ช่วงปีสองปีนี้ ถ้าใครอยู่วงการ Logistics หรือบริหาร Fleet รถในบริษัท น่าจะได้ยินเรื่อง Carbon Credit กับเป้าหมาย Net Zero จนหูชา ส่วนใหญ่พอพูดเรื่องเปลี่ยนรถส่งของจากดีเซลมาเป็น EV ผู้บริหารมักจะมองแค่ 2 มุม
เรื่อง Cost ค่าน้ำมันลดลง แต่ราคาตัวรถ EV กับตู้ชาร์จยังแพง
เรื่อง PR เอาไว้ทำ CSR หรือแปะหน้าเว็บไซต์ว่าบริษัทอนุรักษ์โลก
แต่ประเด็นที่คนเริ่มพูดถึงกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ คือ "Carbon Credit" ซึ่งหลายคนบอกว่า มันคือ Revenue Stream หรือรายได้ใหม่ที่จะเข้ามาช่วยลดจุดคืนทุน (Payback Period) ของการเปลี่ยน Fleet
คำถามคือ... ในความเป็นจริงของภาคขนส่งไทย มันได้ประโยชน์จริง หรือแค่ทฤษฎีบนกระดาษ? ลองมาแกะดูทีละมิติแบบไม่ขายฝันครับ
1. ได้ "ลดต้นทุน" ก่อน ส่วน Credit คือ "ของแถม"
ถ้าหวังจะเปลี่ยน Fleet EV เพื่อเอา Carbon Credit ไปขายสร้างกำไรมหาศาล บอกเลยว่ายาก เพราะราคา Carbon Credit ในไทย (ผ่าน T-VER) ตอนนี้เฉลี่ยยังไม่ได้สูงจนถึงขั้นเปลี่ยนขาดทุนให้เป็นกำไรได้ทันที แต่ประโยชน์ที่ได้แน่ๆ และวัดผลได้ทันทีคือ TCO (Total Cost of Ownership)
- ค่าน้ำมัน vs ค่าไฟ ขนส่งวิ่งระยะทาง fixed ทุกวัน ยิ่งวิ่งเยอะ ส่วนต่างค่าน้ำมันกับค่าไฟยิ่งเห็นชัด
- ค่าบำรุงรักษา เครื่องยนต์ดีเซลมีชิ้นส่วนเคลื่อนที่เยอะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง/ไส้กรองตามรอบ แต่ EV ชิ้นส่วนลดลงไปเกินครึ่ง
ตัว Credit ที่คำนวณได้จากก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง จึงเหมือน "ส่วนลดย้อนหลัง" ที่เข้ามาช่วยให้จุดคืนทุนของ Fleet EV สั้นลงมากกว่าจะเป็นรายได้หลัก
2. กำแพงที่มองไม่เห็น "สิทธิในการเสนอราคา" (Competitive Advantage)
จุดนี้แหละครับคือสิ่งที่บริษัทขนส่งได้ประโยชน์ "ของจริง" ที่มากกว่าตัวเงิน Carbon CreditDirectly ตอนนี้บริษัทข้ามชาติ (MNCs) หรือบริษัทจดทะเบียนในไทยที่ต้องทำรายงาน ESG เริ่มบีบ Supply Chain ตัวเองแล้ว ขนส่งรายไหนยังใช้ดีเซล 100% จะเริ่มโดนหักคะแนนในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)
- Scope 3 Emissions ลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ เขาต้องรายงานก๊าซเรือนกระจกของฝั่งซัพพลายเออร์ ถ้าเราใช้ Fleet EV เราช่วยลด Scope 3 ให้เขาตรงๆ
- ได้งานก่อนคู่แข่ง ต่อให้ Carbon Credit เรายังไม่ได้นำไปขายในตลาด แต่การมี Carbon Credit Certification จากการเปลี่ยน Fleet สามารถนำมาใช้ต่อรองสัญญาจ้างระยะยาว (Long-term Contract) ได้สบายๆ
3. สิ่งที่ต้องเจอจริง (ถ้าคิดจะทำ T-VER เอา Credit)
สำหรับบริษัทที่อยากได้ Certificate Carbon Credit ชัดเจนเพื่อเอาไปขายหรือOffset เอง ต้องรับมือกับความยุ่งยากพวกนี้
- Baseline Calculation ต้องมีข้อมูลการใช้น้ำมันย้อนหลังที่ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ว่าลดได้จริงเท่าไหร่
- ค่าธรรมเนียมประเมิน (Validation & Verification) การจ้างผู้ประเมินภายนอก (VVB) มีต้นทุน ถ้า Fleet คุณมีรถแค่ 3-5 คัน ปริมาณ Credit ที่ได้อาจไม่คุ้มค่าดำเนินการ ต้องเป็น Fleet ระดับ 20-50 คันขึ้นไป หรือรวมกลุ่มกันทำ ถึงจะคุ้มค่าฟิกซ์คอสต์ตรงนี้
สรุปมุมมอง
การเปลี่ยน Fleet เป็น EV ไม่ใช่เรื่องของ "โลกสวย" อีกต่อไป แต่มันคือการบริหารคณิตศาสตร์ทางการเงิน Carbon Credit ไม่ใช่ "ขุมทรัพย์" ที่จะทำให้รวยทางลัด แต่มันคือ "เครื่องมือสร้างความคุ้มค่า" ที่ทำให้การลงทุนใน EV คืนทุนไวขึ้น และเป็น "ตั๋วผ่านทาง" ให้บริษัทขนส่งยังคงรักษาฐานลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ ไว้ได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
Carbon Credit กับภาคขนส่ง เปลี่ยน Fleet เป็น EV ได้แค่ภาพลักษณ์ หรือได้ "เงินจริง" กันแน่?
เรื่อง Cost ค่าน้ำมันลดลง แต่ราคาตัวรถ EV กับตู้ชาร์จยังแพง
เรื่อง PR เอาไว้ทำ CSR หรือแปะหน้าเว็บไซต์ว่าบริษัทอนุรักษ์โลก
แต่ประเด็นที่คนเริ่มพูดถึงกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ คือ "Carbon Credit" ซึ่งหลายคนบอกว่า มันคือ Revenue Stream หรือรายได้ใหม่ที่จะเข้ามาช่วยลดจุดคืนทุน (Payback Period) ของการเปลี่ยน Fleet
คำถามคือ... ในความเป็นจริงของภาคขนส่งไทย มันได้ประโยชน์จริง หรือแค่ทฤษฎีบนกระดาษ? ลองมาแกะดูทีละมิติแบบไม่ขายฝันครับ
1. ได้ "ลดต้นทุน" ก่อน ส่วน Credit คือ "ของแถม"
ถ้าหวังจะเปลี่ยน Fleet EV เพื่อเอา Carbon Credit ไปขายสร้างกำไรมหาศาล บอกเลยว่ายาก เพราะราคา Carbon Credit ในไทย (ผ่าน T-VER) ตอนนี้เฉลี่ยยังไม่ได้สูงจนถึงขั้นเปลี่ยนขาดทุนให้เป็นกำไรได้ทันที แต่ประโยชน์ที่ได้แน่ๆ และวัดผลได้ทันทีคือ TCO (Total Cost of Ownership)
- ค่าน้ำมัน vs ค่าไฟ ขนส่งวิ่งระยะทาง fixed ทุกวัน ยิ่งวิ่งเยอะ ส่วนต่างค่าน้ำมันกับค่าไฟยิ่งเห็นชัด
- ค่าบำรุงรักษา เครื่องยนต์ดีเซลมีชิ้นส่วนเคลื่อนที่เยอะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง/ไส้กรองตามรอบ แต่ EV ชิ้นส่วนลดลงไปเกินครึ่ง
ตัว Credit ที่คำนวณได้จากก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง จึงเหมือน "ส่วนลดย้อนหลัง" ที่เข้ามาช่วยให้จุดคืนทุนของ Fleet EV สั้นลงมากกว่าจะเป็นรายได้หลัก
2. กำแพงที่มองไม่เห็น "สิทธิในการเสนอราคา" (Competitive Advantage)
จุดนี้แหละครับคือสิ่งที่บริษัทขนส่งได้ประโยชน์ "ของจริง" ที่มากกว่าตัวเงิน Carbon CreditDirectly ตอนนี้บริษัทข้ามชาติ (MNCs) หรือบริษัทจดทะเบียนในไทยที่ต้องทำรายงาน ESG เริ่มบีบ Supply Chain ตัวเองแล้ว ขนส่งรายไหนยังใช้ดีเซล 100% จะเริ่มโดนหักคะแนนในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)
- Scope 3 Emissions ลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ เขาต้องรายงานก๊าซเรือนกระจกของฝั่งซัพพลายเออร์ ถ้าเราใช้ Fleet EV เราช่วยลด Scope 3 ให้เขาตรงๆ
- ได้งานก่อนคู่แข่ง ต่อให้ Carbon Credit เรายังไม่ได้นำไปขายในตลาด แต่การมี Carbon Credit Certification จากการเปลี่ยน Fleet สามารถนำมาใช้ต่อรองสัญญาจ้างระยะยาว (Long-term Contract) ได้สบายๆ
3. สิ่งที่ต้องเจอจริง (ถ้าคิดจะทำ T-VER เอา Credit)
สำหรับบริษัทที่อยากได้ Certificate Carbon Credit ชัดเจนเพื่อเอาไปขายหรือOffset เอง ต้องรับมือกับความยุ่งยากพวกนี้
- Baseline Calculation ต้องมีข้อมูลการใช้น้ำมันย้อนหลังที่ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ว่าลดได้จริงเท่าไหร่
- ค่าธรรมเนียมประเมิน (Validation & Verification) การจ้างผู้ประเมินภายนอก (VVB) มีต้นทุน ถ้า Fleet คุณมีรถแค่ 3-5 คัน ปริมาณ Credit ที่ได้อาจไม่คุ้มค่าดำเนินการ ต้องเป็น Fleet ระดับ 20-50 คันขึ้นไป หรือรวมกลุ่มกันทำ ถึงจะคุ้มค่าฟิกซ์คอสต์ตรงนี้
สรุปมุมมอง
การเปลี่ยน Fleet เป็น EV ไม่ใช่เรื่องของ "โลกสวย" อีกต่อไป แต่มันคือการบริหารคณิตศาสตร์ทางการเงิน Carbon Credit ไม่ใช่ "ขุมทรัพย์" ที่จะทำให้รวยทางลัด แต่มันคือ "เครื่องมือสร้างความคุ้มค่า" ที่ทำให้การลงทุนใน EV คืนทุนไวขึ้น และเป็น "ตั๋วผ่านทาง" ให้บริษัทขนส่งยังคงรักษาฐานลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ ไว้ได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า