จาก Creative Director สู่เจ้าของ “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ลงทุนแค่ 15,000 บาท แต่ขายปลาดุกวันละ 500 กิโลฯ

กระทู้ข่าว
เป็นกรณีศึกษาของ “ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง” ธุรกิจที่เริ่มต้นจากหน้าบ้าน ด้วยเงินลงทุนก้อนแรกเพียง 15,000 บาท แต่สามารถเติบโตจนมียอดใช้ปลาดุกสูงสุดถึงประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน

จุดเริ่มต้นไม่ได้ซับซ้อนเลย
   - “ฮิม - วิทวัส เสน่ห์จันทร์” อายุ 37 ปี เดิมทำงานอยู่ในวงการโฆษณาและเอเจนซีมานานกว่า 12 ปี
   - ก่อนหน้านี้ทำงานประจำมาตลอด จนวันหนึ่งตัดสินใจลาออกจากงาน และในช่วงที่กำลังจะเริ่มงานใหม่ ก็มีเวลาว่าง จึงลองตั้งโต๊ะขายของหน้าบ้าน ประกอบกับคุณแม่เองก็อยากหาอะไรทำขายหน้าบ้านด้วย จากสิ่งที่เริ่มต้นแบบเล็ก ๆ กลับกลายเป็นธุรกิจที่จริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
   - วัตถุดิบที่เลือกก็คือ “ปลาดุก” เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากความชอบส่วนตัว เพราะตอนเด็ก ๆ เคยอยู่บ้านสวนและเลี้ยงปลาดุก คุณแม่จะพาไปตกปลาแล้วนำมาทำอาหารกิน ทำให้คุ้นเคยกับปลาชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ

ฮิมมองเห็น Pain Point ของคนกินปลาดุก
   - นั่นคือ... “ก้างเยอะ + มีกลิ่นคาว + กินไม่สะดวก”
   - ปลาดุกไม่ใช่อาหารใหม่เลย เพราะอยู่คู่กับอาหารไทยและอาหารอีสานมานาน แต่กลับยังมีปัญหาเดิม ๆ ที่ผู้บริโภคต้องเจอ
   - ฮิมจึงตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าทำปลาดุกที่ “กินง่าย ไม่มีก้าง” จะมีคนสนใจไหม?

ใช้เวลาเกือบ 1 ปี ลองผิดลองถูก ก่อนเปิดขายจริง
  - ก่อนจะเปิดขายจริง ฮิมใช้เวลาเกือบ 1 ปี ในการศึกษาวิธีการทำ โดยเฉพาะเรื่องการแกะปลาและการทำปลาดุกไร้ก้าง
  - มีการค้นคว้าด้วยตัวเองจาก YouTube รวมถึงศึกษาวิธีการแกะปลาชนิดต่าง ๆ เช่น ปลาไหล ซึ่งมีลักษณะบางอย่างใกล้เคียงกับปลาดุก
  - เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การ “ขายปลาดุก” แต่อยู่ที่การทำให้คนรู้สึกว่า
     ปลาดุกที่เคยกินยาก → กลายเป็นอาหารที่กินง่ายขึ้น
  - สุดท้ายจึงเกิดเป็นแบรนด์ 🐟 “ดุกดิก ปลาดุกไร้ก้าง”

เงินลงทุนก้อนแรกแค่ 15,000 บาท
  - จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้ใช้เงินหลักแสนหรือหลักล้าน ลงทุนประมาณ 15,000 บาท
  - แล้วเริ่มขายจาก หน้าบ้านย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ช่วงแรกไม่ได้มีหน้าร้านใหญ่โตอะไรเลย แต่ใช้ช่องทางออนไลน์และเดลิเวอรีเป็นตัวช่วยในการ    เข้าถึงลูกค้า

จากวันละ 10 ออเดอร์ → 50-60 ออเดอร์ในเวลาไม่กี่สัปดาห์
  -  ช่วงแรกยอดขายอยู่ที่ประมาณ 10-15 ออเดอร์ต่อวัน แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น
  - หนึ่งในลูกค้าที่สั่งซื้อเป็น อินฟลูเอนเซอร์ และนำสินค้าไปรีวิวต่อ ทำให้คนเริ่มรู้จักร้านมากขึ้น ประกอบกับมีการทำคอนเทนต์ลง TikTok จังหวะเดียวกับที่เปิดให้สั่งผ่านเดลิเวอรี ทำให้คนในพื้นที่เริ่มเห็นร้านและเข้ามาลอง
  - จากนั้นยอดสั่งซื้อก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก
    10-15 ออเดอร์/วัน  กลายเป็น  50-60 ออเดอร์/วัน  ภายในเวลาไม่นาน

ไม่ได้ขายแค่ปลา แต่ขาย “ความสะดวก”
  - ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น สิ่งที่ดุกดิกขายจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่ปลาดุก  
    แต่คือ “ความสะดวกในการกินปลาดุก”
  - เพราะปลาดุกเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้บางคนไม่เลือกกินคือ
      ก้างเยอะ
      แกะยาก
      มีกลิ่นคาว
     กินแล้วเลอะมือ
  - ไม่สะดวกสำหรับการกินที่บ้านหรือสั่งเดลิเวอรี เมื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ สินค้าเดิมก็สามารถถูกนำเสนอในรูปแบบใหม่ได้ คล้าย ๆ กับสินค้าหลายอย่างที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะ “ของใหม่” แต่ประสบความสำเร็จเพราะ ทำของเดิมให้ใช้ง่ายขึ้น

สรุป
   จาก Creative Director ที่ทำงานเอเจนซีมา 12 ปี
   → ลาออกจากงาน
   → ใช้เวลาว่างลองทำธุรกิจ
   → ลงทุนก้อนแรก 15,000 บาท
   → ตั้งโต๊ะขายปลาดุกหน้าบ้าน
   → ทำ TikTok
   → เปิดเดลิเวอรี
   → ได้ลูกค้าบอกต่อ + อินฟลูเอนเซอร์ช่วยรีวิว
   → จาก 10-15 ออเดอร์/วัน
   → เพิ่มเป็น 50-60 ออเดอร์/วัน
   → ลูกค้าและไรเดอร์มารอจนทำไม่ทัน
   → ต้องเปลี่ยนระบบเป็นพรีออเดอร์
   → เติบโตจนมีการใช้ปลาดุกสูงสุดประมาณ 500 กิโลกรัม/วัน

  - เคสนี้คือ ไม่ได้พยายามสร้าง “ของใหม่” แต่เอาของที่คนไทยกินกันมานานแล้ว มาหาวิธีทำให้คนกินง่ายขึ้น
  - บางทีธุรกิจที่ดีอาจไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า  “เราจะสร้างอะไรที่ไม่เคยมีใครทำ?”
    แต่อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า
    “ของที่คนใช้หรือกินอยู่ทุกวันนี้ มีอะไรที่ยังไม่สะดวก และเราจะแก้มันได้อย่างไร?”

ที่มา  กรุงเทพธุรกิจ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่