Can the Pentagon Build 200,000 Drones Fast Enough?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้สรุปเนื้อหาเชิงลึกจากวิดีโอ "Can the Pentagon Build 200,000 Drones Fast Enough?" (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะสร้างโดรน 200,000 ลำได้เร็วพอหรือไม่?) จากช่อง New York Post ดำเนินรายการโดย Wes O'Donnell นักข่าวสายทหารและอดีตทหารผ่านศึกครับ
วิดีโอนี้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ที่พยายามปรับตัวให้ทันกับรูปแบบสงครามยุคใหม่ที่เน้นการใช้ "โดรนขนาดเล็กราคาถูก" โดยถอดบทเรียนจากสมรภูมิในยูเครนและตะวันออกกลาง
🚁 โครงการ "Drone Dominance": การปฏิวัติโดรนของสหรัฐฯ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังดำเนินโครงการที่ทะเยอทะยานและ "ผิดวิสัย" ของระบบราชการทหารแบบเดิมๆ โครงการนี้มีชื่อว่า "Drone Dominance" (การครองความได้เปรียบทางโดรน)
เป้าหมายหลัก: จัดหาโดรนโจมตีแบบทางเดียว (Kamikaze Drones หรือโดรนพลีชีพ) จำนวนมากกว่า 200,000 ลำ ภายในปี 2027
งบประมาณและโครงสร้าง: ทุ่มงบประมาณกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ (Phases)
กลยุทธ์ "The Gauntlet": แทนที่จะใช้เวลาหลายปีในการวิจัยและประเมินผล กลาโหมใช้วิธีจัดแข่งขันที่เรียกว่า "The Gauntlet" โดยให้บริษัทต่างๆ นำโดรนมาทดสอบใช้งานจริงในสนาม ผู้ชนะจะได้รับใบสั่งผลิต ส่วนผู้แพ้ต้องกลับไปพัฒนามาใหม่ ซึ่งกระบวนการนี้ดึงเอาหลายหน่วยงานของกลาโหม (OSD, DIU, TRMC, NSWC Crane) มาร่วมกันทำงานเพื่อซื้ออาวุธให้ "ถูก เร็ว และใช้งานได้จริง"
🌍 บทเรียนราคาแพงจาก "ยูเครน" และ "อิหร่าน"
โดรนได้เข้ามาเปลี่ยนสมการของสงครามไปอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความได้เปรียบทางต้นทุนที่ไม่สมมาตร" (Cost Asymmetry)
กรณีศึกษาของยูเครน (นักล่าสายบุก): ยูเครนดัดแปลงโดรนของเล่นราคา 300 ถึง 1,000 ดอลลาร์ ให้กลายเป็นอาวุธทำลายล้างรถถังและยุทโธปกรณ์ของรัสเซียที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ภายในปี 2024-2025 โดรนกลายเป็นอาวุธที่สร้างความสูญเสียสูงสุดในสนามรบ ยูเครนพิสูจน์ให้เห็นว่าโดรนไม่ใช่แค่อาวุธเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็น "สภาพอากาศ" ของสนามรบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีศึกษาของอิหร่าน (บททดสอบระบบป้องกัน): อิหร่านแสดงให้เห็นว่าโดรนระยะไกลราคาถูก สามารถบีบให้ประเทศผู้ตั้งรับต้องยิงขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพงมหาศาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า (เช่น การยิงโดรน Shahed กว่า 3,600 ลำในเดือนมีนาคม) หากปล่อยไว้นานๆ ผู้ตั้งรับจะสูญเสียทั้งขีปนาวุธ ทรัพยากรบุคคล และพ่ายแพ้ในสงครามงบประมาณอย่างช้าๆ
⚠️ ความท้าทายที่แท้จริง: การผลิต 200,000 ลำ ว่ายากแล้ว... แต่การ "ใช้งานจริง" ยากกว่า
Wes O'Donnell ชี้ให้เห็นว่าการซื้อโดรนจำนวนมากไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือระบบนิเวศและวัฒนธรรมองค์กร
1. การเปลี่ยนวัฒนธรรม "อาวุธใช้แล้วทิ้ง"
สมัยก่อน กองทัพสหรัฐฯ เน้นสร้างยุทโธปกรณ์ราคาแพงและซับซ้อน (เช่น เครื่องบินเรดาร์ AWACS) ซึ่งการสูญเสียเครื่องบินเหล่านี้ถือเป็นความหายนะ แต่สำหรับหลักนิยมทางการทหารของโดรนยุคใหม่ กองทัพต้องยอมรับสมมติฐานที่ว่า "เราจะสูญเสียโดรนอย่างต่อเนื่องทุกวัน" คำถามคือ เราจะผลิตทดแทนได้เร็วแค่ไหน?
2. วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
โดรนที่บินทดสอบได้อย่างสมบูรณ์แบบอาจกลายเป็นแค่ "เครื่องบินกระดาษราคาแพง" หากเจอระบบรบกวนสัญญาณ (Jamming) ของรัสเซียหรือจีน นอกจากนี้ ชิ้นส่วนสำคัญของโดรนขนาดเล็กตั้งแต่ มอเตอร์ เซ็นเซอร์ ไปจนถึงเซลล์แบตเตอรี่ ปัจจุบันจีนยังคงเป็นผู้ควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางการผลิตเหล่านี้อยู่ การจะสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้รอดพ้นจากการพึ่งพาจีน ภายในเวลาไม่กี่ปี ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการแค่ "เซ็นเช็คจ่ายเงิน"
3. หลักนิยมทางการทหาร (Doctrine)
เมื่อทหารทุกหน่วย (ทหารราบ, ปืนใหญ่, หน่วยรบพิเศษ) มีโดรนใช้เป็นของตัวเอง ปัญหาที่ตามมาคือ:
ใครจะเป็นคนควบคุมน่านฟ้าที่ระดับความสูง 200 ฟุต?
ใครจะเป็นคนจัดการคลื่นความถี่ไม่ให้ชนกัน?
ใครจะป้องกันไม่ให้โดรนฝั่งเดียวกันยิงกันเอง (Blue-on-blue)?
หากไม่มีการวางกฎกติกาที่ชัดเจน ท้องฟ้าจะกลายเป็นความวุ่นวาย
🌊 ข้อควรระวัง: สมรภูมิ "แปซิฟิก" ไม่เหมือน "ยูเครน"
การนำบทเรียนจากยูเครนมาใช้ทั้งหมดอาจเป็นอันตราย เพราะยูเครนเป็นสงครามภาคพื้นทวีป เน้นปืนใหญ่และแนวรบที่หนาแน่น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับโดรนขนาดเล็ก
แต่หากเกิดความขัดแย้งใน มหาสมุทรแปซิฟิก (The Pacific Theater) มันจะเกี่ยวข้องกับระยะทางที่ห่างไกลมหาศาล เป้าหมายทางทะเล หมู่เกาะ และระบบโลจิสติกส์ที่ต้องข้ามมหาสมุทร โดรนขนาดเล็กแบบ Quadcopter ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ การส่งเสบียงโดรนให้หน่วยนาวิกโยธินบนเกาะที่ถูกปิดล้อม เป็นปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่ท้าทายกว่ามาก
บทสรุป: สิ่งที่ต้องจับตามอง
ในท้ายที่สุด O'Donnell เสนอว่าสิ่งที่เราต้องรอดูเพื่อประเมินความสำเร็จของโครงการนี้ ได้แก่:
1. มีการส่งมอบโดรนให้หน่วยรบจริงๆ หรือไม่ (ไม่ใช่แค่การออกข่าวพีอาร์)
2. ราคายังคงถูกอยู่หรือไม่ เมื่อกองทัพเริ่มใส่ข้อกำหนดและสเปกต่างๆ เพิ่มเติม (ซึ่งมักจะทำให้อาวุธแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น)
3. โดรนเอาตัวรอดจากการถูกรบกวนสัญญาณ (EW) ของจริงได้หรือไม่
4. ทหารผู้ใช้งานชื่นชอบและเชื่อใจโดรนเหล่านี้จริงๆ หรือเปล่า
5. กองทัพสามารถเขียน "หลักการใช้งาน" ได้เร็วทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปหรือไม่
ยูเครนสามารถสร้างกองกำลังโดรนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกได้เพราะพวกเขาเผชิญหน้ากับ "ความเร่งด่วนขั้นวิกฤต" (การถูกบุกรุกประเทศ และความตายของประชาชน) สิ่งที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังพยายามทำคือ การเลียนแบบความเร่งด่วนนั้นโดยไม่ต้องรอให้เกิดหายนะขึ้นเสียก่อน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้วิดีโอ 巨大艦を撃沈せよ【まさかのタイコンデロガ巡洋艦が標的に】自衛隊×米軍の大規模演習 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการซ้อมรบทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อว่า RIMPAC (Rim of the Pacific Exercise) ประจำปี 2026 โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้ครับ:
[01:01] การจมเรือรบขนาดยักษ์: ในเดือนกรกฎาคม ปี 2026 มีการฝึกซ้อมที่เรียกว่า SINKEX (Sinking Exercise) ซึ่งเป็นการยิงอาวุธจริงเพื่อจมเรือรบที่ปลดประจำการแล้ว 2 ลำ ได้แก่
เรือลาดตระเวนติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Ticonderoga ชื่อ USS Mobile Bay (CG-53) ซึ่งมีความยาวประมาณ 173 เมตร และใช้งานในกองทัพเรือสหรัฐฯ มานานกว่า 36 ปี
เรืออู่ลอยชั้น Tarawa ชื่อ USS Peleliu (LHA-5) ซึ่งมีความยาวประมาณ 250 เมตร
[02:19] ภาพรวมของ RIMPAC 2026:
RIMPAC เป็นการซ้อมรบทางทะเลแบบพหุภาคีที่จัดโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก เริ่มต้นในปี 1971
ในปี 2026 ถือเป็นการจัดครั้งที่ 30 จัดขึ้นที่ฮาวาย โดยมี 30 ประเทศเข้าร่วม, กำลังพลกว่า 30,000 นาย, เรือรบผิวน้ำ 30 ลำ, เรือดำน้ำ 5 ลำ, อากาศยาน 197 ลำ และกองกำลังภาคพื้นดินจาก 15 ประเทศ
ญี่ปุ่นส่งเรือพิฆาต JS Kongo, เครื่องบินลาดตระเวน P-1 และหน่วยเก็บกู้ระเบิดใต้น้ำเข้าร่วม
[03:39] เนื้อหาการฝึก: มีการฝึกหลากหลายรูปแบบ เช่น การต่อต้านเรือดำน้ำ, การรบผิวน้ำ, การป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ, ปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก, การส่งกำลังบำรุงในทะเล, การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาภัยพิบัติ
[04:14] ความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน (Interoperability): หัวใจสำคัญของ RIMPAC คือการทำให้กองทัพจากประเทศต่างๆ ที่มีอุปกรณ์และวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[05:51] การฝึก SINKEX (ต่อ):
กองกำลังป้องกันตนเองทางบกของญี่ปุ่นใช้ขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 12 (SSM) ยิงเป้าหมายในทะเล
สหรัฐฯ ใช้ระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS โจมตีเป้าหมายเดียวกัน
[06:28] มีการยิงขีปนาวุธพร้อมกันจากทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ โดยห่างกันไม่ถึง 1 วินาที ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก
[07:46] การจมเรือ USS Mobile Bay: เรือถูกโจมตีจากหลายทิศทาง ทั้งทางอากาศ (ขีปนาวุธ Spike จากเฮลิคอปเตอร์ AH-64 Apache และ Hellfire จาก MH-60R), ทางทะเล (Naval Strike Missile จากเรือรบออสเตรเลีย) และจบลงด้วยการโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำแคนาดา ทำให้เรือจมลงสู่ก้นทะเล
[09:43] การโจมตีเรือ USS Peleliu: เรือพิฆาต JS Kongo ของญี่ปุ่นยิงขีปนาวุธ Harpoon ใส่เรือลำนี้ นอกจากนี้ยังมีเรือจากสเปน, เรือดำน้ำจากสหรัฐฯ และเฮลิคอปเตอร์จากนิวซีแลนด์ร่วมโจมตีด้วย
[11:43] นวัตกรรมในการซ้อมรบ: มีการทดลองใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt เพื่อผลิตชิ้นส่วนโดรน จากนั้นจึงใช้โดรนขนาดเล็กขนส่งชิ้นส่วนเหล่านั้นไปยังเรือลำอื่น เพื่อประกอบเป็นโดรนที่ใช้งานได้จริงในการฝึกต่อต้านโดรน
[13:21] บทสรุป: แม้ว่าภาพการจมเรือรบจะดูยิ่งใหญ่ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของ RIMPAC ไม่ใช่แค่เรื่องของอาวุธ แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูล, กองกำลัง และการทำงานร่วมกันของ 30 ประเทศตลอดระยะเวลา 5 สัปดาห์
Can the Pentagon Build 200,000 Drones Fast Enough?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้