จุดหักเห "ปืuสวัสดิการ" ล้นประเทศกว่า 6.3 ล้านใบอนุญาต จากปืuราชการสู่เก็งกำไรตลาดมืด

เจาะระเบียบผ่อนผัน 5 ปีโอนได้ ขยายโควตาจนปืuเกลื่อนเมือง
.
14 สิงหาคม 2569 ต้นเหตุของภาวะ “ปืuเฟ้อ - ล้นประเทศ” จนใครต่อใครนำมาใช้ก่อเหตุรุนแรงได้ไม่เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากปัญหาปืuเถื่อน ซึ่งมีรวมๆ กว่า 4 ล้านกระบอกแล้ว
.
ยังมีปืuถูกกฎหมายที่เรียกว่า “ปืuสวัสดิการ” รวมอยู่ด้วย และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้มีอาวุธปืuซ่อนอยู่ตามบ้าน เคหสถาน รถยนต์ รวมไปถึงแหล่งจำนำ ตลาดปืuมือสอง และตลาดมืด
.
จากปืuที่มีสถานะรับรองโดย “ราชการ” ไปๆ มาๆ กลายเป็น “ปืuโจร” ไปได้เหมือนกัน
.
“เนชั่นออนไลน์” พาไปตรวจสอบย้อนหลังโครงการปืuสวัสดิการ ที่มีมานานกว่า 30 ปี แต่มีจุดหักเห ถูกฝ่ายการเมืองบางยุคบางสมัยออกคำสั่งผ่อนผัน คลายกฎเหล็กต่างๆ จนทำให้เกิดปัญหาบานปลายตามมา
.
มหาดไทยแชมป์โควตาปืuสวัสดิการ
.
โครงการจัดหาอาวุธปืuสวัสดิการในประเทศไทย เป็นกลไกทางภาครัฐที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการจัดหาอาวุธปืuไว้ใช้ป้องกันตัว ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง
.
ย้ำว่ารวมถึงการปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางหน่วย โดยเฉพาะตำรวจด้วย เพราะปืuของทางราชการไม่เพียงพอ หรือหากมีพอ ก็เก่าและชำรุด ทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องไปหาปืuสวัสดิการมาใช้ในราชการกันเอง และก็ถือโอกาสใช้นอกเวลาราชการ เพื่อความอุ่นใจในการดำเนินชีวิตด้วย
.
โครงการปืuสวัสดิการในปัจจุบัน ขยายครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐหลายกระทรวง แต่แชมป์ 3 อันดับแรก ประกอบด้วย
.
1.กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง - จัดเป็นหน่วยงานหลักที่มีการจัดทำโครงการอาวุธปืuสวัสดิการมากที่สุด และมีปริมาณการจัดหาใหญ่ที่สุดในประเทศ มีให้เลือกทั้งปืนสั้นและปืuยาว
2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ - เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่จัดทำโครงการปืuสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการจัดหาอาวุธปืuพกสั้นประจำกายให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด โครงการมีหลายเฟส
3.กระทรวงกลาโหม ทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม - จัดทำโครงการอาวุธปืuสวัสดิการให้แก่กำลังพลของทหารและข้าราชการในสังกัด
.
ขยายสิทธิถึงลูกจ้าง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อส.
.
สถานการณ์ปืuเริ่มบานปลายขยายตัว เมื่อกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้อนุมัติให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานอื่นๆ สามารถเข้าร่วมใช้สิทธิสั่งซื้ออาวุธปืuสวัสดิการของกรมการปกครองได้ด้วย ส่งผลให้ขอบเขตผู้มีสิทธิครอบคลุมแทบทุกส่วนราชการ ได้แก่
- กระทรวงมหาดไทยเอง ครอบคลุม อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, อส., รัฐวิสาหกิจ, ทนายความ รวมไปถึง อส. ซึ่งเป็นอาสาสมัคร และกลุ่มสารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
- หน่วยงานอื่น แทบทุกกระทรวง โดยเฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมราชทัณฑ์ รวมไปถึงองค์กรอิสระทุกองค์กร โดยหน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้จัดทำโครงการเอง แต่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงานราชการของหน่วยงานตน สามารถไปใช้สิทธิจองโควตาซื้อปืuสวัสดิการจากโครงการของกรมการปกครองได้
.
**บางโครงการขยายลงไปถึงลูกจ้าง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย
.
ทลายกฎเหล็กทุกข้อ - 5 ปีโอนได้ - เก็งกำไรสนุก!
.
การขยายตัวในลักษณะ “ก้าวกระโดด” ของโครงการปืuสวัสดิการ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
.
ในยุคดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติผ่อนผันระเบียบและเปลี่ยนเงื่อนไขทางกฎหมายสำคัญหลายประการ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปริมาณอาวุธปืuสวัสดิการหลั่งไหลเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก
.
1.การผ่อนผันเงื่อนไข "ห้ามโอนภายใน 5 ปี”
เดิม ปืuสวัสดิการจะถูกสลักหลังใบอนุญาต ป.4 ไว้ว่า "ห้ามโอน เว้นแต่ตกทอดทางมรดก" เพื่อป้องกันมิให้นำอาวุธปืuสวัสดิการไปซื้อขายต่อในเชิงพาณิชย์
.
แต่เมื่อ มท.1 "ชวรัตน์" ออกคำสั่งผ่อนผันไปช่วงปี 2552 กระทรวงมหาดไทยก็ได้อนุมัติแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขดังกล่าวเป็น "ห้ามโอนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต" และให้มีผลย้อนหลังไปถึงผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืuในโครงการก่อนหน้าด้วย
.
2. มีบันทึกของกรมการปกครอง โดยสำนักการสอบสวนและนิติการ เมื่อปี 2552 ผ่อนผันคำสั่งกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2535 ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุม “ปืuสวัสดิการ” ทั้งหมด เพื่อเปิดโครงการใหม่  
- มี 2 โครงการ โควตารวม 100,000 กระบอก (โครงการละ 50,000 กระบอก)
- แบ่งเป็นโควตาเฉพาะของมหาดไทย และรัฐวิสาหกิจในสังกัด 50,000 กระบอก และโควตาสำหรับบุคลากรกระทรวงอื่น และองค์กรอิสระ อีก 50,000 กระบอก
- เปิดช่องให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมโครงการได้
- ขยายใบอนุญาตค้าปืu จากเดิมร้านปืuแต่ละแห่งมีได้ 5 ใบอนุญาต แต่ละใบอนุญาตกำหนดให้ค้าปืuยาวได้ไม่เกิน 50 กระบอก ปืuสั้นไม่เกิน 30 กระบอกต่อใบอนุญาต โดยเพิ่มทั้งจำนวนใบอนุญาต และจำนวนปืuที่ซื้อขายได้
.
รัฐคือพ่อค้าปืu นำเข้าเอง-ขายเอง-อนุญาตเอง!
.
คำสั่งผ่อนผันดังกล่าว ทำให้ตลาดปืuในประเทศไทย ซึ่งได้รับผลโดยตรงจากโครงการปืuสวัสดิการ มีสภาพยิ่งกว่า “ค้าปืuเสรี” ด้วยเหตุผลคือ
- เปิดให้สั่งจองล่วงหน้า
- ยืดหยุ่นกรอบเวลารับปืu
- ซื้อด้วยเงินสดก็ได้ ผ่อนหรือหักเงินเดือนก็ได้
- จำกัดสิทธิการจองต่อ 1 โครงการก็จริง (เช่น ปืuสั้น 1 กระบอก ปืuยาว 1 กระบอก) แต่ไม่ได้จำกัดสิทธิโครงการต่อไป หรือของหน่วยงานอื่น
- ผู้ซื้อขอใบ ป.3 ได้ที่อำเภอ โดยนายทะเบียนท้องที่ คือ นายอำเภอ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมการปกครอง เจ้าของโครงการปืuสวัสดิการอยู่แล้ว ทำให้การขอจึงง่ายมาก
.
**ดูโบรชัวร์ => เลือกรุ่น => ขอหนังสือรับรองจากต้นสังกัด => ไปทำเรื่องขอที่อำเภอ => ได้ใบ ป.3 ส่งให้หน่วยเจ้าของโครงการเพื่อสั่งซื้อ => รอรับปืu
.
- กระบวนการจัดซื้อถูกออกแบบให้มีความสะดวกและมีอุปสรรคน้อยมาก เมื่อเทียบกับการซื้อปืuจากร้านค้าปกติ
.
การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทั้งหมดนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้ออาวุธปืuของบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมองว่าปืuสวัสดิการไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน หรือมีไว้เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตน แต่ปืuกลายเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่มีสภาพคล่องสูง เนื่องจากราคาปืuสวัสดิการต่ำกว่าราคาปืuร้านค้าทั่วไปประมาณ 30% ถึง 50% เพราะนำเข้าโดยยกเว้นภาษี (นำเข้าโดยรัฐ)
.
หนำซ้ำเมื่อถือครองครบกำหนด 5 ปีตามกฎหมาย ผู้ซื้อสามารถโอนเปลี่ยนมือให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ในราคาตลาดปกติ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการจองซื้อปืuสวัสดิการเพื่อนำไปขายต่อเก็งกำไรในตลาดเสรี บางรายโอนลอยทันทีตั้งแต่วันรับปืu ยังไม่ได้เริ่มผ่อนเลยด้วยซ้ำ
.
ใบอนุญาตร้านปืuพุ่ง 50% ยิ่งกว่าเมืองคาวบอย!
.
อีกหนึ่งเรื่องที่ผ่อนผันโดยระดับนโยบายของกระทรวงมหาดไทย และทำให้เกิดภาวะ “ปืuเฟ้อ” ตามมา ก็คือ การผ่อนผันใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืuและเครื่องกระสุนปืu หรือ ใบ ป.5 ทำให้ใบอนุญาตชนิดนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคของ มท.1 ที่ชื่อ "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล"
.
แต่เดิม กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 109/2535 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 จำกัดจำนวนร้านค้าอาวุธปืuและเครื่องกระสุนปืu โดยไม่ให้มีการออกใบอนุญาตเพิ่ม ส่งผลให้จำนวนใบอนุญาต ป.5 ทั่วประเทศคงที่อยู่ที่ 335 ใบ มาอย่างยาวนาน
.
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552 กระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายชวรัตน์ ได้ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 289/2552 ยกเลิกคำสั่งที่ 109/2535 เพื่อเปิดทางให้สามารถพิจารณาอนุมัติออกใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืuและเครื่องกระสุนปืuเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง
.
ส่งผลให้สถิติใบอนุญาต ป.5 พุ่งสูงขึ้นถึงราวๆ 50% จากเดิม 335 ใบ เป็น 502 ใบ ถึงขั้นฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา กล่าวหาและตั้งข้อสงสัยว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จากการขยายใบอนุญาต ป.5 หรือไม่ ขณะที่ นายชวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ชี้แจงทำนองว่า เพื่อลดการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขัน
.
ไทยแชมป์อาเซียน “ปืuเกลื่อน”
.
จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณอาวุธปืuมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน อ้างอิงจากรายงานวิจัยขององค์กร Small Arms Survey ซึ่งสำรวจข้อมูลเมื่อปี ค.ศ.2017 ปรากฏว่า ประเทศไทยครองอันดับที่ 1 ในอาเซียน ทั้งในแง่จำนวนอาวุธปืuที่ครอบครองโดยภาคประชาชนรวม และอัตราส่วนการครอบครองต่อประชากร
-ไทย 15.1
-กัมพูชา 4.5
-ฟิลิปปินส์ 3.6
-ลาว 3.0
-เมียนมา 1.6
-เวียดนาม 1.6
-บรูไน 1.4
-มาเลเซีย 0.7
-สิงคโปร์ 0.3
.
มหาดไทยอัปเดตสถิติ ใบ ป.4 ล่าสุด
.
สำหรับตัวเลขอัปเดตจำนวนปืuในประเทศไทย เฉพาะปืuที่ถูกกฎหมาย มีใบอนุญาต ป.4 ซึ่งเป็นข้อมูลจากนายทะเบียนปืน กระทรวงมหาดไทย อย่างเป็นทางการล่าสุด
.
ใบอนุญาต ป.4 รวม 6.3 ล้านใบอนุญาต แยกเป็น
- ปืuยาว 2.2 ล้านใบอนุญาต
- ปืuสั้น 3.9 ล้านใบอนุญาต
.
จำนวนคนที่ได้รับอนุญาต
2.47 ล้านคน หรือ 3.75 คนต่อ 100 ประชากร (ที่ครอบครองปืu) เพราะ 1 คน อาจมีหลายใบอนุญาต

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่