แชร์ประสบการณ์เรียกร้องค่าสินไหมจากอุบัติเหตุด้วยตัวเอง 480,000 บาท โดยไม่จ้างทนาย

ขออนุญาตนำมาแชร์ต่อในพันทิป สำหรับบางคนที่ไม่ได้เข้า FB
https://www.facebook.com/share/p/1Dif4GiGTS/
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาตามสัญญา ยาวหน่อยแต่พยายามย่อละ
แชร์ประสบการณ์เรียกร้องค่าสินไหมจากอุบัติเหตุด้วยตัวเอง 480,000 บาท โดยไม่จ้างทนาย
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็น ประสบการณ์ส่วนตัวของผม ที่อยากนำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่าน เผื่อใครหรือคนใกล้ตัวกำลังเจอเหตุการณ์คล้ายกัน จะได้รู้ว่าการรักษาสิทธิของตัวเองและการเตรียมหลักฐานสำคัญมากแค่ไหนครับ
จุดเริ่มต้นของเรื่อง
วันที่ 16/2/2569 รถของผมประสบอุบัติเหตุถูกชนท้าย จนแรงกระแทกทำให้รถของผมไปชนรถคันข้างหน้า
เหตุการณ์นี้มีรถเกี่ยวข้องทั้งหมด 3 คัน
ตำรวจชี้ว่ารถที่ชนท้ายเป็นฝ่ายผิด และต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย
รถคันหน้าสุดเท่าที่ทราบ ไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมนอกจาก ค่าซ่อมรถและค่ารักษาพยาบาล
ส่วนตัวผมจึงตั้งใจศึกษาข้อมูลและเรียกร้องสิทธิของตัวเองตามกฎหมาย เพราะมองว่าหากเราเป็นฝ่ายถูก ก็ควรได้รับการชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม
ค่าซ่อมรถ
บริษัทประกันของคู่กรณีรับผิดชอบ ค่าซ่อมรถทั้งหมด
วงเงินคุ้มครองทรัพย์สินประมาณ 500,000 บาท
ค่าซ่อมรถประมาณ 200,000 บาท
ส่วนนี้ไม่มีปัญหา บริษัทประกันรับผิดชอบตามค่าเสียหายจริง
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ + ค่าเสื่อมราคา
จากระยะเวลารออะไหล่และซ่อมรถจนแล้วเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 60 วัน
ตรงนี้ผมได้เรียกร้องเป็นเงินสด โดยเตรียมหลักฐานประกอบ เช่น
ราคาค่าเช่ารถรุ่นเดียวกัน
ความจำเป็นในการใช้รถในแต่ละวัน
ระยะเวลาที่ไม่สามารถใช้รถได้
เอกสารและหลักฐานความเสียหายต่าง ๆ
สุดท้ายสามารถเรียกร้องได้รวม 80,000 บาท
แบ่งเป็น
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 60 วัน × 1,000 บาท = 60,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาจากการชน = 20,000 บาท
หมายเหตุสำคัญ
บริษัทประกันอาจพยายามคำนวณจำนวนวันที่ชดเชยให้น้อยลง เช่น ไม่นับช่วงรออะไหล่ หรือไม่นับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
ดังนั้น หากจะเรียกร้อง ควรมีหลักฐานให้ชัดเจนว่า รถต้องเข้าซ่อมจริง ใช้เวลาเท่าไร และเราได้รับความเสียหายอย่างไร
กว่าผมจะเรียกได้ 80,000 บาท ก็ไม่ง่ายครับ
ค่ารักษาพยาบาล
จากอุบัติเหตุครั้งนี้ ผมได้รับบาดเจ็บ นิ้วชี้มือขวาหัก
คู่กรณีมี พ.ร.บ. ทำให้สามารถใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลได้
ค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ไปประมาณ 30,000 บาท
จากวงเงินที่ได้รับการชดเชยรวม 80,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทนจากการบาดเจ็บ
ส่วนนี้คือจุดที่ผมอยากแชร์มากที่สุดครับ
หลังจากรักษาตัวประมาณ 1 สัปดาห์
วันที่ 22/2/2569
ผมไปลงบันทึกประจำวันและเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการบาดเจ็บจำนวน 200,000 บาท
โดยในส่วนนี้มีวงเงินคุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายประมาณ 500,000 บาท
แต่ตอนคุยกับบริษัทประกัน ผมได้รับคำตอบประมาณว่า
“เคสแบบนี้ไม่เคยจ่ายเกิน 50,000 บาท”
“ถ้าจะเรียกเป็นแสน ต้องฟ้องอย่างเดียว”
ผมเลยคิดว่า…
โอเคครับ งั้นผมขอศึกษากฎหมายเองก่อน
ผมจึงไปศึกษาหลักกฎหมายเกี่ยวกับ มูลละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และจัดทำรายละเอียดค่าเสียหาย พร้อมรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการเรียกร้อง
เมื่อคำนวณความเสียหายตามหลักฐานที่มีทั้งหมดแล้ว ตัวเลขความเสียหายที่ผมประเมินสามารถเรียกร้องได้ประมาณ 700,000 บาท
วันที่ 21/4/2569
หลังจากรักษาตัวตามใบรับรองแพทย์ครบถ้วนแล้ว
ผมได้นัดหมาย พ.ร.บ. และบริษัทประกันของคู่กรณี มารับทราบและลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายตามมูลละเมิดที่ผมจัดทำไว้ [img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tfd/1/16/1f4c4.png[/img][img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/ta/1/16/2696.png[/img]
ผลคือ…
พ.ร.บ. อนุมัติเต็มวงเงิน 80,000 บาท
หักค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว 30,000 บาท
จึงได้รับเป็นเงินชดเชยเพิ่มเติมอีก
50,000 บาท
แต่…
บริษัทประกันภาคสมัครใจของคู่กรณี (ชั้น 2+) ยังคงยืนยันจ่ายเพียง 50,000 บาท
ตรงนี้แหละครับ
ผมจึงอยากแชร์ขั้นตอนที่ผมใช้ในการเรียกร้อง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่เจอเหตุการณ์คล้ายกันครับ
ขั้นตอนที่ผมดำเนินการ
เมื่อ พ.ร.บ. อนุมัติ ต้องรีบแจ้งบริษัทประกัน
เมื่อ พ.ร.บ. อนุมัติค่าสินไหมแล้ว ควรรีบแจ้งบริษัทประกันให้ทราบ เพื่อให้บริษัทประกันพิจารณาค่าสินไหมในส่วนที่เหลือต่อไป
ส่วนตัวผมเองด้วยความชิล
รอไปเกือบ 1 เดือน ถึงได้โทรตาม
ปรากฏว่า…
ยังไม่ได้พิจารณา
ยังไม่ได้อ่านมูลละเมิดที่ผมเขียนเลย
หลังจากนั้นประมาณ 4 ชั่วโมง ผมได้รับคำตอบว่า
อนุมัติค่าสินไหมเพียง 50,000 บาท เท่าเดิม
ขอหนังสือยืนยันผลการพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษร
ผมจึงขอให้บริษัทประกันออกหนังสือยืนยันผลการพิจารณา หรือหนังสือปฏิเสธ/อนุมัติค่าสินไหมในจำนวนที่บริษัทเห็นสมควร
เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนตามขั้นตอนต่อไป
ตรงนี้ผมมองว่า เอกสารเป็นสิ่งสำคัญมาก
เพราะเวลาร้องเรียน เราจะได้มีหลักฐานชัดเจนว่า
บริษัทประกันพิจารณาความเสียหายของเราอย่างไร และอนุมัติจำนวนเท่าไร
ร้องเรียนสำนักงานใหญ่ของบริษัทประกัน
วันที่ 4/6/2569
ผมส่งอีเมลร้องเรียนไปยังสำนักงานใหญ่ พร้อมโทรศัพท์แจ้งเรื่องร้องเรียน
สำนักงานใหญ่รับเรื่องเรียบร้อย
หากยังไม่มีความคืบหน้า → ร้องเรียน คปภ.
วันที่ 12/6/2569
ผมยังไม่ได้รับการติดต่อหรือการแก้ไขปัญหาจากบริษัทประกัน
ดังนั้นผมจึงดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนกับ คปภ.
จุดเปลี่ยนของเรื่อง
หลังจากยื่นเรื่องกับ คปภ. ไปประมาณ 2 สัปดาห์
เจ้าหน้าที่ประกันที่ดูแลเคสของผมโทรกลับมาเจรจา
เริ่มจาก…
50,000 บาท

100,000 บาท

120,000 บาท

200,000 บาท
แต่ผมยังไม่รับข้อเสนอครับ
ผมแจ้งกลับไปว่า…
หากสามารถจบเรื่องโดยไม่ต้องฟ้องร้อง ผมยอมจบที่ 400,000 บาท
แต่ถ้าเรื่องต้องยืดเยื้อ ผมจะดำเนินการเรียกร้องในจำนวน 1,000,000 บาท โดยคำนวณค่าเสียหายใหม่เต็มตามหลักฐานที่มี
เพราะหากเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง แน่นอนว่าคู่กรณีก็อาจได้รับผลกระทบด้วย
หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์
บริษัทประกันโทรกลับมาเสนอ
350,000 บาท
สุดท้ายผมจึงตัดสินใจ ยอมจบที่ 350,000 บาท
โดยในตอนนั้นเรื่องยังอยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ยกับ คปภ.
ส่วนตัวผมประเมินว่า หากดำเนินคดีต่อถึงชั้นศาล อาจมีโอกาสเรียกร้องได้มากกว่า 350,000 บาท ตามหลักฐานที่รวบรวมไว้
แต่ผมเลือกที่จะจบที่จำนวนนี้ เพราะมองในหลาย ๆ ด้านครับ
ทำไมผมถึงเลือกจบที่ 350,000 บาท?
มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เช่น ค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาล ค่าเดินทาง ฯลฯ
ตามข้อมูลกรมธรรม์ของคู่กรณี วงเงินคุ้มครองในกรณีของผมอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท หากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว อาจได้รับเงินจริงไม่ต่างจาก 350,000 บาทมากนัก
การดำเนินคดีใช้เวลาและมีหลายขั้นตอน [img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tb7/1/16/23f3.png[/img]
ผมไม่อยากให้ส่วนต่างของค่าเสียหายไปกระทบกับคู่กรณี เพราะคู่กรณีเป็นเพียงลูกจ้างธรรมดา และน่าจะไม่มีความสามารถในการชดใช้เงินจำนวนมากด้วยตัวเอง
ที่สำคัญคือคู่กรณี ยอมรับผิดตั้งแต่ชั้นสอบสวน ทำให้การเรียกร้องค่าเสียหายของผมง่ายขึ้น และไม่จำเป็นต้องนำเรื่องไปถึงศาล
เพราะเอาจริง ๆ…
จากเหตุการณ์นี้ ผมก็มีส่วนนิดหน่อยยยยย
แนวคิดที่อยากฝากไว้
อย่าเพิ่งรีบรับข้อเสนอแรกของบริษัทประกัน
หากเรามองว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีมากกว่าจำนวนที่บริษัทเสนอ
เราสามารถเจรจาและนำหลักฐานมาประกอบการเรียกร้องได้
สิ่งสำคัญคือการเตรียมหลักฐานให้เป็นระบบ
เช่น
ใบรับรองแพทย์
ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
หลักฐานการซ่อมรถ
หลักฐานระยะเวลาที่รถเข้าอู่
ราคาค่าเช่ารถรุ่นเดียวกัน
หลักฐานความจำเป็นในการใช้รถ
หลักฐานรายได้หรือการประกอบอาชีพ
บันทึกประจำวัน
หนังสือจากบริษัทประกัน
เอกสารการเรียกร้องค่าเสียหาย
ยิ่งหลักฐานชัด การเจรจาก็ยิ่งมีน้ำหนักครับ
สรุปเงินที่ได้รับทั้งหมด
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ + ค่าเสื่อมราคา
80,000 บาท
พ.ร.บ.
50,000 บาท
ประกันภาคสมัครใจ
350,000 บาท
รวมทั้งหมด = 480,000 บาท
จากอุบัติเหตุครั้งเดียว ผมใช้เวลาศึกษาข้อมูล รวบรวมหลักฐาน ติดต่อประกัน ร้องเรียน และเจรจาด้วยตัวเอง
โดยไม่ได้จ้างทนายครับ
หวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนะครับ
อยากฝากไว้ว่า…
“อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ ทำให้เราเสียสิทธิของตัวเอง”
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรใช้สิทธิอย่างมีเหตุผล เจรจาด้วยหลักฐาน และคำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงครับ
คำเตือน
เรื่องทั้งหมดนี้เป็น ประสบการณ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย และผลการเรียกร้องค่าสินไหมของแต่ละกรณีอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง กรมธรรม์ หลักฐาน และเงื่อนไขของแต่ละกรณี
ก่อนดำเนินการใด ๆ ควรศึกษาข้อมูลและตรวจสอบสิทธิของตนเองให้รอบคอบครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่