าเหมือนกัน
มันมองแล้วพูดขึ้นมาว่า
“ใครมันเดินแบบนี้วะ กระโดดขาคู่ เหมือนผีกองกอยเลย”
ตอนนั้นเราแทบอยากเอามือตบปากมัน เพราะเรากำลังกลัวอยู่แล้ว แต่เพื่อนกลับพูดเรื่องผีออกมาตรง ๆ
เราเลยบอกให้มันเงียบ ๆ แล้วเดินตามรอยไปพร้อมกัน
รอยเท้ายาวมาตั้งแต่บริเวณหน้าบันได เดินตรงไปตามทางเดิน ผ่านหน้าห้องของพวกเรา และไปหยุดอยู่บริเวณระหว่างห้องของเรากับห้องสุดท้ายที่อยู่ติดกัน
สิ่งที่แปลกคือ รอยเหมือนจะผ่านหน้าห้องของเราไปแล้ว แต่หน้าห้องถัดไปกลับไม่มีรอยน้ำหรือกองน้ำอยู่เลย
เรานึกถึงประตูไม้ที่อยู่สุดทางเดินขึ้นมา
เราและเพื่อนรีบเดินไปดู
และตรงหน้าประตูไม้นั้น...
มีรอยน้ำอยู่จริง ๆ
ตอนนั้นเราไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว
เรารีบดึงแขนเพื่อนกลับเข้าห้องทันที
คราวนี้เพื่อนของเราเริ่มลนลานจริง ๆ และพูดขึ้นมาว่า
“... กูว่าผีแน่เลย”
ทั้งที่ตอนนั้นเรายังไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อนให้มันฟังเลย
เราสองคนเลยตัดสินใจคุยกันว่า หรือว่าเราควรหาที่พักใหม่
คืนนั้นเรานั่งช่วยกันหาที่พักใหม่ทั้งคืน เพื่อจะเอาไปให้ HR ดูและขอทำเรื่องเปลี่ยนที่พัก รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น เราสองคนลงไปคุยกับเจ้าของอพาร์ตเมนต์และแจ้งว่าจะขอย้ายออก
เจ้าของก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกว่า ถ้าจะออกก็ออกได้ แต่ค่าเช่าตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนยังต้องจ่ายเต็มจำนวน
เราเลยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับ HR ซึ่งโชคดีมากที่ HR เป็นคนสนิทกับเราอยู่แล้ว ทำให้คุยกันง่าย เขาจึงช่วยดำเนินเรื่องที่พักใหม่ให้
รุ่งขึ้นเป็นวันหยุดพอดี เรากับเพื่อนเลยขนของออกจากห้องนั้นทั้งหมด และย้ายไปพักที่ใหม่
หลังจากย้ายออก...
เราก็ไม่เคยเจออะไรแบบนั้นอีกเลย
จนถึงทุกวันนี้ เราเองก็ยังไม่รู้ว่าประตูไม้บานนั้นคืออะไร และไม่เคยถามเจ้าของอพาร์ตเมนต์ด้วย
ตอนนั้นเราไม่ได้อยากรู้แล้วว่ามันคือประตูอะไร
เพราะสิ่งที่คิดอย่างเดียวคือ
**“เราแค่อยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก็พอ”**
และลึก ๆ เราก็กลัวว่า ถ้ายิ่งรู้เรื่องของที่นั่นมากกว่านี้...
สิ่งที่อยู่ที่นั่นอาจจะตามเราไปที่ใหม่ด้วยก็ได้