Lumentum, Coherent, Fabrinet, Terahop, Epotolink ทุ่ม 140,000 ล้าน ดันไทยศูนย์กลางโฟโตนิกส์โลก 🇹🇭
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คลัสเตอร์เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics Cluster) และยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทยครับ:
1. วิวัฒนาการสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ระดับโลก ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ก้าวขึ้นเป็น คลัสเตอร์เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ระดับโลก และห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของระบบประมวลผล AI
โดยมีพัฒนาการ 3 ระยะสำคัญ ได้แก่:
ระยะที่ 1: ใช้ทักษะความแม่นยำสูงจากอุตสาหกรรม HDD มาต่อยอดสู่งานประกอบออปติคอล โดยมี Fabrinet เป็นผู้บุกเบิก
ระยะที่ 2: ยักษ์ใหญ่ชาติตะวันตก (เช่น Lumentum, Broadcom, Source Photonics) เข้ามาตั้งฐานผลิตและยกระดับสู่การทำแพ็กเกจจิ้งเชิงแสง (Opto-electronics Packaging)
ระยะที่ 3: ผลจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และกระแส AI ทำให้บริษัทจีนและแบรนด์ระดับท็อปย้ายฐานผลิตมายังไทย
ส่งผลให้ปัจจุบันไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver (ตัวรับส่งสัญญาณแสง) ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก
2. บทบาทของบริษัทยักษ์ใหญ่และผู้เล่นสำคัญในไทย
Fabrinet: ได้รับฉายาว่า "TSMC แห่งวงการแสง" เป็นผู้ให้บริการรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนโมดูลแสงขั้นสูงระดับโลก ซึ่งมีฐานการผลิตหลักเกือบ 100% อยู่ในไทย โดยประกอบชิ้นส่วนป้อนให้ Data Center ของ Big Tech ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และระบบของ NVIDIA
Lumentum: สถาปนิกและผู้ผลิตชิปแสงประสิทธิภาพสูง ล่าสุดได้ยกระดับโรงงานในจังหวัดปทุมธานีให้เป็น Global Flagship Factory และจัดตั้งศูนย์วิจัยและออกแบบชิปโฟโตนิกส์เต็มรูปแบบ มุ่งหน้าสู่การทำชิป "Made in Thailand"
TeraHop: บริษัทร่วมทุนที่ผลิตตัวรับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูงปรี๊ด (ระดับ 1.6T) สำหรับโครงข่าย AI โดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนในไทยกว่า 30,000 ล้านบาท มีทั้งศูนย์ R&D และฐานการผลิตครบวงจร
Coherent: ผู้นำด้านเลเซอร์และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (ที่เพิ่งประกาศร่วมพัฒนากับ NVIDIA) ก็มีฐานผลิตประกอบชิ้นส่วนออปติกส์และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงในไทยเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีบริษัทระดับโลกและบริษัทไทยอีกมากมายในระบบนิเวศ เช่น Broadcom, Cisco, Zhongji Innolight, SMT และ HANA ที่เข้ามาขยายฐานการผลิตและลงทุนด้านเทคโนโลยีแสงขั้นสูง
3. แผนยุทธศาสตร์ชาติ "ชิปเมดอินไทยแลนด์" (Roadmap 2050) รัฐบาลไทยได้จัดตั้ง "บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ" ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2026-2050 โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ประเทศไทยมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ยุทธศาสตร์ 5 ประเภท ได้แก่ ชิปกำลัง (Power), เซ็นเซอร์ (Sensor), โฟโตนิกส์ (Photonics), อะนาล็อก (Analog) และชิปแบบแยกส่วน (Discrete) เพื่อขยับตัวจากการเป็นผู้ประกอบไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี
4. แนวโน้มในอนาคตและการวิจัยรองรับ
เทคโนโลยีถัดไป: อุตสาหกรรมในไทยกำลังขยับจากโมดูลแยกชิ้นไปสู่ "ซิลิคอนโฟโตนิกส์" (Silicon Photonics) และเทคโนโลยี Co-Packaged Optics (CPO) ที่นำชิปแสงไปฝังรวมกับชิปประมวลผลโดยตรง เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลมหาศาลของ AI และลดคอขวดเชิงความร้อน
การสนับสนุนด้านวิจัย: โครงสร้างพื้นฐานทางวิชาการได้รับการสนับสนุนจากการวิจัยเชิงลึกโดยหน่วยงานรัฐ เช่น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (SLRI) ที่มีส่วนช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบขั้นสูงและเครื่องมือเชิงทัศนศาสตร์
5. ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม แม้จะมีโอกาสทองมหาศาล แต่ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาท้าทายหลัก ได้แก่:
การขาดแคลนบุคลากร: อุตสาหกรรมนี้ต้องการวิศวกรและผู้ชำนาญการเฉพาะทางสูงมาก (เป้าหมายพัฒนาบุคลากรทักษะสูง 230,000 คน) จึงต้องเร่งผลักดันหลักสูตร Sandbox และให้นักศึกษาเข้าถึงอุปกรณ์ผลิตจริง
5 ยักษ์ ทุ่ม 140,000 ล้าน ดันไทยศูนย์กลางโฟโตนิกส์โลก 🇹🇭
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้