พอดีผมเพิ่งได้เข้าสู่วงการวรรณกรรมเป็นครั้งเเรกหน่ะครับจากการสมัครชุมนุม ผมเลยลองเขียนงานวรรณกรรมชิ้นเเรกขึ้นมาจากความสนใจ สามารถคอมเมนต์ติชมได้นะครับ
(เนื้อเรื่องเสริมอยู่ใน readawrite พิมพ์ชื่อเรื่องก็เจอ)
Martian Gospelchor (Demo)
อารัมภบท
ณ วิหารคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง
ท่ามกลางบรรยากาศยามสายัณห์อันแสนรื่นรมย์
แสงดวงตะวันสีเหลืองทองอร่ามเรืองรองได้ส่องสว่างทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกสีชาด
สาดกระทบลงมายังห้องโถงสวดวิงวอนอันศักดิ์สิทธิ์อย่างวิจิตรบรรจง
องก์ที่ ๑
"ให้พระสุริยงทรงโฉมปลอบประโลมตัวเจ้า"
อาร์ชพรีสต์เอ่ยขึ้นแก่มัทธิว ชายหนุ่มผู้ละทิ้งสถานะ 【นักบุญผู้นิพนธ์พระวรสาร】ของคริสตจักรไปเมื่อสี่ปีก่อนเนื่องจากปมฝังใจบางอย่างเเละหนีไปใช้ชีวิตใหม่อย่างสงบสุข หากแต่บัดนี้เขากลับต้องหวนคืนสู่สถานที่แห่งนี้ด้วยจิตใจที่แหลกสลาย มัทธิวเข้ามาสารภาพบาปหลังสูญเสียภริยาไปอย่างกะทันหัน แม้ลึกๆ เขาจะไม่ชอบเธอนัก ทว่าเมื่อเธอจากไป เขากลับจมดิ่งสู่ความโศกเศร้าอย่างยากจะต้านทาน
"ผมควรจะดูแลเธอให้ดีกว่านี้ ท่านพ่อ" มัทธิวร่ำไห้ เปล่งถ้อยคำออกมาด้วยความอาวรณ์
"พ่อรู้ว่าเจ้าเสียใจมาก แต่สิ่งที่เจ้าควรทำในตอนนี้คือการยอมรับโชคชะตาและก้าวต่อไป มิใช่จมปลักอยู่กับความอาลัยเช่นนี้" อาร์ชพรีสต์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทว่าแฝงแววกังวล ก่อนจะเดินไปหยิบซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งส่งให้ "สิ่งนี้คือสารจากพระเยซูคริสต์ที่ทรงมอบไว้เพื่อช่วยเหลือเหล่าสายานุศิษย์ของพระองค์"
มัทธิวรับมันมาด้วยความปลื้มปีติ โดยหวังว่ามันจะเป็นถ้อยคำปลอบประโลมจิตใจให้คลายความทุกข์โศก แต่ทว่า... ทันทีที่สายตากวาดอ่านบรรทัดแรก หัวคิ้วของเขาก็ถึงกับขมวดมุ่น
【เอกสารเปิดโปงโครงการ Martian ของรัฐบาล: ซึ่งมุ่งสร้างมนุษย์ที่สามารถอยู่รอดบนดาวอังคารโดยใช้ผู้ป่วยจิตเวชเป็นหนูทดลอง】
หัวใจของมัทธิวเต้นกระหน่ำ เขากวาดสายตาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสมองกลับปฏิเสธที่จะยอมรับ
"ท่านหยิบจดหมายผิดฉบับหรือเปล่า?" มัทธิวถามเสียงสั่นพลางสะบัดจดหมายทิ้งลงพื้น ทว่าอาร์ชพรีสต์กลับยืนนิ่งเงียบ "มันควรเป็นจดหมายปลอบใจ ไม่ใช่เอกสารลับบ้าบอแบบนี้!" มัทธิวตวาดลั่นจนเสียงสะท้อนก้องทั่วห้องสารภาพบาป ความสงบเงียบพลันพังทลายลงในพริบตา
"มันคือสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้ เพื่อให้เจ้าได้ไถ่บาป" อาร์ชพรีสต์ตอบอย่างใจเย็น
"ไถ่บาป? น่าตลกสิ้นดี ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!" มัทธิวเค้นเสียงหัวเราะเยาะอย่างขมขื่น
"มัทธิว..." อาร์ชพรีสต์กดเสียงต่ำ สายตาส่งแรงกดดันมหาศาล
"มันเป็นอุบัติเหตุ ท่านก็รู้ดีนี่!" มัทธิวเลิกลักพยายามอธิบายเหตุผลอย่างตระหนก
"เจ้ารู้แก่ใจว่าไม่ใช่ มันคือการจัดฉากต่างหาก"
วาจาเรียบนิ่งของอาร์ชพรีสต์เปรียบเสมือนเข็มยาวแทงทะลวงขั้วหัวใจ ลมหายใจของมัทธิวชะงักค้าง เลือดในกายเย็นเฉียบก่อนจะพลุ่งพล่านเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายสั่นสะท้านไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เกิดจากความลับดำมืดที่ถูกกระชากออกมาประจานกลางแสงสว่าง
"ท่าน... ไปรู้อะไรมา" มัทธิวกัดฟันกรอด เสียงแหบพร่าแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอ แต่ฝั่งตรงข้ามยังคงสงบนิ่ง
ก่อนที่สติของมัทธิวจะถูกความบ้าคลั่งวิปริตกลืนกิน เขากระแทกตัวเข้าใส่ประตูไม้กั้นห้องสารภาพบาปจนบานพับเหล็กลั่นเอี๊ยดอ๊าด เขาใช้มือคว้าบานเกล็ดไม้ หวังจะพังเข้าไปเชือดลิ้นไก่ของชายวัยกลางคนด้านหลังบานประตูให้สิ้นซาก
แกร๊ก!
ปากกระบอกปืนนับสิบจากเหล่าบาทหลวงชุดดำรอบข้างเล็งตรงเข้าที่ศีรษะของเขาในระยะประชิด มัทธิวหยุดชะงัก สัญชาตญาณเตือนภัยสั่งให้หยุดนิ่ง เสียงหอบหายใจถี่สะท้อนก้องในความเงียบงัน
"ลดปืนลง!" เสียงอาร์ชพรีสต์ตวาดกร้าว "พวกเจ้าคิดว่าเศษตะกั่วพวกนั้นจะหยุดอดีตนักบุญของท่านอธิการมารีย์ได้รึไง อยากตายกันหมดหรืออย่างไร!"
มัทธิวจ้องเขม็งไปยังเหล่าบาทหลวง ร่างกายเกร็งแน่นเตรียมพุ่งจู่โจม ทว่าภาพสีหน้าของมารีย์ในความทรงจำกลับผุดขึ้นมาเตือนสติว่าเธอคงไม่อยากเห็นเขาทำเช่นนี้ เขาจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ยอมก้าวถอยหลังกลับช้าๆ ไปนั่งบนม้านั่งสวดมนต์เพื่อปรับจังหวะหัวใจที่เต้นสั่นระรัว
เมื่อเห็นมัทธิวสงบลง อาร์ชพรีสต์จึงก้าวออกมายืนประจันหน้า "เจ้าลงมือฆาตกรรมภริยาตัวเองทำไมกัน?"
"จะอะไรเสียอีก... คนชั่วอย่างหล่อนสมควรตายแล้ว" มัทธิวเบือนหน้าหนีพลางตอบอย่างกระด้าง
"ตัวเจ้านั้นถูกชักจูงโดยพวกลัทธินอกรีตให้กระทำเรื่องหยาบช้าต่อหน้าพระเจ้าไปแล้ว" อาร์ชพรีสต์ถอนหายใจยาว
"ผิดแล้ว ผมยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม!"
"ถ้าเช่นนั้นก็จงพิสูจน์คำพูดตนด้วยการรับภารกิจนี้เสีย ไม่เช่นนั้นพ่อจะถือว่าเจ้าตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์เเละทรยศคริสตจักรคาทอลิก"
ถึงจะชิงชังภารกิจนี้เพียงใด แต่มัทธิวรู้ดีว่าไม่อาจปฏิเสธมันได้ เพราะคริสตจักรคาทอลิกคือสถานที่ที่อุปการะเลี้ยงดูเขาจนเติบโตมา และเขาต้องการชดใช้บาปต่อท่านแม่มารีย์ผู้เป็นที่รัก "โอเค... ผมตกลง"
อาร์ชพรีสต์ส่งสัญญาณให้เหล่าบาทหลวงลดอาวุธลง พร้อมแจ้งเป้าหมายสำคัญของภารกิจ นั่นคือ ‘เก็บกู้หลักฐานโครงการ Martian ทั้งหมดของรัฐบาลมามอบให้แก่องค์กรคริสตจักร’
"ไม่ต้องกังวล เจ้าไม่ได้ทำภารกิจนี้เพียงลำพัง" อาร์ชพรีสต์เอ่ย
"หืม? แล้วผมต้องไปกับใค—"
ยังไม่ทันสิ้นวาจา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่หน้าวิหาร อาร์ชพรีสต์รีบเดินไปเปิดรับชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"สวัสดี ผมชื่อลาซารัส เป็นหัวหน้าทีมฮันนีเเบดเจอร์" ชายแปลกหน้าแนะนำตัวอย่างสุภาพ
"ยินดีที่ได้รู้จัก ผมมัทธิว" มัทธิวตอบรับแม้ยังสับสน
ลาซารัสไม่รอช้า อธิบายรายละเอียดด้วยน้ำเสียงเรียบและเด็ดขาดว่า มัทธิวจะต้องร่วมมือกับทีมนักฆ่าสังกัดภาคีทหารรับจ้างขององค์กรคริสตจักรที่แฝงตัวอยู่ในคราบหน่วย S.W.A.T. ซึ่งกำลังตรึงกำลังรออยู่ที่ชายป่าบริเวณเนินเขา
"สถานที่เป้าหมายคือที่ไหน" มัทธิวถาม
"โรงพยาบาลจิตเวชพิเศษไวท์ชาเปล"
"แล้วเราจะแฝงตัวเข้าไปในฐานะอะไร?"
"คุณจะเข้าไปในฐานะผู้ป่วย ส่วนหน่วยของผมจะตรึงกำลังรอบนอกในคราบเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์พิเศษ"
"บ้าไปแล้ว!" มัทธิวขึ้นเสียง "ให้ผมเข้าไปอยู่ท่ามกลางในดงจิตแพทย์เนี่ยนะ? ไม่ทันไรคงโดนจับมัดตรึงกับเตียงแล้วเเน่ๆ"
"คนของเราเตรียมทางรอดไว้ให้แล้ว" ลาซารัสมองตรงด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว "ที่เขตประเมินอาการ มีอุปกรณ์บันทึกข้อมูลและปืนเก็บเสียงซ่อนอยู่หลังช่องระบายอากาศเก่า หน้าที่ของคุณมีเพียงอย่างเดียว..."
『เอาตัวรอดจนถึงเที่ยงคืน แล้วพยายามนำหลักฐานออกมาให้ได้มากที่สุด』
"แล้วถ้าพวกหมอจับได้ก่อนเที่ยงคืนล่ะ?"
ลาซารัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ "นั่นคือเหตุผลที่องค์กรคริสตจักรเลือกคุณ ไม่ใช่คนอื่น"
แม้จะเป็นทางเลือกที่เสี่ยงตาย แต่การมีกองกำลังติดอาวุธคอยระวังหลังก็พอสร้างความอุ่นใจได้บ้าง มัทธิวหันไปลั่นสัตยาบันกับอาร์ชพรีสต์ "หวังว่านี่จะเป็นภารกิจสุดท้าย ถ้าหากสำเร็จ คริสตจักรต้องห้ามเข้ามาก้าวก่ายชีวิตผมอีก"
เมื่ออาร์ชพรีสต์พยักหน้ารับคำ มัทธิวจึงออกเดินทางไปกับลาซารัสมุ่งหน้าสู่จุดนัดพบ ปล่อยให้อาร์ชพรีสต์ยืนมองเงาร่างของทั้งคู่ลับตาไปทางหน้าต่างวิหาร ขณะที่แสงตะวันยามเย็นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงทาบทับห้องโถงสวดมนต์กลางอันกว้างใหญ่
"อยู่ที่นี่มาโดยตลอดงั้นหรือ... เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" อาร์ชพรีสต์พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันหลังกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ต้องขอบคุณเรื่องข้อมูลของมัทธิวด้วยนะ"
ความเงียบเข้าครอบงำชั่วครู่ ก่อนจะมีเสียงหนึ่งแว่วดังมาจากเงามืดหลังแท่นบูชา
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ทำไมท่านต้องหลอกลวงเขาว่าดิฉันตายไปแล้วด้วยล่ะคะ?"
ร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาสู่แสงสลัว เผยให้เห็นใบหน้าและซีกร่างด้านซ้ายที่เต็มไปด้วยรอยแผลไหม้เกรียม เธอผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก【อิซาเบลล่า】ภริยาของมัทธิว
"เพราะการฆ่าคนถือเป็นบาปมหันต์ที่ต้องได้รับการลงโทษขั้นเด็ดขาดยังไงล่ะ" อาร์ชพรีสต์ตอบเสียงนิ่ง
"อ๋อ~ เข้าใจแล้วค่ะ♡ แต่ถ้าจะเอาผิดทางกฎหมายข้อหาพยายามฆ่าก็น่าจะได้นี่คะ?"
"ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานมากพอ เพราะมีเพียงคำบอกเล่าปากเปล่าของเธอเท่านั้น"
คำตอบนั้นทำให้อิซาเบลล่าระเบิดเสียงหัวเราะวิปลาสลั่นโถงวิหาร "งั้นก็แปลว่าท่านตั้งใจหลอกใช้สามีดิฉันสินะคะ?"
"ก็จริงตามที่เธอว่า" อาร์ชพรีสต์พยายามสะกดกลั้นโทสะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา อิซาเบลล่าคือบุคคลเดียวที่เขาไม่สามารถควบคุมได้
"โถ่... คุณสามีผู้น่าสงสาร♡ ทำไมคริสตจักรถึงอยากส่งเขาไปเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วนนักนะ"
"มัทธิวคือสายลับและอดีตผู้นิพนธ์พระวรสาร แม้ฝีมือจะทื่อลงไปมากเเล้วก็ตาม"
"ท่านยังไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับโครงการ Martian ให้เขารู้เลยนี่คะ ว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการสร้างมนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคารเลยสักนิด"
"เขาจะรู้มันด้วยตัวเองเมื่อไปถึงไวท์ชาเปล"
"แต่ท่านพูดกับสามีดิฉันผิดไปเรื่องหนึ่งนะคะ" อิซาเบลล่าแย้มยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย "คนที่เข้าร่วมกับพวกลัทธินอกรีต... ไม่ใช่เขาหรอกค่ะ แต่เป็นดิฉันต่างหาก"
อาร์ชพรีสต์ชะงัก เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าบรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนผิดปกติ บาทหลวงที่เคยคุมตัวมัทธิวหายไปจนหมด และไม่มีใครก้าวเข้ามาในโถงนี้เลยแม้แต่คนเดียว เมื่อเขาหันกลับไปสบตา ก็พบว่าปากกระบอกปืนของอิซาเบลล่าได้จ่อประชิดอยู่ที่ขมับของเขาเรียบร้อยแล้ว
"อย่าพยายามเรียกใครเลยค่ะ เพราะตอนนี้ทุกคนในวิหารน้อมรับศรัทธาใหม่จากดิฉันหมดแล้ว" อิซาเบลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความวิกลจริตบิดเบี้ยวที่ไม่อาจพรรณนาได้
"ดังนั้น... ขอรบกวนใช้โทรศัพท์หน่อยจะได้ไหมคะ?"
อยากเผยเเพร่งานเขียนครั้งแรกครับ
(เนื้อเรื่องเสริมอยู่ใน readawrite พิมพ์ชื่อเรื่องก็เจอ)
Martian Gospelchor (Demo)
อารัมภบท
ณ วิหารคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง
ท่ามกลางบรรยากาศยามสายัณห์อันแสนรื่นรมย์
แสงดวงตะวันสีเหลืองทองอร่ามเรืองรองได้ส่องสว่างทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกสีชาด
สาดกระทบลงมายังห้องโถงสวดวิงวอนอันศักดิ์สิทธิ์อย่างวิจิตรบรรจง
องก์ที่ ๑
"ให้พระสุริยงทรงโฉมปลอบประโลมตัวเจ้า"
อาร์ชพรีสต์เอ่ยขึ้นแก่มัทธิว ชายหนุ่มผู้ละทิ้งสถานะ 【นักบุญผู้นิพนธ์พระวรสาร】ของคริสตจักรไปเมื่อสี่ปีก่อนเนื่องจากปมฝังใจบางอย่างเเละหนีไปใช้ชีวิตใหม่อย่างสงบสุข หากแต่บัดนี้เขากลับต้องหวนคืนสู่สถานที่แห่งนี้ด้วยจิตใจที่แหลกสลาย มัทธิวเข้ามาสารภาพบาปหลังสูญเสียภริยาไปอย่างกะทันหัน แม้ลึกๆ เขาจะไม่ชอบเธอนัก ทว่าเมื่อเธอจากไป เขากลับจมดิ่งสู่ความโศกเศร้าอย่างยากจะต้านทาน
"ผมควรจะดูแลเธอให้ดีกว่านี้ ท่านพ่อ" มัทธิวร่ำไห้ เปล่งถ้อยคำออกมาด้วยความอาวรณ์
"พ่อรู้ว่าเจ้าเสียใจมาก แต่สิ่งที่เจ้าควรทำในตอนนี้คือการยอมรับโชคชะตาและก้าวต่อไป มิใช่จมปลักอยู่กับความอาลัยเช่นนี้" อาร์ชพรีสต์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทว่าแฝงแววกังวล ก่อนจะเดินไปหยิบซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งส่งให้ "สิ่งนี้คือสารจากพระเยซูคริสต์ที่ทรงมอบไว้เพื่อช่วยเหลือเหล่าสายานุศิษย์ของพระองค์"
มัทธิวรับมันมาด้วยความปลื้มปีติ โดยหวังว่ามันจะเป็นถ้อยคำปลอบประโลมจิตใจให้คลายความทุกข์โศก แต่ทว่า... ทันทีที่สายตากวาดอ่านบรรทัดแรก หัวคิ้วของเขาก็ถึงกับขมวดมุ่น
【เอกสารเปิดโปงโครงการ Martian ของรัฐบาล: ซึ่งมุ่งสร้างมนุษย์ที่สามารถอยู่รอดบนดาวอังคารโดยใช้ผู้ป่วยจิตเวชเป็นหนูทดลอง】
หัวใจของมัทธิวเต้นกระหน่ำ เขากวาดสายตาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสมองกลับปฏิเสธที่จะยอมรับ
"ท่านหยิบจดหมายผิดฉบับหรือเปล่า?" มัทธิวถามเสียงสั่นพลางสะบัดจดหมายทิ้งลงพื้น ทว่าอาร์ชพรีสต์กลับยืนนิ่งเงียบ "มันควรเป็นจดหมายปลอบใจ ไม่ใช่เอกสารลับบ้าบอแบบนี้!" มัทธิวตวาดลั่นจนเสียงสะท้อนก้องทั่วห้องสารภาพบาป ความสงบเงียบพลันพังทลายลงในพริบตา
"มันคือสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้ เพื่อให้เจ้าได้ไถ่บาป" อาร์ชพรีสต์ตอบอย่างใจเย็น
"ไถ่บาป? น่าตลกสิ้นดี ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!" มัทธิวเค้นเสียงหัวเราะเยาะอย่างขมขื่น
"มัทธิว..." อาร์ชพรีสต์กดเสียงต่ำ สายตาส่งแรงกดดันมหาศาล
"มันเป็นอุบัติเหตุ ท่านก็รู้ดีนี่!" มัทธิวเลิกลักพยายามอธิบายเหตุผลอย่างตระหนก
"เจ้ารู้แก่ใจว่าไม่ใช่ มันคือการจัดฉากต่างหาก"
วาจาเรียบนิ่งของอาร์ชพรีสต์เปรียบเสมือนเข็มยาวแทงทะลวงขั้วหัวใจ ลมหายใจของมัทธิวชะงักค้าง เลือดในกายเย็นเฉียบก่อนจะพลุ่งพล่านเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายสั่นสะท้านไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เกิดจากความลับดำมืดที่ถูกกระชากออกมาประจานกลางแสงสว่าง
"ท่าน... ไปรู้อะไรมา" มัทธิวกัดฟันกรอด เสียงแหบพร่าแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอ แต่ฝั่งตรงข้ามยังคงสงบนิ่ง
ก่อนที่สติของมัทธิวจะถูกความบ้าคลั่งวิปริตกลืนกิน เขากระแทกตัวเข้าใส่ประตูไม้กั้นห้องสารภาพบาปจนบานพับเหล็กลั่นเอี๊ยดอ๊าด เขาใช้มือคว้าบานเกล็ดไม้ หวังจะพังเข้าไปเชือดลิ้นไก่ของชายวัยกลางคนด้านหลังบานประตูให้สิ้นซาก
แกร๊ก!
ปากกระบอกปืนนับสิบจากเหล่าบาทหลวงชุดดำรอบข้างเล็งตรงเข้าที่ศีรษะของเขาในระยะประชิด มัทธิวหยุดชะงัก สัญชาตญาณเตือนภัยสั่งให้หยุดนิ่ง เสียงหอบหายใจถี่สะท้อนก้องในความเงียบงัน
"ลดปืนลง!" เสียงอาร์ชพรีสต์ตวาดกร้าว "พวกเจ้าคิดว่าเศษตะกั่วพวกนั้นจะหยุดอดีตนักบุญของท่านอธิการมารีย์ได้รึไง อยากตายกันหมดหรืออย่างไร!"
มัทธิวจ้องเขม็งไปยังเหล่าบาทหลวง ร่างกายเกร็งแน่นเตรียมพุ่งจู่โจม ทว่าภาพสีหน้าของมารีย์ในความทรงจำกลับผุดขึ้นมาเตือนสติว่าเธอคงไม่อยากเห็นเขาทำเช่นนี้ เขาจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ยอมก้าวถอยหลังกลับช้าๆ ไปนั่งบนม้านั่งสวดมนต์เพื่อปรับจังหวะหัวใจที่เต้นสั่นระรัว
เมื่อเห็นมัทธิวสงบลง อาร์ชพรีสต์จึงก้าวออกมายืนประจันหน้า "เจ้าลงมือฆาตกรรมภริยาตัวเองทำไมกัน?"
"จะอะไรเสียอีก... คนชั่วอย่างหล่อนสมควรตายแล้ว" มัทธิวเบือนหน้าหนีพลางตอบอย่างกระด้าง
"ตัวเจ้านั้นถูกชักจูงโดยพวกลัทธินอกรีตให้กระทำเรื่องหยาบช้าต่อหน้าพระเจ้าไปแล้ว" อาร์ชพรีสต์ถอนหายใจยาว
"ผิดแล้ว ผมยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม!"
"ถ้าเช่นนั้นก็จงพิสูจน์คำพูดตนด้วยการรับภารกิจนี้เสีย ไม่เช่นนั้นพ่อจะถือว่าเจ้าตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์เเละทรยศคริสตจักรคาทอลิก"
ถึงจะชิงชังภารกิจนี้เพียงใด แต่มัทธิวรู้ดีว่าไม่อาจปฏิเสธมันได้ เพราะคริสตจักรคาทอลิกคือสถานที่ที่อุปการะเลี้ยงดูเขาจนเติบโตมา และเขาต้องการชดใช้บาปต่อท่านแม่มารีย์ผู้เป็นที่รัก "โอเค... ผมตกลง"
อาร์ชพรีสต์ส่งสัญญาณให้เหล่าบาทหลวงลดอาวุธลง พร้อมแจ้งเป้าหมายสำคัญของภารกิจ นั่นคือ ‘เก็บกู้หลักฐานโครงการ Martian ทั้งหมดของรัฐบาลมามอบให้แก่องค์กรคริสตจักร’
"ไม่ต้องกังวล เจ้าไม่ได้ทำภารกิจนี้เพียงลำพัง" อาร์ชพรีสต์เอ่ย
"หืม? แล้วผมต้องไปกับใค—"
ยังไม่ทันสิ้นวาจา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่หน้าวิหาร อาร์ชพรีสต์รีบเดินไปเปิดรับชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"สวัสดี ผมชื่อลาซารัส เป็นหัวหน้าทีมฮันนีเเบดเจอร์" ชายแปลกหน้าแนะนำตัวอย่างสุภาพ
"ยินดีที่ได้รู้จัก ผมมัทธิว" มัทธิวตอบรับแม้ยังสับสน
ลาซารัสไม่รอช้า อธิบายรายละเอียดด้วยน้ำเสียงเรียบและเด็ดขาดว่า มัทธิวจะต้องร่วมมือกับทีมนักฆ่าสังกัดภาคีทหารรับจ้างขององค์กรคริสตจักรที่แฝงตัวอยู่ในคราบหน่วย S.W.A.T. ซึ่งกำลังตรึงกำลังรออยู่ที่ชายป่าบริเวณเนินเขา
"สถานที่เป้าหมายคือที่ไหน" มัทธิวถาม
"โรงพยาบาลจิตเวชพิเศษไวท์ชาเปล"
"แล้วเราจะแฝงตัวเข้าไปในฐานะอะไร?"
"คุณจะเข้าไปในฐานะผู้ป่วย ส่วนหน่วยของผมจะตรึงกำลังรอบนอกในคราบเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์พิเศษ"
"บ้าไปแล้ว!" มัทธิวขึ้นเสียง "ให้ผมเข้าไปอยู่ท่ามกลางในดงจิตแพทย์เนี่ยนะ? ไม่ทันไรคงโดนจับมัดตรึงกับเตียงแล้วเเน่ๆ"
"คนของเราเตรียมทางรอดไว้ให้แล้ว" ลาซารัสมองตรงด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว "ที่เขตประเมินอาการ มีอุปกรณ์บันทึกข้อมูลและปืนเก็บเสียงซ่อนอยู่หลังช่องระบายอากาศเก่า หน้าที่ของคุณมีเพียงอย่างเดียว..."
『เอาตัวรอดจนถึงเที่ยงคืน แล้วพยายามนำหลักฐานออกมาให้ได้มากที่สุด』
"แล้วถ้าพวกหมอจับได้ก่อนเที่ยงคืนล่ะ?"
ลาซารัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ "นั่นคือเหตุผลที่องค์กรคริสตจักรเลือกคุณ ไม่ใช่คนอื่น"
แม้จะเป็นทางเลือกที่เสี่ยงตาย แต่การมีกองกำลังติดอาวุธคอยระวังหลังก็พอสร้างความอุ่นใจได้บ้าง มัทธิวหันไปลั่นสัตยาบันกับอาร์ชพรีสต์ "หวังว่านี่จะเป็นภารกิจสุดท้าย ถ้าหากสำเร็จ คริสตจักรต้องห้ามเข้ามาก้าวก่ายชีวิตผมอีก"
เมื่ออาร์ชพรีสต์พยักหน้ารับคำ มัทธิวจึงออกเดินทางไปกับลาซารัสมุ่งหน้าสู่จุดนัดพบ ปล่อยให้อาร์ชพรีสต์ยืนมองเงาร่างของทั้งคู่ลับตาไปทางหน้าต่างวิหาร ขณะที่แสงตะวันยามเย็นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงทาบทับห้องโถงสวดมนต์กลางอันกว้างใหญ่
"อยู่ที่นี่มาโดยตลอดงั้นหรือ... เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" อาร์ชพรีสต์พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันหลังกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ต้องขอบคุณเรื่องข้อมูลของมัทธิวด้วยนะ"
ความเงียบเข้าครอบงำชั่วครู่ ก่อนจะมีเสียงหนึ่งแว่วดังมาจากเงามืดหลังแท่นบูชา
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ทำไมท่านต้องหลอกลวงเขาว่าดิฉันตายไปแล้วด้วยล่ะคะ?"
ร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาสู่แสงสลัว เผยให้เห็นใบหน้าและซีกร่างด้านซ้ายที่เต็มไปด้วยรอยแผลไหม้เกรียม เธอผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก【อิซาเบลล่า】ภริยาของมัทธิว
"เพราะการฆ่าคนถือเป็นบาปมหันต์ที่ต้องได้รับการลงโทษขั้นเด็ดขาดยังไงล่ะ" อาร์ชพรีสต์ตอบเสียงนิ่ง
"อ๋อ~ เข้าใจแล้วค่ะ♡ แต่ถ้าจะเอาผิดทางกฎหมายข้อหาพยายามฆ่าก็น่าจะได้นี่คะ?"
"ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานมากพอ เพราะมีเพียงคำบอกเล่าปากเปล่าของเธอเท่านั้น"
คำตอบนั้นทำให้อิซาเบลล่าระเบิดเสียงหัวเราะวิปลาสลั่นโถงวิหาร "งั้นก็แปลว่าท่านตั้งใจหลอกใช้สามีดิฉันสินะคะ?"
"ก็จริงตามที่เธอว่า" อาร์ชพรีสต์พยายามสะกดกลั้นโทสะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา อิซาเบลล่าคือบุคคลเดียวที่เขาไม่สามารถควบคุมได้
"โถ่... คุณสามีผู้น่าสงสาร♡ ทำไมคริสตจักรถึงอยากส่งเขาไปเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วนนักนะ"
"มัทธิวคือสายลับและอดีตผู้นิพนธ์พระวรสาร แม้ฝีมือจะทื่อลงไปมากเเล้วก็ตาม"
"ท่านยังไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับโครงการ Martian ให้เขารู้เลยนี่คะ ว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการสร้างมนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคารเลยสักนิด"
"เขาจะรู้มันด้วยตัวเองเมื่อไปถึงไวท์ชาเปล"
"แต่ท่านพูดกับสามีดิฉันผิดไปเรื่องหนึ่งนะคะ" อิซาเบลล่าแย้มยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย "คนที่เข้าร่วมกับพวกลัทธินอกรีต... ไม่ใช่เขาหรอกค่ะ แต่เป็นดิฉันต่างหาก"
อาร์ชพรีสต์ชะงัก เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าบรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนผิดปกติ บาทหลวงที่เคยคุมตัวมัทธิวหายไปจนหมด และไม่มีใครก้าวเข้ามาในโถงนี้เลยแม้แต่คนเดียว เมื่อเขาหันกลับไปสบตา ก็พบว่าปากกระบอกปืนของอิซาเบลล่าได้จ่อประชิดอยู่ที่ขมับของเขาเรียบร้อยแล้ว
"อย่าพยายามเรียกใครเลยค่ะ เพราะตอนนี้ทุกคนในวิหารน้อมรับศรัทธาใหม่จากดิฉันหมดแล้ว" อิซาเบลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความวิกลจริตบิดเบี้ยวที่ไม่อาจพรรณนาได้
"ดังนั้น... ขอรบกวนใช้โทรศัพท์หน่อยจะได้ไหมคะ?"