สวัสดีครับทุกคน
ช่วงนี้ผมสังเกตเห็นผู้ใหญ่หลายคน
กำลังติดอยู่ใน "สงครามเปรียบเทียบ" ที่มองไม่เห็น
ยิ่งเราไถโซเชียลบ่อยเท่าไหร่
เราก็ยิ่งเห็นภาพความสำเร็จอันหวือหวาของคนอื่นชัดขึ้นเท่านั้น
มีบ้าน มีรถ มีธุรกิจในวัยอายุน้อยๆ
ภาพเหล่านั้นมันบีบให้เราหันกลับมามองตัวเองแล้วรู้สึกใจหาย
กับว่าเรากำลังย่ำอยู่กับที่
ทั้งที่ในความเป็นจริง
เราเองก็กำลังวิ่งสุดกำลังในลู่ของเราอยู่เหมือนกัน
วันนี้...ผมไม่ได้อยากมาพูดคำปลอบใจให้รู้สึกดีไปวันๆ
แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาพอสมควร
ผมอยากมาชวนทุกคนหยุดพักหายใจ แล้วลองทบทวนพิมพ์เขียวชีวิตของตัวเองกันใหม่ครับ
สิ่งแรกที่เราต้องกล้าทำคือ "โยนไม้บรรทัดของสังคมทิ้งไปซะ"
สังคมมักจะมีตารางเวลาสำเร็จรูปมาครอบเราเสมอว่า
อายุเท่านี้ต้องมีเงินเท่าไหร่ ต้องแต่งงาน หรือต้องอยู่ตำแหน่งไหน
แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ จังหวะชีวิตของแต่ละคนมันไม่มีวันเท่ากัน
การที่คนอื่นสำเร็จตอนอายุ 25
ไม่ได้แปลว่าคุณที่กำลังสร้างตัวในวัย 35 เป็นคนล้มเหลว
ลองหยิบกระดาษขึ้นมาสักแผ่น
แล้วลองเขียน "นิยามความสำเร็จ" ในแบบของคุณดูครับ
ตัดเรื่องเงินหรือสายตาคนอื่นออกไปให้หมด
แล้วมองดูว่าความสุขที่แท้จริงของคุณคืออะไร
มีเวลาให้ครอบครัว
สุขภาพที่ยังแข็งแรง
หรือการได้ทำงานที่ตื่นมาทำแล้วไม่ทรมาน
ถ้าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มันตอบโจทย์นั้น
นั่นแปลว่าคุณกำลังเดินอยู่ในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองแล้ว
เรื่องต่อมาคือ "การปิดบัญชีกับอดีต"
ผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งไม่ใช่คนที่ไม่เคยแพ้
แต่คือคนที่เจ็บแล้วจำ สกัดบทเรียนได้ไว แล้วเดินต่อ
ทุกการตัดสินใจที่ผิดพลาดในวันวาน ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือความสัมพันธ์
มันเกิดขึ้นและจบไปแล้วครับ
การเอาแต่โทษตัวเองซ้ำๆ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ลองเปลี่ยนคำถามในหัวจาก "ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน"
ให้กลายเป็น "เรื่องนี้มันเข้ามาสอนอะไรให้ฉันฉลาดขึ้น"
เมื่อได้คำตอบแล้ว ให้ถือว่านั่นคือค่าวิชา แล้วก้าวข้ามมันไป
อย่าปล่อยให้อดีตกลายเป็นตรวนล่ามขาเราไว้ในปัจจุบัน
สุดท้ายคือ "การโฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราควบคุมได้"
...ในโลกความเป็นจริง
มีปัจจัยภายนอกมากมายที่พร้อมจะขว้างใส่เราโดยไม่ตั้งตัว
ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ นิสัยของเจ้านาย หรือคำนินทาของคนรอบข้าง
การเอาพลังงานชีวิตอันน้อยนิดไปทิ้งกับสิ่งเหล่านี้มีแต่จะทำให้เราหมดพลังไปเปล่าๆ
คนที่นิ่งพอ...เขาจะเลือกบริหารแค่สิ่งที่อยู่ในกำมือตัวเองเท่านั้น
คือ "ความคิดและการกระทำของตัวเองในวันนี้"
เวลาที่คุณรู้สึกเครียดหรือสับสน ลองแยกเรื่องที่เจอออกเป็นสองฝั่ง
ฝั่งที่คุมได้กับฝั่งที่คุมไม่ได้
อะไรที่อยู่เหนือการควบคุม ให้ช่างมันอย่างเด็ดขาด
แล้วทุ่มพลังร้อยเปอร์เซ็นต์ไปจัดการกับสิ่งที่เราขับเคลื่อนมันได้จริงๆ ทีละเรื่อง
ชีวิตผู้ใหญ่มีเรื่องให้เราแบกเยอะพออยู่แล้วครับ
อย่าแบกความคาดหวังของคนทั้งโลกไว้บนบ่าตัวเองเลย
เดินหน้าในลู่ของคุณ
โฟกัสที่การเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
แค่วันละหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็เกินพอแล้ว
ภูมิใจในรอยแผลและการเดินทางของตัวเองเถอะครับ
วันนี้คุณมาไกลกว่าวันแรกมากแล้ว
และเกมชีวิตนี้คุณยังมีเวลาเล่น มีเวลาเติบโต
และเขียนกฎของคุณเองไปได้อีกยาวครับ
.... อย่าลืมสร้างพิมพ์เขียว เพื่อความสำเร๊จของตัวเองนะครับผม...
เลิกเอาไม้บรรทัดคนอื่นมาวัดตัวเอง แล้วมาร่วมกันสร้าง "พิมพ์เขียวความสำเร็จ" ในแบบของคุณ กันเถอะครับ....
ช่วงนี้ผมสังเกตเห็นผู้ใหญ่หลายคน
กำลังติดอยู่ใน "สงครามเปรียบเทียบ" ที่มองไม่เห็น
ยิ่งเราไถโซเชียลบ่อยเท่าไหร่
เราก็ยิ่งเห็นภาพความสำเร็จอันหวือหวาของคนอื่นชัดขึ้นเท่านั้น
มีบ้าน มีรถ มีธุรกิจในวัยอายุน้อยๆ
ภาพเหล่านั้นมันบีบให้เราหันกลับมามองตัวเองแล้วรู้สึกใจหาย
กับว่าเรากำลังย่ำอยู่กับที่
ทั้งที่ในความเป็นจริง
เราเองก็กำลังวิ่งสุดกำลังในลู่ของเราอยู่เหมือนกัน
วันนี้...ผมไม่ได้อยากมาพูดคำปลอบใจให้รู้สึกดีไปวันๆ
แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาพอสมควร
ผมอยากมาชวนทุกคนหยุดพักหายใจ แล้วลองทบทวนพิมพ์เขียวชีวิตของตัวเองกันใหม่ครับ
สิ่งแรกที่เราต้องกล้าทำคือ "โยนไม้บรรทัดของสังคมทิ้งไปซะ"
สังคมมักจะมีตารางเวลาสำเร็จรูปมาครอบเราเสมอว่า
อายุเท่านี้ต้องมีเงินเท่าไหร่ ต้องแต่งงาน หรือต้องอยู่ตำแหน่งไหน
แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ จังหวะชีวิตของแต่ละคนมันไม่มีวันเท่ากัน
การที่คนอื่นสำเร็จตอนอายุ 25
ไม่ได้แปลว่าคุณที่กำลังสร้างตัวในวัย 35 เป็นคนล้มเหลว
ลองหยิบกระดาษขึ้นมาสักแผ่น
แล้วลองเขียน "นิยามความสำเร็จ" ในแบบของคุณดูครับ
ตัดเรื่องเงินหรือสายตาคนอื่นออกไปให้หมด
แล้วมองดูว่าความสุขที่แท้จริงของคุณคืออะไร
มีเวลาให้ครอบครัว
สุขภาพที่ยังแข็งแรง
หรือการได้ทำงานที่ตื่นมาทำแล้วไม่ทรมาน
ถ้าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มันตอบโจทย์นั้น
นั่นแปลว่าคุณกำลังเดินอยู่ในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองแล้ว
เรื่องต่อมาคือ "การปิดบัญชีกับอดีต"
ผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งไม่ใช่คนที่ไม่เคยแพ้
แต่คือคนที่เจ็บแล้วจำ สกัดบทเรียนได้ไว แล้วเดินต่อ
ทุกการตัดสินใจที่ผิดพลาดในวันวาน ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือความสัมพันธ์
มันเกิดขึ้นและจบไปแล้วครับ
การเอาแต่โทษตัวเองซ้ำๆ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ลองเปลี่ยนคำถามในหัวจาก "ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน"
ให้กลายเป็น "เรื่องนี้มันเข้ามาสอนอะไรให้ฉันฉลาดขึ้น"
เมื่อได้คำตอบแล้ว ให้ถือว่านั่นคือค่าวิชา แล้วก้าวข้ามมันไป
อย่าปล่อยให้อดีตกลายเป็นตรวนล่ามขาเราไว้ในปัจจุบัน
สุดท้ายคือ "การโฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราควบคุมได้"
...ในโลกความเป็นจริง
มีปัจจัยภายนอกมากมายที่พร้อมจะขว้างใส่เราโดยไม่ตั้งตัว
ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ นิสัยของเจ้านาย หรือคำนินทาของคนรอบข้าง
การเอาพลังงานชีวิตอันน้อยนิดไปทิ้งกับสิ่งเหล่านี้มีแต่จะทำให้เราหมดพลังไปเปล่าๆ
คนที่นิ่งพอ...เขาจะเลือกบริหารแค่สิ่งที่อยู่ในกำมือตัวเองเท่านั้น
คือ "ความคิดและการกระทำของตัวเองในวันนี้"
เวลาที่คุณรู้สึกเครียดหรือสับสน ลองแยกเรื่องที่เจอออกเป็นสองฝั่ง
ฝั่งที่คุมได้กับฝั่งที่คุมไม่ได้
อะไรที่อยู่เหนือการควบคุม ให้ช่างมันอย่างเด็ดขาด
แล้วทุ่มพลังร้อยเปอร์เซ็นต์ไปจัดการกับสิ่งที่เราขับเคลื่อนมันได้จริงๆ ทีละเรื่อง
ชีวิตผู้ใหญ่มีเรื่องให้เราแบกเยอะพออยู่แล้วครับ
อย่าแบกความคาดหวังของคนทั้งโลกไว้บนบ่าตัวเองเลย
เดินหน้าในลู่ของคุณ
โฟกัสที่การเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
แค่วันละหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็เกินพอแล้ว
ภูมิใจในรอยแผลและการเดินทางของตัวเองเถอะครับ
วันนี้คุณมาไกลกว่าวันแรกมากแล้ว
และเกมชีวิตนี้คุณยังมีเวลาเล่น มีเวลาเติบโต
และเขียนกฎของคุณเองไปได้อีกยาวครับ
.... อย่าลืมสร้างพิมพ์เขียว เพื่อความสำเร๊จของตัวเองนะครับผม...