สวัสดีค่ะ วันนี้เราอยากมาแชร์ประสบการณ์การเป็นหนี้กว่าครึ่งล้าน
รวมถึงที่มาของหนี้ทั้งหมด และวิธีที่เราเลือกจัดการกับหนี้ด้วยการนำหนี้บางส่วนเข้าโครงการ SAM ค่ะ
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า กระทู้นี้เราอยากเขียนไว้เป็น
กระทู้เตือนสติเรื่องการใช้จ่าย และแชร์ประสบการณ์การจัดการหนี้ของตัวเอง
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันค่ะ
เราเป็นมนุษย์เงินเดือนวัย 40 ปี เงินเดือนเฉียด 50,000
จุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ค่ะ
ตอนนั้นเราได้รับข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่ง และตัดสินใจกู้เงินจากหลายที่
ช่วงปีแรกๆ เรายังสามารถบริหารจัดการหนี้ทั้งหมดได้ค่ะ ยังคุมรายรับรายจ่ายได้
และพอมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แต่ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มไม่สามารถควบคุมภาระหนี้ทั้งหมดได้อีกต่อไป
จนสุดท้ายตัดสินใจปล่อยหนี้บางส่วนกลายเป็นหนี้เสีย เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และนำหนี้เข้า SAM
เรายอมรับตรงๆว่า หนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราเองค่ะ
ทั้งของที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซื้อไปหมด
ด้วยความที่เป็นคนหน้าใหญ่ ใจโต และมีความคิดประมาณว่า
“เสียเงินไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้”
สุดท้ายพฤติกรรมเหล่านี้ก็กลายเป็นภาระหนี้ที่เราต้องแบกรับมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
รายการหนี้ทั้งหมดของเรา
กลุ่ม Bank — นำเข้า SAM แล้วทั้งหมด
Loan SBC : 55,000 บาท
Loan KTB : 200,000 บาท
Credit First Choice : 38,000 บาท
Credit CardX : 60,000 บาท
กลุ่ม Non-Bank — อยู่ระหว่างรอปรับโครงสร้างหนี้
Promise : 70,000 บาท (เจรจาปรับแล้ว)
Line BK : 26,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
Loan SHP : 43,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
SPayLater : 20,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
Limit Xtra : 60,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
Rabbit Cash : 30,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
Kashjoy : 50,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
Thunder : 63,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
Finnix : 43,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
ใช่ค่ะ หนี้ทั้งหมดนี้เป็นของเรา
เราพยายามประคองจ่ายหนี้เหล่านี้มาไม่น้อยกว่า 3 ปี
พยายามหมุนและจัดการมาตลอด จนในที่สุดช่วงปลายปีที่แล้ว เราเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถประคองอีกต่อไป
ตอนนั้นเราเลยเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ SAM
และตัดสินใจปล่อยหนี้กลุ่ม Bank ให้เป็นหนี้เสีย เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการของโครงการ
เมื่อหนี้เสียครบ 120+ วันตามข้อมูลเครดิตบูโร เราก็ยื่นสมัคร SAM ทันทีค่ะ
ขั้นตอนการสมัครสำหรับเรา ถือว่าสะดวกมาก สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ และยื่นเอกสารประกอบ ได้แก่
- สลิปเงินเดือน
- รายการเดินบัญชี
- รายงานเครดิตบูโร ล่าสุด
ทาง SAM แจ้งว่ากระบวนการพิจารณาใช้เวลาประมาณ 30 วัน
แต่สำหรับเคสของเรา ใช้เวลาจริงประมาณ 20 วัน ก็ได้รับแจ้งผลแล้วค่ะ
หนี้ที่เรายื่นเข้า SAM คือหนี้กลุ่ม Bank ทั้งหมดตามรายการด้านบน
และผลคือ เราผ่านทุกตัวค่ะ
หลังจากผ่านการพิจารณาแล้ว ทาง SAM จะจัดทำตารางการผ่อนชำระมาให้พิจารณา โดยมีระยะเวลาให้เลือกทั้ง 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี
สำหรับเราเลือกผ่อนระยะยาวที่สุด คือ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปีค่ะ
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราดีใจกับการเป็นหนี้ หรือมองว่าการปล่อยหนี้เสียเป็นเรื่องที่ดีนะคะ
ตรงกันข้ามเลยค่ะ เรามองว่านี่คือผลลัพธ์จากการใช้จ่ายของตัวเอง และเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ
สิ่งที่เราอยากฝากจากประสบการณ์นี้จริงๆ คือ
ก่อนจะกู้เงินหรือใช้เงินเพราะคำว่า “อยากได้” ลองถามตัวเองให้ดีว่า เรามีกำลังจ่ายคืนจริง ๆ หรือเปล่า?
เพราะตอนกู้ เงินที่ได้รับมันรู้สึกเหมือนเป็น “เงินของเรา”
แต่ตอนถึงเวลาจ่ายคืน เราจะรู้เลยค่ะว่า มันคือเงินในอนาคตที่เราเอามาใช้ไปก่อน
ตอนนี้เรากำลังพยายามจัดการหนี้ทั้งหมดอย่างจริงจัง และจะค่อยๆ แก้ไขทีละก้อนค่ะ
กระทู้นี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่ออวดว่าตัวเองจัดการหนี้ได้เก่ง
แต่เขียนไว้เพื่อเตือนตัวเอง และหวังว่าจะเป็นข้อคิดให้คนที่กำลังจะตัดสินใจกู้เงิน หรือกำลังเริ่มใช้จ่ายเกินตัวได้ฉุกคิดกันสักนิดค่ะ
เป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การรู้ตัวและเริ่มแก้ไขสำคัญกว่า
สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังมีหนี้เรื้อรัง หนี้เสีย หรือกำลังจะปล่อยเสีย หรือเจอสถานการณ์คล้ายๆเรา
ขอฝากไว้ อย่าเพิกเฉยกับหนี้ค่ะ เป็นหนี้ต้องใช้
รับสายเจ้าหน้าที่ พูดคุย และลองเจรจากับเจ้าหนี้ก่อน
บางครั้งเขาอาจมีทางเลือกในการช่วยเหลือหรือปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะกับสถานการณ์ของเรา
หรือถ้าคุณพอมีกำลังที่จะปิดหนี้ได้ และทางเจ้าหนี้มีข้อเสนอ Hair Cut ที่เหมาะสม
ให้ลองพิจารณาดูค่ะ เพราะการปิดหนี้ได้ก้อนหนึ่ง อาจช่วยลดภาระให้เบาลงได้
แต่ถ้าหนี้หลายก้อนเริ่มเกินกำลังจริงๆ
อย่าละเลยที่จะศึกษาทางเลือกในการแก้หนี้ค่ะ
เริ่มจากการศึกษาข้อมูลโครงการ SAM และดูว่าหนี้ของตัวเองเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่
ส่วนตัวเรามองว่า SAM เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยให้คนมีหนี้สามารถกลับมาจัดการหนี้ของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ
แต่ก็ต้องเข้าใจข้อแลกเปลี่ยนด้วยว่า การเข้าสู่กระบวนการส่งผลต่อประวัติเครดิต และไม่ได้เหมาะกับทุกคนค่ะ
ดังนั้นอยากให้มอง SAM เป็น “หนึ่งในทางเลือกในการแก้ปัญหา” ไม่ใช่เหตุผลในการตั้งใจปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้เสียเพื่อจะได้เข้าโครงการนะคะ
หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังเครียดเรื่องหนี้สินในระบบทุกท่านค่ะ
ขอบคุณค่ะ
แชร์ประสบการณ์หนี้ครึ่งล้าน และวิธีดันเข้าSAMสำเร็จ
รวมถึงที่มาของหนี้ทั้งหมด และวิธีที่เราเลือกจัดการกับหนี้ด้วยการนำหนี้บางส่วนเข้าโครงการ SAM ค่ะ
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า กระทู้นี้เราอยากเขียนไว้เป็น
กระทู้เตือนสติเรื่องการใช้จ่าย และแชร์ประสบการณ์การจัดการหนี้ของตัวเอง
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันค่ะ
เราเป็นมนุษย์เงินเดือนวัย 40 ปี เงินเดือนเฉียด 50,000
จุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ค่ะ
ตอนนั้นเราได้รับข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่ง และตัดสินใจกู้เงินจากหลายที่
ช่วงปีแรกๆ เรายังสามารถบริหารจัดการหนี้ทั้งหมดได้ค่ะ ยังคุมรายรับรายจ่ายได้
และพอมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แต่ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มไม่สามารถควบคุมภาระหนี้ทั้งหมดได้อีกต่อไป
จนสุดท้ายตัดสินใจปล่อยหนี้บางส่วนกลายเป็นหนี้เสีย เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และนำหนี้เข้า SAM
เรายอมรับตรงๆว่า หนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราเองค่ะ
ทั้งของที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซื้อไปหมด
ด้วยความที่เป็นคนหน้าใหญ่ ใจโต และมีความคิดประมาณว่า
“เสียเงินไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้”
สุดท้ายพฤติกรรมเหล่านี้ก็กลายเป็นภาระหนี้ที่เราต้องแบกรับมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
รายการหนี้ทั้งหมดของเรา
กลุ่ม Bank — นำเข้า SAM แล้วทั้งหมด
Loan SBC : 55,000 บาท
Loan KTB : 200,000 บาท
Credit First Choice : 38,000 บาท
Credit CardX : 60,000 บาท
กลุ่ม Non-Bank — อยู่ระหว่างรอปรับโครงสร้างหนี้
Promise : 70,000 บาท (เจรจาปรับแล้ว)
Line BK : 26,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
Loan SHP : 43,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
SPayLater : 20,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
Limit Xtra : 60,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
Rabbit Cash : 30,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
Kashjoy : 50,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
Thunder : 63,000 บาท — ค้างชำระ 2 รอบบิล
Finnix : 43,000 บาท — ค้างชำระ 5 รอบบิล
ใช่ค่ะ หนี้ทั้งหมดนี้เป็นของเรา
เราพยายามประคองจ่ายหนี้เหล่านี้มาไม่น้อยกว่า 3 ปี
พยายามหมุนและจัดการมาตลอด จนในที่สุดช่วงปลายปีที่แล้ว เราเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถประคองอีกต่อไป
ตอนนั้นเราเลยเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ SAM
และตัดสินใจปล่อยหนี้กลุ่ม Bank ให้เป็นหนี้เสีย เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการของโครงการ
เมื่อหนี้เสียครบ 120+ วันตามข้อมูลเครดิตบูโร เราก็ยื่นสมัคร SAM ทันทีค่ะ
ขั้นตอนการสมัครสำหรับเรา ถือว่าสะดวกมาก สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ และยื่นเอกสารประกอบ ได้แก่
- สลิปเงินเดือน
- รายการเดินบัญชี
- รายงานเครดิตบูโร ล่าสุด
ทาง SAM แจ้งว่ากระบวนการพิจารณาใช้เวลาประมาณ 30 วัน
แต่สำหรับเคสของเรา ใช้เวลาจริงประมาณ 20 วัน ก็ได้รับแจ้งผลแล้วค่ะ
หนี้ที่เรายื่นเข้า SAM คือหนี้กลุ่ม Bank ทั้งหมดตามรายการด้านบน
และผลคือ เราผ่านทุกตัวค่ะ
หลังจากผ่านการพิจารณาแล้ว ทาง SAM จะจัดทำตารางการผ่อนชำระมาให้พิจารณา โดยมีระยะเวลาให้เลือกทั้ง 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี
สำหรับเราเลือกผ่อนระยะยาวที่สุด คือ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปีค่ะ
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราดีใจกับการเป็นหนี้ หรือมองว่าการปล่อยหนี้เสียเป็นเรื่องที่ดีนะคะ
ตรงกันข้ามเลยค่ะ เรามองว่านี่คือผลลัพธ์จากการใช้จ่ายของตัวเอง และเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ
สิ่งที่เราอยากฝากจากประสบการณ์นี้จริงๆ คือ
ก่อนจะกู้เงินหรือใช้เงินเพราะคำว่า “อยากได้” ลองถามตัวเองให้ดีว่า เรามีกำลังจ่ายคืนจริง ๆ หรือเปล่า?
เพราะตอนกู้ เงินที่ได้รับมันรู้สึกเหมือนเป็น “เงินของเรา”
แต่ตอนถึงเวลาจ่ายคืน เราจะรู้เลยค่ะว่า มันคือเงินในอนาคตที่เราเอามาใช้ไปก่อน
ตอนนี้เรากำลังพยายามจัดการหนี้ทั้งหมดอย่างจริงจัง และจะค่อยๆ แก้ไขทีละก้อนค่ะ
กระทู้นี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่ออวดว่าตัวเองจัดการหนี้ได้เก่ง
แต่เขียนไว้เพื่อเตือนตัวเอง และหวังว่าจะเป็นข้อคิดให้คนที่กำลังจะตัดสินใจกู้เงิน หรือกำลังเริ่มใช้จ่ายเกินตัวได้ฉุกคิดกันสักนิดค่ะ
เป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การรู้ตัวและเริ่มแก้ไขสำคัญกว่า
สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังมีหนี้เรื้อรัง หนี้เสีย หรือกำลังจะปล่อยเสีย หรือเจอสถานการณ์คล้ายๆเรา
ขอฝากไว้ อย่าเพิกเฉยกับหนี้ค่ะ เป็นหนี้ต้องใช้
รับสายเจ้าหน้าที่ พูดคุย และลองเจรจากับเจ้าหนี้ก่อน
บางครั้งเขาอาจมีทางเลือกในการช่วยเหลือหรือปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะกับสถานการณ์ของเรา
หรือถ้าคุณพอมีกำลังที่จะปิดหนี้ได้ และทางเจ้าหนี้มีข้อเสนอ Hair Cut ที่เหมาะสม
ให้ลองพิจารณาดูค่ะ เพราะการปิดหนี้ได้ก้อนหนึ่ง อาจช่วยลดภาระให้เบาลงได้
แต่ถ้าหนี้หลายก้อนเริ่มเกินกำลังจริงๆ
อย่าละเลยที่จะศึกษาทางเลือกในการแก้หนี้ค่ะ
เริ่มจากการศึกษาข้อมูลโครงการ SAM และดูว่าหนี้ของตัวเองเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่
ส่วนตัวเรามองว่า SAM เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยให้คนมีหนี้สามารถกลับมาจัดการหนี้ของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ
แต่ก็ต้องเข้าใจข้อแลกเปลี่ยนด้วยว่า การเข้าสู่กระบวนการส่งผลต่อประวัติเครดิต และไม่ได้เหมาะกับทุกคนค่ะ
ดังนั้นอยากให้มอง SAM เป็น “หนึ่งในทางเลือกในการแก้ปัญหา” ไม่ใช่เหตุผลในการตั้งใจปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้เสียเพื่อจะได้เข้าโครงการนะคะ
หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังเครียดเรื่องหนี้สินในระบบทุกท่านค่ะ
ขอบคุณค่ะ