บทที่ 9
Population, Food and Freedom — ประชาชน อาหาร และเสรีภาพ
บทนี้เริ่มต้นจาก หลักฐานของสถานการณ์จริงในอดีต โดยเฉพาะช่วงก่อนและระหว่างการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] มิได้เริ่มจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่มักเล่าพัฒนาการของโครงการอาหารในเวลาต่อมา แต่ไม่ได้วางปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน พ.ศ. 2538 และการเปลี่ยนแปลงในช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ไว้เป็นแกนกลางของเรื่อง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยเคยมีโครงการอาหารกลางวันหรือไม่” แต่คือ
ในขณะนั้น เด็กไทยจำนวนเท่าใดเข้าถึงบริการอาหารและการศึกษาได้จริง และระบบของรัฐมีความสามารถเพียงใดในการเข้าถึงเด็กที่ยากจนและอยู่นอกระบบ
9.1 เริ่มจากปัญหาที่มีอยู่จริง
หลักฐานร่วมสมัยเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 แสดงให้เห็นปัญหาสองด้านที่ต้องพิจารณาร่วมกัน คือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาโภชนาการของเด็ก
รายงานของ UNICEF ในปี 1995 เป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบสถานการณ์เด็กไทยในเวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องรับคำอธิบายย้อนหลังของหน่วยงานรัฐมาเป็นข้อสรุปตั้งต้น
หากใช้ตัวเลข 26% ที่รายงานในหลักฐานดังกล่าวกับประชากรอายุ 3–17 ปีจำนวน 16.68 ล้านคน ที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รายงานในปี 2540 จะได้
16.68 × 0.26 = 4.3368 ล้านคน
หรือประมาณ 4.34 ล้านคน
ตัวเลขนี้ใกล้เคียงอย่างมากกับตัวเลข 4.35 ล้านคน ที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ระบุว่าอยู่นอกระบบการศึกษา
ความสัมพันธ์นี้ควรถูกนำเสนอในฐานะ หลักฐานที่ควรตรวจสอบและวิเคราะห์ร่วมกัน มิใช่การสรุปว่าเด็ก 4.35 ล้านคนทั้งหมดมีภาวะทุพโภชนาการ
9.2 ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ “มีโครงการ”
การมีโครงการอาหารหรือการจัดสรรงบประมาณ ไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนได้รับอาหารจริง
นี่เป็นจุดที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักมักทำให้เกิดภาพที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อกล่าวถึงโครงการที่มีอยู่แล้วในระบบ แต่ไม่ได้ถามต่อว่า
งบประมาณครอบคลุมเด็กกี่คน
ครอบคลุมพื้นที่ใด
เด็กยากจนเข้าถึงจริงหรือไม่
เด็กที่อยู่นอกระบบได้รับบริการหรือไม่
เงินที่จัดสรรสามารถเปลี่ยนเป็นบริการจริงได้มากน้อยเพียงใด
ในปาฐกถา Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge วันที่ 2 เมษายน 2540 ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ให้ภาพปัญหานี้จากภายในระบบโดยตรง
ท่านระบุว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีงบประมาณประมาณ 100,000 ล้านบาทในปี 2538 แต่โดยปกติประมาณ 85% ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายคงที่ โดยส่วนใหญ่เป็นเงินเดือน
จึงเท่ากับว่า
100,000 ล้านบาท × 85% = 85,000 ล้านบาท
และเหลือประมาณ
15,000 ล้านบาท
สำหรับการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ การฝึกอบรม และการอุดหนุนนักเรียนที่ยากจน
ดังนั้น ตัวเลขงบประมาณ 100,000 ล้านบาทจึงไม่สามารถนำไปตีความว่าเป็น “เงินที่พร้อมนำไปแก้ปัญหาอาหารของเด็ก” ได้ทั้งหมด
9.3 4.35 ล้านคนกับปัญหาอาหาร
ประเด็นสำคัญของบทนี้จึงอยู่ที่ access
ในปี 2540 ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล บันทึกว่า จากเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีจำนวน 16.68 ล้านคน มีเพียง 12.33 ล้านคน ที่กำลังศึกษาอยู่ และมี 4.35 ล้านคน ที่หายไปจากระบบการศึกษา
เมื่ออาหารถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของบริการสำหรับเด็กที่มีความจำเป็น คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า
เด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา จะเข้าถึงบริการที่จัดผ่านระบบการศึกษาได้อย่างไร?
นี่ทำให้ปัญหาอาหารไม่ใช่เพียงปัญหา งบประมาณ แต่เป็นปัญหา โครงสร้างการเข้าถึง
9.4 จุดเปลี่ยนของ พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url]
ความสำคัญของช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] อยู่ตรงนี้
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล มิได้เพียงประกาศว่าจะเพิ่มงบประมาณการศึกษา แต่ระบุถึงการเปลี่ยนโครงสร้างการจัดบริการ โดยเฉพาะเด็กยากจน
ในปาฐกถา ท่านระบุว่า ภายใต้นโยบาย “universal” การศึกษาสำหรับเด็กทุกคน และสำหรับเด็กที่มีความจำเป็น การศึกษาฟรีรวมถึง
school uniforms + learning materials + food + transportation + accommodation where necessary
จึงเกิดการเปลี่ยนความหมายของ “การศึกษา” จาก
มีโรงเรียน
ไปสู่
ทำให้เด็กสามารถเข้าเรียนและใช้โอกาสทางการศึกษาได้จริง
อาหารจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องแยกจากการศึกษา แต่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเข้าถึงการศึกษา
9.5 จากงบประมาณสู่บริการจริง
หลักฐานในปาฐกถาเดียวกันยังระบุว่า งบกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มจากประมาณ
100,000 ล้านบาทในปี 2538
→ 133,000 ล้านบาทในปี 2539
→ 163,000 ล้านบาทในปี 2540
→ เป้าหมาย 200,000 ล้านบาทในปี 2541
พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนงบที่มุ่งไปยัง capital investment และ subsidies สำหรับเด็กยากจน 60%
นี่คือจุดที่แตกต่างระหว่างการบันทึกว่า
“รัฐบาลมีโครงการ”
กับการตรวจสอบว่า
“ทรัพยากรถูกเปลี่ยนเป็นบริการสำหรับประชากรกลุ่มใด และเกิดผลลัพธ์เท่าใด”
9.6 ผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้
ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ปาฐกถาบันทึกว่า ระบบการศึกษาขยายจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีที่เข้าถึงการศึกษาจาก
12.33 ล้านคน → 16.68 ล้านคน
เพิ่มขึ้น
4.35 ล้านคน
และในคำอธิบายของนโยบาย universal education เด็กที่มีความจำเป็นได้รับการกล่าวถึงพร้อมกับบริการด้าน
อาหาร การเดินทาง อุปกรณ์ เครื่องแบบ และที่พักเมื่อจำเป็น
ดังนั้น จุดสำคัญของบทนี้ไม่ใช่การอ้างว่า 4.35 ล้านคนคือเด็กขาดสารอาหาร แต่คือการแสดงให้เห็นว่า ปัญหาโภชนาการกับปัญหาการเข้าถึงบริการพื้นฐานมีประชากรกลุ่มเดียวกันบางส่วน และระบบรัฐต้องแก้ปัญหา access จึงจะสามารถเข้าถึงเด็กกลุ่มเปราะบางได้จริง
9.7 ทำไมประวัติศาสตร์ช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] จึงสำคัญ
ประวัติศาสตร์กระแสหลักของโครงการอาหารจำนวนมากให้ความสำคัญกับพัฒนาการของกฎหมาย การถ่ายโอนภารกิจ และโครงสร้างการบริหารในช่วงหลัง พ.ศ. [url=tel:2540-2544]2540–2544[/url]
แต่สำหรับงานนี้ จุดที่ต้องไม่หายไปคือ ช่วงที่ปัญหาถูกเปิดเผยและมีการเปลี่ยนระบบครั้งใหญ่ พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url]
เพราะในช่วงดังกล่าวมีหลักฐานร่วมสมัยที่สามารถเรียงเป็นห่วงโซ่ได้ว่า
ปัญหาเด็กและความเหลื่อมล้ำ
↓
เด็ก 4.35 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา
↓
งบประมาณเดิมมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
↓
เพิ่มงบประมาณและจัดสรรไปยังเด็กยากจน
↓
กำหนด universal education ให้รวมอาหารและบริการที่จำเป็น
↓
ขยายการเข้าถึงจาก 12.33 เป็น 16.68 ล้านคน
นี่คือหลักฐานของ การเปลี่ยนจากปัญหา → การวินิจฉัย → การแทรกแซง → ผลลัพธ์
ไม่ใช่เพียงประวัติของ “โครงการ” ที่มีชื่ออยู่ในระบบราชการ
9.8 Population, Food and Freedom
เมื่ออ่านด้วยกรอบของ Sen ในภายหลัง ความสัมพันธ์จึงสามารถเขียนได้ว่า
Population
ประชากรเด็กจำนวนมาก
→ Food
โภชนาการเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิตและการเรียนรู้
→ Education
การศึกษาเป็นช่องทางในการเพิ่มทักษะและศักยภาพ
→ Access
บริการต้องไปถึงเด็กที่ต้องการจริง
→ Freedom
เด็กจึงมีความสามารถในการใช้โอกาสและพัฒนาชีวิตของตนเอง
นี่เป็นการเชื่อมโยงเชิงวิเคราะห์กับกรอบของ Sen ย้อนหลัง มิใช่การกล่าวว่า ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล นำทฤษฎีของ Sen มาใช้ เพราะการดำเนินงานของท่านอยู่ในช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ก่อน Sen ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1998 และก่อน Development as Freedom ตีพิมพ์ในปี 1999
ข้อสรุปของบทที่ 9
Population, Food and Freedom จึงควรเริ่มจาก ความจริงที่ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัย ไม่ใช่เริ่มจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ย้อนกลับไปจัดหมวดหมู่โครงการภายหลัง
คำถามหลักของบทคือ
เมื่อรัฐมีเด็กจำนวน 16.68 ล้านคน แต่ 4.35 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา และในเวลาเดียวกันมีหลักฐานร่วมสมัยเรื่องปัญหาโภชนาการ แล้วรัฐจะเปลี่ยนงบประมาณและโครงสร้างบริการให้เด็กสามารถเข้าถึงอาหารและการศึกษาได้จริงอย่างไร?
คำตอบที่ปรากฏจากหลักฐานของช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] คือ การอภิวัฒน์การศึกษาไม่ได้มองอาหารเป็นเรื่องแยกจากการศึกษา แต่บรรจุอาหารไว้ในความหมายของ universal education สำหรับเด็กที่มีความจำเป็น และวัดความสำเร็จด้วยการขยายการเข้าถึงบริการจาก 12.33 ล้านคนเป็น 16.68 ล้านคน
นี่คือเหตุผลที่ช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ต้องเป็นแกนกลางของบทที่ 9 ไม่ใช่ช่วงที่ถูกข้ามไปในประวัติศาสตร์กระแสหลัก.
โครงการอาหารกลางวัน
Population, Food and Freedom — ประชาชน อาหาร และเสรีภาพ
บทนี้เริ่มต้นจาก หลักฐานของสถานการณ์จริงในอดีต โดยเฉพาะช่วงก่อนและระหว่างการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] มิได้เริ่มจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่มักเล่าพัฒนาการของโครงการอาหารในเวลาต่อมา แต่ไม่ได้วางปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน พ.ศ. 2538 และการเปลี่ยนแปลงในช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ไว้เป็นแกนกลางของเรื่อง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยเคยมีโครงการอาหารกลางวันหรือไม่” แต่คือ
ในขณะนั้น เด็กไทยจำนวนเท่าใดเข้าถึงบริการอาหารและการศึกษาได้จริง และระบบของรัฐมีความสามารถเพียงใดในการเข้าถึงเด็กที่ยากจนและอยู่นอกระบบ
9.1 เริ่มจากปัญหาที่มีอยู่จริง
หลักฐานร่วมสมัยเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 แสดงให้เห็นปัญหาสองด้านที่ต้องพิจารณาร่วมกัน คือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาโภชนาการของเด็ก
รายงานของ UNICEF ในปี 1995 เป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบสถานการณ์เด็กไทยในเวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องรับคำอธิบายย้อนหลังของหน่วยงานรัฐมาเป็นข้อสรุปตั้งต้น
หากใช้ตัวเลข 26% ที่รายงานในหลักฐานดังกล่าวกับประชากรอายุ 3–17 ปีจำนวน 16.68 ล้านคน ที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รายงานในปี 2540 จะได้
16.68 × 0.26 = 4.3368 ล้านคน
หรือประมาณ 4.34 ล้านคน
ตัวเลขนี้ใกล้เคียงอย่างมากกับตัวเลข 4.35 ล้านคน ที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ระบุว่าอยู่นอกระบบการศึกษา
ความสัมพันธ์นี้ควรถูกนำเสนอในฐานะ หลักฐานที่ควรตรวจสอบและวิเคราะห์ร่วมกัน มิใช่การสรุปว่าเด็ก 4.35 ล้านคนทั้งหมดมีภาวะทุพโภชนาการ
9.2 ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ “มีโครงการ”
การมีโครงการอาหารหรือการจัดสรรงบประมาณ ไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนได้รับอาหารจริง
นี่เป็นจุดที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักมักทำให้เกิดภาพที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อกล่าวถึงโครงการที่มีอยู่แล้วในระบบ แต่ไม่ได้ถามต่อว่า
งบประมาณครอบคลุมเด็กกี่คน
ครอบคลุมพื้นที่ใด
เด็กยากจนเข้าถึงจริงหรือไม่
เด็กที่อยู่นอกระบบได้รับบริการหรือไม่
เงินที่จัดสรรสามารถเปลี่ยนเป็นบริการจริงได้มากน้อยเพียงใด
ในปาฐกถา Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge วันที่ 2 เมษายน 2540 ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ให้ภาพปัญหานี้จากภายในระบบโดยตรง
ท่านระบุว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีงบประมาณประมาณ 100,000 ล้านบาทในปี 2538 แต่โดยปกติประมาณ 85% ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายคงที่ โดยส่วนใหญ่เป็นเงินเดือน
จึงเท่ากับว่า
100,000 ล้านบาท × 85% = 85,000 ล้านบาท
และเหลือประมาณ
15,000 ล้านบาท
สำหรับการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ การฝึกอบรม และการอุดหนุนนักเรียนที่ยากจน
ดังนั้น ตัวเลขงบประมาณ 100,000 ล้านบาทจึงไม่สามารถนำไปตีความว่าเป็น “เงินที่พร้อมนำไปแก้ปัญหาอาหารของเด็ก” ได้ทั้งหมด
9.3 4.35 ล้านคนกับปัญหาอาหาร
ประเด็นสำคัญของบทนี้จึงอยู่ที่ access
ในปี 2540 ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล บันทึกว่า จากเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีจำนวน 16.68 ล้านคน มีเพียง 12.33 ล้านคน ที่กำลังศึกษาอยู่ และมี 4.35 ล้านคน ที่หายไปจากระบบการศึกษา
เมื่ออาหารถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของบริการสำหรับเด็กที่มีความจำเป็น คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า
เด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา จะเข้าถึงบริการที่จัดผ่านระบบการศึกษาได้อย่างไร?
นี่ทำให้ปัญหาอาหารไม่ใช่เพียงปัญหา งบประมาณ แต่เป็นปัญหา โครงสร้างการเข้าถึง
9.4 จุดเปลี่ยนของ พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url]
ความสำคัญของช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] อยู่ตรงนี้
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล มิได้เพียงประกาศว่าจะเพิ่มงบประมาณการศึกษา แต่ระบุถึงการเปลี่ยนโครงสร้างการจัดบริการ โดยเฉพาะเด็กยากจน
ในปาฐกถา ท่านระบุว่า ภายใต้นโยบาย “universal” การศึกษาสำหรับเด็กทุกคน และสำหรับเด็กที่มีความจำเป็น การศึกษาฟรีรวมถึง
school uniforms + learning materials + food + transportation + accommodation where necessary
จึงเกิดการเปลี่ยนความหมายของ “การศึกษา” จาก
มีโรงเรียน
ไปสู่
ทำให้เด็กสามารถเข้าเรียนและใช้โอกาสทางการศึกษาได้จริง
อาหารจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องแยกจากการศึกษา แต่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเข้าถึงการศึกษา
9.5 จากงบประมาณสู่บริการจริง
หลักฐานในปาฐกถาเดียวกันยังระบุว่า งบกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มจากประมาณ
100,000 ล้านบาทในปี 2538
→ 133,000 ล้านบาทในปี 2539
→ 163,000 ล้านบาทในปี 2540
→ เป้าหมาย 200,000 ล้านบาทในปี 2541
พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนงบที่มุ่งไปยัง capital investment และ subsidies สำหรับเด็กยากจน 60%
นี่คือจุดที่แตกต่างระหว่างการบันทึกว่า
“รัฐบาลมีโครงการ”
กับการตรวจสอบว่า
“ทรัพยากรถูกเปลี่ยนเป็นบริการสำหรับประชากรกลุ่มใด และเกิดผลลัพธ์เท่าใด”
9.6 ผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้
ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ปาฐกถาบันทึกว่า ระบบการศึกษาขยายจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีที่เข้าถึงการศึกษาจาก
12.33 ล้านคน → 16.68 ล้านคน
เพิ่มขึ้น
4.35 ล้านคน
และในคำอธิบายของนโยบาย universal education เด็กที่มีความจำเป็นได้รับการกล่าวถึงพร้อมกับบริการด้าน
อาหาร การเดินทาง อุปกรณ์ เครื่องแบบ และที่พักเมื่อจำเป็น
ดังนั้น จุดสำคัญของบทนี้ไม่ใช่การอ้างว่า 4.35 ล้านคนคือเด็กขาดสารอาหาร แต่คือการแสดงให้เห็นว่า ปัญหาโภชนาการกับปัญหาการเข้าถึงบริการพื้นฐานมีประชากรกลุ่มเดียวกันบางส่วน และระบบรัฐต้องแก้ปัญหา access จึงจะสามารถเข้าถึงเด็กกลุ่มเปราะบางได้จริง
9.7 ทำไมประวัติศาสตร์ช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] จึงสำคัญ
ประวัติศาสตร์กระแสหลักของโครงการอาหารจำนวนมากให้ความสำคัญกับพัฒนาการของกฎหมาย การถ่ายโอนภารกิจ และโครงสร้างการบริหารในช่วงหลัง พ.ศ. [url=tel:2540-2544]2540–2544[/url]
แต่สำหรับงานนี้ จุดที่ต้องไม่หายไปคือ ช่วงที่ปัญหาถูกเปิดเผยและมีการเปลี่ยนระบบครั้งใหญ่ พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url]
เพราะในช่วงดังกล่าวมีหลักฐานร่วมสมัยที่สามารถเรียงเป็นห่วงโซ่ได้ว่า
ปัญหาเด็กและความเหลื่อมล้ำ
↓
เด็ก 4.35 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา
↓
งบประมาณเดิมมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
↓
เพิ่มงบประมาณและจัดสรรไปยังเด็กยากจน
↓
กำหนด universal education ให้รวมอาหารและบริการที่จำเป็น
↓
ขยายการเข้าถึงจาก 12.33 เป็น 16.68 ล้านคน
นี่คือหลักฐานของ การเปลี่ยนจากปัญหา → การวินิจฉัย → การแทรกแซง → ผลลัพธ์
ไม่ใช่เพียงประวัติของ “โครงการ” ที่มีชื่ออยู่ในระบบราชการ
9.8 Population, Food and Freedom
เมื่ออ่านด้วยกรอบของ Sen ในภายหลัง ความสัมพันธ์จึงสามารถเขียนได้ว่า
Population
ประชากรเด็กจำนวนมาก
→ Food
โภชนาการเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิตและการเรียนรู้
→ Education
การศึกษาเป็นช่องทางในการเพิ่มทักษะและศักยภาพ
→ Access
บริการต้องไปถึงเด็กที่ต้องการจริง
→ Freedom
เด็กจึงมีความสามารถในการใช้โอกาสและพัฒนาชีวิตของตนเอง
นี่เป็นการเชื่อมโยงเชิงวิเคราะห์กับกรอบของ Sen ย้อนหลัง มิใช่การกล่าวว่า ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล นำทฤษฎีของ Sen มาใช้ เพราะการดำเนินงานของท่านอยู่ในช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ก่อน Sen ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1998 และก่อน Development as Freedom ตีพิมพ์ในปี 1999
ข้อสรุปของบทที่ 9
Population, Food and Freedom จึงควรเริ่มจาก ความจริงที่ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัย ไม่ใช่เริ่มจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ย้อนกลับไปจัดหมวดหมู่โครงการภายหลัง
คำถามหลักของบทคือ
เมื่อรัฐมีเด็กจำนวน 16.68 ล้านคน แต่ 4.35 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา และในเวลาเดียวกันมีหลักฐานร่วมสมัยเรื่องปัญหาโภชนาการ แล้วรัฐจะเปลี่ยนงบประมาณและโครงสร้างบริการให้เด็กสามารถเข้าถึงอาหารและการศึกษาได้จริงอย่างไร?
คำตอบที่ปรากฏจากหลักฐานของช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] คือ การอภิวัฒน์การศึกษาไม่ได้มองอาหารเป็นเรื่องแยกจากการศึกษา แต่บรรจุอาหารไว้ในความหมายของ universal education สำหรับเด็กที่มีความจำเป็น และวัดความสำเร็จด้วยการขยายการเข้าถึงบริการจาก 12.33 ล้านคนเป็น 16.68 ล้านคน
นี่คือเหตุผลที่ช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ต้องเป็นแกนกลางของบทที่ 9 ไม่ใช่ช่วงที่ถูกข้ามไปในประวัติศาสตร์กระแสหลัก.