📰
หนังสือพิมพ์ The New York Times ตีพิมพ์บทความพิเศษถึง RM BTS กับการเปิดตัวในฐานะภัณฑารักษ์ที่ SFMOMA
⭐ จากดาวดัง เค-ป็อป สู่ผู้สะสมงานศิลปะ เริ่มต้นประเดิมบทบาท ‘ภัณฑารักษ์’
RM จากวง BTS เตรียมนำผลงานศิลปะ 145 ชิ้นโดยศิลปินชาวเกาหลีมาจัดแสดงที่ SFMOMA ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
"ผมรู้จักปีกัสโซ ผมรู้จักแวน โก๊ะ แต่ผมกลับไม่รู้จักใครเลยจากประเทศของตัวเอง" เขาบอกกับตัวเองในตอนที่เริ่มกว้านซื้อผลงานศิลปะ "คุณต้องตามหารากเหง้าของตัวเองให้เจอ"
นัมจุนเริ่มสะสมผลงานศิลปะหลังจากได้ไปเยือนสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก (Art Institute of Chicago) ในปี 2018 เมื่อเขาจำผลงานของศิลปินที่เคยเรียนจากในหนังสือได้ เขาก็จุดประกายความคิดขึ้นมาว่า:
“ผมเป็นศิลปินเกาหลีแท้ ๆ แต่ผมกลับรู้จักปีกัสโซ รู้จักแวน โก๊ะ แล้วทำไมผมถึงไม่รู้จักใครเลยจากประเทศของตัวเอง!”
เขาจึงบอกกับตัวเองว่า
“คุณต้องตามหารากเหง้าของตัวเองให้เจอ” และนับแต่นั้นเขาก็เริ่มสนใจศิลปินชาวเกาหลีอย่างลึกซึ้ง
🔺 เกี่ยวกับนิทรรศการ
นิทรรศการครั้งนี้จะรวบรวมผลงานศิลปะทั้งหมด
145 ชิ้น (โดย 45 ชิ้นมาจากคอลเลกชันส่วนตัวของเขา) ซึ่งจะใช้พื้นที่เกือบทั้งชั้นของ SFMOMA นิทรรศการจะนำเสนอผลงานของศิลปินระดับโลกที่มีชื่อเสียง ควบคู่ไปกับศิลปินชาวเกาหลีที่หาชมได้ยากในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ ยังรวมถึงผลงานจากศิลปินที่เคยผ่านช่วงเวลาการตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น สงครามเกาหลี และยุคเผด็จการยาวนานหลายทศวรรษ ตลอดจนงาน calligraphy (ศิลปะการคัดลายมือ) เครื่องปั้นดินเผาโบราณหลายร้อยปี และผลงานจากวัฒนธรรมป็อป
🔺 เบื้องหลังการประมูลและความประทับใจจากทีมงาน
RM ยังได้แบ่งปันเรื่องราวน่ารัก ๆ ในฐานะผู้สะสมว่า เนื่องจากแทบไม่มีวัยรุ่นคนไหนสนใจศิลปะเกาหลีสมัยใหม่ยุคเก่า ทำให้ในการประมูล เขาต้องแข่งกับผู้ลงประมูลที่มีอายุระหว่าง 70 ถึง 80 ปีอยู่เสมอ และเนื่องจากบางท่านมีกำลังทรัพย์มากกว่า เขาจึงเคยเอ่ยปากขอร้องว่า:
“ได้โปรดเว้นชิ้นนี้ให้ผมเถอะครับ ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่บ้าง ท่านทั้งหลายมีผลงานชิ้นเยี่ยม ๆ ไปเยอะแล้ว”
ทางด้านภัณฑารักษ์อย่าง América Castillo และ Hyoeun Kim ได้กล่าวชมความอ่อนโยนและความมุ่งมั่นของเขาต่อโปรเจกต์นี้ โดย Castillo เล่าว่า RM ตอบรับข้อเสนอของพิพิธภัณฑ์ด้วย "จดหมายเขียนด้วยลายมือ" ซึ่งความจริงใจของเขาในการถ่ายทอดความปรารถนาที่จะเผยแพร่อาร์ตเกาหลีสร้างความซาบซึ้งใจให้ทีมงานมาก “งานเขียนของเขามีภาษากวีที่งดงามมากจริง ๆ”
Hyoeun Kim ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ของ SFMOMA อธิบายว่า โปรเจกต์นี้มีความหมายพิเศษสำหรับเธอในฐานะชาวเกาหลี เพราะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งผลงานศิลปะชั้นยอดและตัวศิลปินเกาหลีได้เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ในระหว่างการวางแผน พวกเขายังพบ "ความสอดคล้องอันงดงาม" ระหว่างคอลเลกชันส่วนตัวของ RM กับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
ทางด้าน Christopher Bedford ผู้อำนวยการ SFMOMA ได้ออกมาสนับสนุนบทบาทการเป็นภัณฑารักษ์ของ RM โดยอธิบายว่าเขาเป็นคนที่ “ฉลาดและมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างเหลือเชื่อ” พร้อมทั้งมีมุมมองต่อการสะสมและการมีส่วนร่วมของผู้ชมที่ก้าวไปไกลกว่าสิ่งที่พิพิธภัณฑ์ทั่วไปเคยทำ
🔺 ภารกิจและความตั้งใจของนัมจุน
สำหรับนัมจุน โปรเจกต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการทำให้วัฒนธรรมและศิลปะเกาหลีเป็นที่รู้จัก การทำให้พิพิธภัณฑ์เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับคนที่อาจรู้สึกเกร็งหรือเข้าไม่ถึง และการเชื่อมโยงระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เกาหลีกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงเรื่องราวส่วนตัวกับความเป็นสากล
“ผมหวังว่านิทรรศการนี้จะเป็นสะพานเชื่อมเล็ก ๆ แต่แข็งแกร่งสำหรับใครหลายคนครับ การที่ผมสามารถรับบทบาทเป็นสะพานนั้นได้ ก็เพราะผมมีแฟน ๆ และผู้คนที่รักและสนใจในสิ่งที่ผมชอบอย่างจริงใจ ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีโอกาสได้จัดงานแบบนี้ขึ้นมา เพราะสุดท้ายแล้ว ผมก็เป็นเพียงแค่คนที่รักในศิลปะคนหนึ่ง แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้โดยตรงก็ตาม”
📰 อิทธิพลของ RM (BTS) เขากลับมาให้สัมภาษณ์และลงหนังสือพิมพ์ The New York Times อีกครั้ง ในฐานะภัณฑารักษ์ที่ SFMOMA
นัมจุนเริ่มสะสมผลงานศิลปะหลังจากได้ไปเยือนสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก (Art Institute of Chicago) ในปี 2018 เมื่อเขาจำผลงานของศิลปินที่เคยเรียนจากในหนังสือได้ เขาก็จุดประกายความคิดขึ้นมาว่า:
“ผมเป็นศิลปินเกาหลีแท้ ๆ แต่ผมกลับรู้จักปีกัสโซ รู้จักแวน โก๊ะ แล้วทำไมผมถึงไม่รู้จักใครเลยจากประเทศของตัวเอง!”
เขาจึงบอกกับตัวเองว่า “คุณต้องตามหารากเหง้าของตัวเองให้เจอ” และนับแต่นั้นเขาก็เริ่มสนใจศิลปินชาวเกาหลีอย่างลึกซึ้ง
🔺 เกี่ยวกับนิทรรศการ
นิทรรศการครั้งนี้จะรวบรวมผลงานศิลปะทั้งหมด 145 ชิ้น (โดย 45 ชิ้นมาจากคอลเลกชันส่วนตัวของเขา) ซึ่งจะใช้พื้นที่เกือบทั้งชั้นของ SFMOMA นิทรรศการจะนำเสนอผลงานของศิลปินระดับโลกที่มีชื่อเสียง ควบคู่ไปกับศิลปินชาวเกาหลีที่หาชมได้ยากในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ ยังรวมถึงผลงานจากศิลปินที่เคยผ่านช่วงเวลาการตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น สงครามเกาหลี และยุคเผด็จการยาวนานหลายทศวรรษ ตลอดจนงาน calligraphy (ศิลปะการคัดลายมือ) เครื่องปั้นดินเผาโบราณหลายร้อยปี และผลงานจากวัฒนธรรมป็อป
🔺 เบื้องหลังการประมูลและความประทับใจจากทีมงาน
RM ยังได้แบ่งปันเรื่องราวน่ารัก ๆ ในฐานะผู้สะสมว่า เนื่องจากแทบไม่มีวัยรุ่นคนไหนสนใจศิลปะเกาหลีสมัยใหม่ยุคเก่า ทำให้ในการประมูล เขาต้องแข่งกับผู้ลงประมูลที่มีอายุระหว่าง 70 ถึง 80 ปีอยู่เสมอ และเนื่องจากบางท่านมีกำลังทรัพย์มากกว่า เขาจึงเคยเอ่ยปากขอร้องว่า:
“ได้โปรดเว้นชิ้นนี้ให้ผมเถอะครับ ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่บ้าง ท่านทั้งหลายมีผลงานชิ้นเยี่ยม ๆ ไปเยอะแล้ว”
ทางด้านภัณฑารักษ์อย่าง América Castillo และ Hyoeun Kim ได้กล่าวชมความอ่อนโยนและความมุ่งมั่นของเขาต่อโปรเจกต์นี้ โดย Castillo เล่าว่า RM ตอบรับข้อเสนอของพิพิธภัณฑ์ด้วย "จดหมายเขียนด้วยลายมือ" ซึ่งความจริงใจของเขาในการถ่ายทอดความปรารถนาที่จะเผยแพร่อาร์ตเกาหลีสร้างความซาบซึ้งใจให้ทีมงานมาก “งานเขียนของเขามีภาษากวีที่งดงามมากจริง ๆ”
Hyoeun Kim ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ของ SFMOMA อธิบายว่า โปรเจกต์นี้มีความหมายพิเศษสำหรับเธอในฐานะชาวเกาหลี เพราะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งผลงานศิลปะชั้นยอดและตัวศิลปินเกาหลีได้เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ในระหว่างการวางแผน พวกเขายังพบ "ความสอดคล้องอันงดงาม" ระหว่างคอลเลกชันส่วนตัวของ RM กับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
ทางด้าน Christopher Bedford ผู้อำนวยการ SFMOMA ได้ออกมาสนับสนุนบทบาทการเป็นภัณฑารักษ์ของ RM โดยอธิบายว่าเขาเป็นคนที่ “ฉลาดและมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างเหลือเชื่อ” พร้อมทั้งมีมุมมองต่อการสะสมและการมีส่วนร่วมของผู้ชมที่ก้าวไปไกลกว่าสิ่งที่พิพิธภัณฑ์ทั่วไปเคยทำ
🔺 ภารกิจและความตั้งใจของนัมจุน
สำหรับนัมจุน โปรเจกต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการทำให้วัฒนธรรมและศิลปะเกาหลีเป็นที่รู้จัก การทำให้พิพิธภัณฑ์เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับคนที่อาจรู้สึกเกร็งหรือเข้าไม่ถึง และการเชื่อมโยงระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เกาหลีกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงเรื่องราวส่วนตัวกับความเป็นสากล
“ผมหวังว่านิทรรศการนี้จะเป็นสะพานเชื่อมเล็ก ๆ แต่แข็งแกร่งสำหรับใครหลายคนครับ การที่ผมสามารถรับบทบาทเป็นสะพานนั้นได้ ก็เพราะผมมีแฟน ๆ และผู้คนที่รักและสนใจในสิ่งที่ผมชอบอย่างจริงใจ ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีโอกาสได้จัดงานแบบนี้ขึ้นมา เพราะสุดท้ายแล้ว ผมก็เป็นเพียงแค่คนที่รักในศิลปะคนหนึ่ง แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้โดยตรงก็ตาม”