เรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งในสังคมไทยที่รัฐโยนภาระในการดูเเลผู้สูงวัยไว้กับครอบครัวอย่างเดียวด้วยค่านิยมความกตัญญูที่สังคมยัดเยียดให้ ซึ่งปัญหานี้ก็คือหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้คนดูเเลต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูเเลผู้สูงวัยโดยที่รัฐไม่มีมาตรการเยียวยาที่ดีพอจนนำมาสู่ปัญหาเรื่องความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจเเละสังคมในที่สุด
โดยทั่วไปเเล้วครอบครัวที่รํ่ารวยมักจะมีอัตราการลาออกจากงานเพื่อมาดูเเลผู้สูงวัยน้อยมากเมื่อเทียบกับครอบครัวที่มีฐานะยากจน เนื่องด้วยความพร้อมทางเศรษฐกิจ เเละในขณะเดียวกันในมิติเพศ
ผู้หญิงไทยมีภาระงานที่ต้องดูเเลครอบครัวเเละทำงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าผู้ชายมากกว่า 2 เท่า
ซึ่งเเน่นอนครับว่าการที่รัฐโยนภาระในการดูเเลผู้สูงวัยไว้กับครอบครัวอย่างเดียวโดยที่รัฐไม่มีมาตรการเยียวยาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมนั้นนอกจากจะซํ้าเติมความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจเเละสังคมเเล้วยังตอกยํ้าความเหลื่อมลํ้าระหว่างเพศในมิติเศรษฐกิจเเละสังคมอีกด้วย
ฉะนั้นเเล้วถึงเวลาเเล้วหรือยังที่รัฐบาลจะมีนโยบายเนสเซอรี่ถ้วนหน้าอย่างจริงจังเพื่อเเบ่งเบาภาระครอบครัวที่ยากจนรวมถึงคนทำงานเพื่อปิดช่องว่างเหล่านี้เเละสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน ก่อนที่ประเทศไทยจะถึงทางตันในเรื่องวิกฤตประชากรอย่างที่ไทยเองเผชิญอยู่
ทำไมรัฐถึงผลักภาระในการดูเเลผู้สูงอายุให้กับครอบครัวเพียงลำพังภายใต้ค่านิยมที่สุดจะเข้มข้นในสังคมไทย?
โดยทั่วไปเเล้วครอบครัวที่รํ่ารวยมักจะมีอัตราการลาออกจากงานเพื่อมาดูเเลผู้สูงวัยน้อยมากเมื่อเทียบกับครอบครัวที่มีฐานะยากจน เนื่องด้วยความพร้อมทางเศรษฐกิจ เเละในขณะเดียวกันในมิติเพศ
ผู้หญิงไทยมีภาระงานที่ต้องดูเเลครอบครัวเเละทำงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าผู้ชายมากกว่า 2 เท่า
ซึ่งเเน่นอนครับว่าการที่รัฐโยนภาระในการดูเเลผู้สูงวัยไว้กับครอบครัวอย่างเดียวโดยที่รัฐไม่มีมาตรการเยียวยาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมนั้นนอกจากจะซํ้าเติมความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจเเละสังคมเเล้วยังตอกยํ้าความเหลื่อมลํ้าระหว่างเพศในมิติเศรษฐกิจเเละสังคมอีกด้วย
ฉะนั้นเเล้วถึงเวลาเเล้วหรือยังที่รัฐบาลจะมีนโยบายเนสเซอรี่ถ้วนหน้าอย่างจริงจังเพื่อเเบ่งเบาภาระครอบครัวที่ยากจนรวมถึงคนทำงานเพื่อปิดช่องว่างเหล่านี้เเละสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน ก่อนที่ประเทศไทยจะถึงทางตันในเรื่องวิกฤตประชากรอย่างที่ไทยเองเผชิญอยู่