[ รีวิวหนังโรง ] Batwara 1947 (2026)



++ แวดวงหนังของประเทศอินเดียเค้าจะมีประเพณีการปล่อยหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์ หรือหนังที่ใช้ดาราระดับแม่เหล็กนำแสดง หรือหนังที่เขาต้องการเชิดชูชาติ เชิดชูวีรบุรุษของประเทศ ตามช่วงวันหยุดที่เป็นวันสำคัญ ๆ ของประเทศ เช่น Holi, Diwali/Deepavali, Eid-ul-Fitr/Eid al-Adha หรือ วันคริสต์มาส เป็นต้น ซึ่งในทุก ๆ ปี ในช่วงวันหยุดที่เป็น Official National Holidays อย่างเป็นทางการทั้งประเทศ จะมีอยู่ 3 วัน คือ Republic Day วันที่ 26 มกราคม, Independence Day วันที่ 15 สิงหาคม และ Gandhi Jayanti วันเกิดของท่านมหาตมะ คานธี ในวันที่ 2 ตุลาคม จะเป็นวันที่แวดวงหนังของอินเดียจะส่งหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์แนวปลุกสำนึกรักชาติ (Patriotic Movies) หรือหนังที่เล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Film) มาลงโรงเพื่อโกยรายได้จากมวลมหาประชาชนชาว Bharat ผู้รักชาติทั้งหลาย โดยในปีนี้สำหรับหนัง Bollywood พูดภาษาฮินดีที่เข้าฉายในช่วงวัน Independence Day ตกเป็นหน้าที่ของหนังเรื่อง Batwara 1947 ภาพยนต์ดราม่าย้อนยุคแนวผสมผสานระหว่าง Historical and Political Film, Drama และ Religious and Philosophical Film (หนังที่ถก หรือกล่าวถึงแนวคิด เรื่องราว ที่เกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา) บทหนังได้รับการดัดแปลงมาจากบทละครเวทีในยุค 80's เรื่อง Jis Lahore Nai Vekhya, O Jamya E Nai ซึ่งดูจากหน้าหนังแล้วค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว...



++ หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือการเขียนบทและกำกับโดย Rajkumar Santoshi ผกก. รุ่นใหญ่ วัย 70 ปี อำนวยการสร้างโดยพระเอกชื่อดังที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีอย่าง Amir Khan จากหนังบล็อคบัสเตอร์อย่าง 3 Idiots (2009) และ PK (2014) ภายใต้บริษัท Aamir Khan Productions ของเขาเอง ซึ่งตัวของ จขกท. ก็เป็นคนที่ชอบงานของ Aamir Khan Productions (AKP) มากเลยนะ เมื่อปี 2023 มีหนังเรื่อง Lost Ladies (Laapataa Ladies) ที่เล่าเรื่องการสลับเจ้าบ่าวเจ้าสาวกัน สนุกมาก ลองหาดูใน NF ได้ หรืออย่างเรื่อง Lagaan (2001) อันนี้ก็ใช่งานในเครือของ AKP อ้อ! เดิมทีหนังเรื่อง Batwara 1947 นี้ จะใช้ชื่อว่า Lahore 1947 แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจตามมา จึงยกเลิกการใช้ชื่อนี้ไป...



++ คำว่า "Batwara" ในภาษาฮินดี แปลความหมายตรงกับคำว่า "Partition" หรือ "สิ่งที่แบ่งแยก หรือ สิ่งที่ใช้กั้น" เรื่องราวย้อนไปในปี 1947 ในปีที่พื้นที่บางส่วนของประเทศอินเดียถูกแบ่งแยกออกไปเป็นประเทศปากีสถาน และการแบ่งแยกครั้งนั้นไม่ใช่แค่การแบ่งแยกดินแดน แต่มันคือการแบ่งแยกครอบครัว แยกเพื่อน แยกคนรัก แยกความเป็นชาติออกจากกัน โดยเหตุผลในการแยกกันนั้น คือ เรื่องของ "ศาสนา" หนังเล่าเรื่องของครอบครัว Mirza ครอบครัวที่นับถือศาสนาอิสลามที่อาศัยอยู่ในเมือง Meerut รัฐปัญจาบ อันประกอบไปด้วย Sikander (Sunny Deol) ผู้เป็นพ่อ Hamida (Preity G. Zinta) ผู้เป็นแม่ Javed (Karan Deol) ลูกชายคนโต (ในชีวิตจริง Sunny กับ Karan ก็เป็นพ่อลูกกันจริง ๆ ด้วยนะ) และ Tanvir (Khushi Hajare) ลูกสาวคนเล็ก โดยครอบครัวนี้ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของโรงงานพิมพ์ผ้าที่มีคนรักมากมาย และในคืนวันก่อนที่จะมีการประกาศอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ลางร้ายได้คืบคลานเข้ามาโดยที่ทุกคนยังไม่รู้ตัว โดยได้เกิดการจลาจลไปทั่วเมือง Meerut โดยพวกชาวฮินดู ที่ทำการไล่เข่นฆ่าชาวมุสลิม เพื่อไล่ให้ย้ายออกไปอยู่ในเขตเมืองลาฮอร์ เนื่องจากมีความพยายามจะแบ่งแยกดินแดนออกเป็นประเทศใหม่ของชาวมุสลิม ซึ่งก็คือประเทศปากีสถานนั่นเอง และเมื่อผ่านเวลาเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ บ้านของครอบครัว Mirza ก็ถูกโจมตี ทำให้พวกเขาต้องรีบเก็บข้าวของเพื่อไปขึ้นรถไฟข้ามไปยังเขตเมืองลาฮอร์เพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ หากแต่เมื่อทุกคนขึ้นไปบนรถไฟแล้ว กลับพบว่า Javed ลูกชายไม่ได้ขึ้นมาด้วย โดยเขาถูกจับตัวไปพร้อมกับญาติอีก 3 - 4 คน โดยไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร...



++ เมื่อครอบครัว Mirza ข้ามมาสู่เขตเมืองลาฮอร์ได้แล้ว พวกเขาจึงถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อรอการจัดสรรบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งบ้านเหล่านั้นก็คือบ้านของพวกชาวฮินดูที่ถูกฆ่าตาย หรืออพยพลี้ภัยไปอยู่ในเขตของอินเดียนั่นเอง ภายหลังครอบครัว Mirza ได้รับการจัดสรรบ้านพัก โดยเป็นบ้านหลังใหญ่ของช่างทองผู้ร่ำรวยชาวฮินดูที่มีชื่อว่า Ratan ภายใต้ความช่วยเหลือของกวีหนุ่มที่มีชื่อว่า Habib Anwar (Ali Fazal) และเมื่อพวกเขาเข้าไปอยู่ที่บ้านแล้ว กลับพบว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้ร้าง หากแต่มีหญิงชราคนหนึ่งอาศัยอยู่ และเธอคือ Mai (Shabana Azmi) ซึ่งเธอก็คือแม่ของ Ratan เจ้าของบ้านที่หายตัวไปนั่นเอง แน่นอน! เธอเป็นชาวฮินดู เธอได้หลบซ่อนตัวในบ้านพักจนพ้นจากการไล่ฆ่าของพวกมุสลิม หากแต่พวกครอบครัว Mirza เมื่อได้เจอเช่นนั้น สิ่งที่พวกเขาทำคือการพยายามไล่หญิงชราคนนั้นให้ออกไปจากบ้านของเธอ และในขณะเดียวกัน Javed ลูกชายของบ้านก็ได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับข่าวร้ายที่ญาติคนอื่น ๆ ของครอบครัว Mirza นั้น ได้ถูกพวกฮินดูฆ่าตายไปหมดแล้ว มีเพียงเขาคนเดียวที่หนีรอดมาได้ ความแค้นต่อชาวฮินดูของครอบครัว Mirza จึงเพิ่มเป็นทวีคูณ รวมทั้งความต้องการที่จะจัดการกับ Mai หญิงชราชาวฮินดูที่ไม่ยอมย้ายออกไปจากบ้านซักที จนพวกเขาตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจาก Yaqoob (Abhimanyu Singh) หัวหน้านักเลงหัวรุนแรงชาวมุสลิม ที่เป็นผู้เช่นฆ่าชาวฮินดูจนต้องหนีตายออกไปจากเมืองนี้จนหมด ชะตาชีวิตของหญิงชราอย่าง Mai จะเป็นอย่างไรต่อไป ครอบครัว Mirza และชาวเมืองลาฮอร์จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร น่าติดตามมากครับ...



++ หลังดูหนังจบ จขกท. มีสิ่งที่ทั้งชอบและไม่ชอบในหนังเรื่องนี้ ขอพูดในสิ่งที่ชอบก่อนเลยแล้วกัน คือ เรื่องงาน Production ซึ่งทำออกมาได้ดีมาก พวก Location พวก Setting ย้อนยุคต่าง ๆ ทำออกมาได้ดี สวยมาก ไม่มีหลุดเลย ทั้งภาพรวมของเมือง ตรอกซอกซอย ข้าวของเครื่องใช้ การออกแบบศิลป์ สวยมาก ทำให้เรารู้สึกย้อนวันเวลาไปในปี 1947 แบบไม่ตะขิดตะขวงใจเลย ทีมกล้องถ่ายภาพออกมาได้ชัดเจนและสวยงามมาก Grading สีภาพตามแบบพิมพ์นิยมหนังย้อนยุคของอินเดีย มีความซีเปียอ่อน ๆ ภาพรวมดีตามมาตรฐานหนังอินเดียสมัยใหม่เลย อีกอย่าง คือ ซาวด์ประกอบ รวมถึงเพลงประกอบด้วย ไพเราะจับใจ คุ้นหูมาก ๆ พอดูเครดิตคนทำดนตรีประกอบ ไม่แปลกใจเลย คนนั้นคือ A.R. Rahman โปรดิวเซอร์มือทองเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Slumdog Millionaire (2008) นั่นเอง ที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาเพิ่งทำเพลงให้กับหนังเรื่อง Main Vaapas Aaunga (2026) ที่ จขกท. ได้รีวิวไป หลังจากไม่ได้ทำเพลงประกอบมานาน พอได้ทำแล้วพี่แกคงติดใจ มาทำเรื่องนี้ต่อเลย ถึงว่าเพลงเพราะทำนองคุ้นหูมาก เพราะเพลงของ A.R. Rahman จะมีลายเซ็นที่ชัดเจนมากอยู่แล้ว...



++ จากสิ่งที่ชอบ มาถึงสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง มีเยอะเลยครับ อย่างแรกเลย คือ ภาพรวมของหนัง มันเหมือนเราดูหนังอินเดียสไตล์ย้อนยุคไปในช่วง 70's - 90's อะไรแบบนั้น หนังมันดูเช้ยเชย ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับการได้ ผกก. รุ่น Boomer มาทำด้วยหรือเปล่า หนังเชยยังไงเดี๋ยวจะไขให้ฟังเป็นข้อ ๆ เลยครับ อย่างแรกเรื่องบทและการดำเนินเรื่องก่อนเลย หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ดูง่าย เข้าใจง่าย แต่ไม่มีชั้นเชิง แถมหนังยังไม่มีพื้นที่ว่างให้คนดูวิเคราะห์คิดตามสิ่งที่หนังกล่าวถึงเลย บทเรื่องนี้เหมือนละครคุณธรรม ที่เมื่อผู้สร้างต้องการจะบอกว่าเรื่องนี้ หรือการกระทำนี้ ดีหรือไม่ดีอย่างไร เขาจะให้นักแสดงออกมาพูดแนวสั่งสอนคนดู ว่ามันต้องอย่างนี้สิ ต้องแบบนี้สิ มันถึงจะถูกต้อง เวลาเราดูไปก็เลยเหมือนโดนชี้นิ้วสั่งสอนไปด้วยตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งมันจะไปกระทบกับมิติของตัวละคร ซึ่งตัวละครในเรื่องนั้น 80% คือ ไร้ซึ่งมิติใด ๆ ทั้งสิ้น ตัวดีก็ดีอยู่แบบนั้น ตัวร้ายก็ร้ายอยู่ท่าเดียว ตัวโง่ก็โง่ไม่หายซักที พวกตัวละครที่พอจะมีมิติอยู่บ้าง ก็เป็นแบบ Black and White คือ นึกจะเลวก็เลว พอจะเป็นคนดีก็เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือคนดีพอจะเป็นคนเลวก็เปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ ตัวละครแทบจะไม่มีพัฒนาการของตัวเองเลย ทำให้ภาพรวมหนังไม่สามารถดึงอารมณ์คนดูให้ไปในจุดที่หนังต้องการได้ ประกอบกับ pacing ของหนังที่เดินเรื่องย้วยยืดอืดอาด เน้นบทพูดเวิ่นเว้อมากเกินไป ทำให้บางช่วงคนดูอาจจะหลุดโฟกัสได้ และพอมาถึงจุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง จึงทำให้ภาพรวมไม่พีคเท่าที่ควร...



++ ด้านองค์ประกอบของเรื่อง ด้วยความที่หนังคุมโทนตัวเองเป็นแนวดราม่ากึ่งหนังเชิงประวัติศาสตร์และการเมือง ที่มีการถกในเรื่องของศาสนาด้วย ตัวหนังมีความจริงจัง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ป๋า Sunny Deol อดีตพระเอกนักบู๊ที่ปัจจุบันอายุ 68 ปีแล้วมาแสดงนำด้วยหรือเปล่า จึงต้องเซอร์วิสแฟน ๆ ด้วยซีนบู๊แอ็คชั่นบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลย แล้วซีนบู๊แอ็คชั่นมันเป็นแบบอิหยังว่ะ สไตล์หนังแขกย้อนยุคแบบที่บอก คือต้องทำอะไรเว่อร์ ๆ ไว้ก่อน แบบหนังสมัยก่อนที่ใช้กล้วยแทนมีดไล่แทงคนร้ายแบบนั้น เรื่องนี้ก็เช่นกัน ตัวพระเอกกับลูกชายเป็นนายห้างโรงงานผ้า แต่พอซีนต่อสู้กับคนร้าย กลับสู้ได้อย่างกับเป็นสายลับ YRF แล้วซีนบู๊มันเว่อร์มาก แบบพระเอกต่อยคนร้ายนิดเดียว แต่คนร้ายปลิวไปม้วนตัวราวดอฟฟ์ 5 ตลบ 6 สเต็ป หรือไม่ก็เตะนิดเดียว แต่คนร้ายปลิวขึ้นไปสู่เท่าตึก 3 ชั้น โดนรุมแบบ 10 รุมหนึ่งก็เอาตัวรอดมาได้สบาย ๆ กลายเป็นซีนบู๊อิหยังว่ะแบบเต็มตัว องค์ประกอบของหนังที่ไม่ชอบอีกอย่าง คือ มุมกล้องโบราณมาก แม้ภาพจะสวย แต่มุมกล้องบ่ได้เลย การโคลสอัพ การจัดมุมภาพ อะไรต่าง ๆ มันดูเชยไปหมดเลย...



++ สารที่หนังต้องการนำเสนอ ก็คือ concept ที่เขาใช้การเปรียบเทียบการอยู่ในประเทศ ๆ หนึ่ง กับการย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ตามแบบแนวเรื่องย่อที่ จขกท. เล่าไว้ในตอนต้น ก็คือการมีอยู่ของประเทศ ๆ หนึ่ง มันไม่จำเป็นจะต้องมีแต่คนที่นับถือศาสนาเดียวกันจึงจะเป็นประเทศได้ คนต่างศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ถ้ามีความเข้าใจและเอื้ออารีต่อกัน เหมือนครอบครัว Mirza ที่ต้องย้ายไปอยู่ในบ้านกับ Mai ที่นับถือศาสนาฮินดู ถ้ามีความรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออารี ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ มาถึงผลตอบรับของหนังเรื่องนี้ต่อกันเลย หนังลงทุนไปประมาณ 1,500 ล้านรูปี แต่ทำรายได้เปิดตัวได้เพียง 280 ล้านรูปี ทั้ง ๆ ที่เป็นสัปดาห์วันหยุดแห่งชาติ แพ้ให้กับ Awarapan 2 (2026) หนังแอ็กชั่นทริลเลอร์ภาคต่อที่เป็นคู่แข่งไปแบบขาดลอย มีแนวโน้มว่า Batwara 1947 จะขาดทุนไปแบบบักโกรกเลยทีเดียว ระยะหลัง ๆ นี้ หนังของค่าย AKP ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ บางเรื่องเป็นหนังที่ดีมาก สำหรับในประเทศไทย Batwara 1947 ฉายแล้ววันนี้ในเครือสีโกลด์แบบจำกัดรอบ จำกัดโรงฉาย และน่ายืนโรงอยู่เพียง 1 สัปดาห์ (มีที่ไหนฉายบ้างดูตามแบนเนอร์ด้านล่างได้เลย บัตรที่นั่งปกติราคา 350 บาททุกที่นั่ง ใช้ Mpass ไม่ได้ครับ) ส่วนหนังคู่แข่งอย่าง Awarapan 2 ก็เข้าฉายในเครือสีบลู ถ้ามีเวลา จขกท. จะไปดูแล้วกลับมารีวิวให้ครับ...


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่